รายละเอียดของร้านค้า ข่าวสารของร้านค้า รายการสินค้า วิธีการชําระเงิน ติดต่อเรา
ภาษาไทย

ภาคใต้  :

ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรแผนใหม่
118/81 หมู่ 1 ถนนค่ายอ.ส. ต.บางกุ้ง อ.เมือง จ. สุราษฏร์ธานี 84000
Call center : 086-3081046 , 082-1866978

ภาคอีสาน :

ศูนย์เรียนรู้และพัฒนาการปลูกมันสำปะหลัง  อ.สีคิ้ว
46/1 หมู่ 11 ต.กุดน้อย อ.สีคิ้ว จ. นครราชสีมา 30140
Call center : 086-3081046 , 082-1866978


เทคนิคการปลูกข้าวโพดฝักสดที่ให้คุณภาพดี
รหัสสินค้า: 000075
บทความพิเศษ
รายละเอียด:
เทคนิคการปลูกข้าวโพดฝักสดที่ให้คุณภาพดี

  • ปลูกต่างพันธุ์แยกห่างกันอย่างน้อย 500 เมตรหรือปลูกเหลื่อมเวลา โดยปลูกพันธุ์เบาก่อน 7 ถึง 14 วัน
  • เก็บเกี่ยวให้ถูกเวลา เก็บฝักสดหลังจากออกไหม (เห็นเส้นไหมโผล่พ้นปลายฝัก)แล้ว 18 วันในฤดูฝนและฤดูร้อน สำหรับฤดูหนาวจะเก็บช้าไปอีก 3-5 วันแล้วแต่ความหนาวเย็น ถ้าหนาวมากก็เก็บช้า
  • ลดการให้น้ำลงก่อนเก็บเกี่ยว 2-3 วัน จะช่วยเพิ่มความหวานให้ดีขึ้น
  • ข้าวโพดฝักสดจะมีรสชาติดีที่สุด ควรรับประทานทันทีหลังหักฝัก
  •  เวลาเก็บเกี่ยวที่ดีที่สุดคือเก็บตอนเช้าตรู่ก่อนแดดออกเก็บไว้ในที่ร่มและ เย็น หากต้องขนส่งทางไกลจะต้องตัดลำต้นให้ติดกับฝักยาวประมาณ 10 เซนติเมตร จะช่วยรักษาความหวานไว้ได้ประมาณ 2 วัน
  •  ผลิตผลิตเฉลี่ย : ข้าวโพดหวาน และข้าวโพดข้าวเหนียว 1,400 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวโพดเทียน 1,000 กิโลกรัมต่อไร่
  •  เงื่อนไข : การปลูกเป็นพื้นที่ปริมาณมากต้องมีการวางแผนด้านการตลาด เพื่อรองรับผลผลิต

ที่มา กรมวิชาการเกษตร
Tell a Friend
พันธุ์ข้าวโพดฝักสด
รหัสสินค้า: 000071
บทความพิเศษ
รายละเอียด:
ข้าวโพดฝักสด ได้แก่ข้าวโพดฝักอ่อน ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเทียนข้าวโพดข้าวเหนียว และข้าวโพดคั่ว เป็นพืชที่ลูกง่าย ใช้เวลาการผลิตสั้นใช้สารเคมีน้อย ตลาดมีความต้องการเพิ่มขึ้นทุกปีโดยเฉพาะข้าวโพดฝักอ่อนและข้าวโพดหวาน ทั้งเพื่อการบริโภคสดในประเทศ และอุตสาหกรรมอาหารเพื่อการส่งออกประเทศไทย ส่งออกข้าวโพดฝักอ่อน และข้าวโพดหวาน เป็นอันดับ 1 และ 4 ของโลก ตามลำดับ

ปัญหาของพืช ข้อจำกัด และโอกาส
• ข้้าวโพดฝักสดเป็นพืชที่ต้องเก็บเกี่ยวในเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ฝักสด ที่มีคุณภาพ
• ต้นทุนการผลิตสูง เนื่องจากต้องใช้ปุ๋ยเคมี และแรงงานจำนวนมาก ต้องปลอดการปนเปื้อนสารเคมี
• ขาดพันธุ์ดีที่ให้ผลผลิต มีคุณภาพสูง และต้านทานโรคราน้ำค้าง
• คุณภาพเป็นตัวกำหนดราคา พันธุ์ที่เกษตรกรใช้ปลูกในปัจจุบันให้ผลผลิตและมีคุณภาพต่ำ ไม่ตรงตามความต้องการของตลาด เช่น ขนาดฝักไม่ได้
้มาตรฐาน ไม่ต้านทานโรคราน้ำค้างโดยเฉพาะข้าวโพดหวาน ข้าวโพด เทียน และข้าวโพดข้าวเหนียว
• ขาดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อชลอการสูญเสียคุณภาพ

พันธุ์ข้าวโพดฝักสด

พันธุ์ข้าวโพดหวาน
พันธุ์ลูกผสม :
เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกมากกว่าพันธุ์ผสมเปิด มีลักษณะทางการเกษตรสม่ำเสมอ
ได้แก่ ขนาดฝัก ความสูงฝัก ความสูงต้น อายุถึงวันออกไหมและเก็บเกี่ยวให้ผลผลิตและคุณภาพสูงกว่าพันธุ์ผสมเปิดเป็น ที่ต้องการของโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูป และบริโภคฝักสด ไม่สามารถเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ได้ 
พันธุ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทยมี 2 ชนิด ไม่ควรนำข้าวโพดหวานที่มียีนทั้งสองชนิดมาปลูกในบริเวณใกล้เคียงกัน เพราะจะเกิดการผสมข้ามพันธุ์ทำให้เมล็ดไม่มีความหวาน ตลาดไม่ยอมรับ
• ข้าวโพดหวานที่มียีนบริทเทิลควบคุมความหวาน ได้แก่
พันธุ์เอทีเอส-2 หรือชูการ์ 74
อายุวันออกไหม 50-52 วัน
ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือก 2,000-3,000 กก./ไร่
ผลผลิตปอกเปลือก 1,400-1,800 กก./ไร่
ความหวาน 15.0 องศาบริกซ์
เมล็ดสีเหลือง หวาน กรอบ ไม่ติดฟัน
• ข้าวโพดหวานที่มียีนชรังเค่นควบคุมความหวาน ได้แก่
ชูการ์ 73
อายุวันออกไหม 55-57 วัน
ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือก 2,500-3,500 กก./ไร่
ผลผลิตปอกเปลือก 1,800-2,400 กก./ไร่
ความหวาน 14.0 องศาบริกซ์
เมล็ดสีเหลือง หวาน นุ่ม ไม่ติดฟัน
ไฮ-บริกซ์ 10
อายุวันออกไหม 51-54 วัน
ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือก 2,500-2,950 กก./ไร่
ผลผลิตปอกเปลือก 1,600-2,200 กก./ไร่
ความหวาน 14.0 องศาบริกซ์
เมล็ดสีเหลือง หวาน นุ่ม ไม่ติดฟัน
อินทรี 2
อายุวันออกไหม 48-50 วัน
ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือก 1,800-2,300 กก./ไร่
ผลผลิตปอกเปลือก 1,200-1,400 กก./ไร่
ความหวาน 14.5 องศาบริกซ์
เมล็ดสีเหลือง หวาน กรอบ ไม่ติดฟัน

พันธุ์ผสมเปิด :
ลักษณะทางการเกษตรไม่สม่ำเสมอเมื่อเปรียบเทียบกับพันธุ์ลูกผสม
สามารถ เก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ต่อได้ 2-3 รุ่น โดยปลูกห่างจากพันธุ์อื่นไม่น้อยกว่า 300 เมตร หรือทิ้งช่วงการปลูกจากพันธุ์อื่นไม่น้อยกว่า 21 วันแล้วคัดเลือกฝักที่มีลักษณะตรงตามพันธุ์อย่างน้อย 200 ต้นต่อไร่
ฮาวายเอี้ยนชูการ์ซูเปอร์สวีท
อายุวันออกไหม 45-48 วัน
ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือก 1,500-1,900 กก./ไร่
ผลผลิตปอกเปลือก 900-1,200 กก./ไร่
ความหวาน 14.0 องศาบริกซ์
เมล็ดสีเหลือง หวาน กรอบ
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
พันธุ์ข้าวโพดเทียน
พันธุ์สุโขทัย 1
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง
วันที่รับรอง : 29 มีนาคม 2542
ลักษณะดีเด่น :
1. ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์พื้นเมือง(เหลืองอุทัยธานี เหลืองพิษณุโลก และขาวเชียงใหม่)ดังนี้
1.1 จำนวนฝักทั้งหมด 22,128 ฝักต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์พื้นเมือง 30, 29 และ 17 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ
1.2 จำนวนฝักที่ได้มาตรฐาน 16,316 ฝักต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์พื้นเมือง 43, 36 และ 31 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ
1.3 น้ำหนักฝักทั้งเปลือกของฝักทั้งหมด 1,435 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่า พันธุ์พื้นเมือง 34, 29 และ 7 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ
2. คุณภาพในการบริโภคดีกว่าพันธุ์พื้นเมือง คือ รสชาติหวานเล็กน้อย ความนุ่มเหนียวดีไม่ติดฟัน และกลิ่นหอมชวนรับประทาน
ข้อควรระวัง :
ไม่ ต้านทานโรคราน้ำค้าง ในแหล่งที่มีโรคราน้ำค้างระบาด ควรคลุกเมล็ดด้วยสารเคมี metalaxyl 1 (Apron 35 SD) ในอัตรา 7 กรัม ต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม
พื้นที่แนะนำ :
สามารถ ปลูกได้ทุกภาคของประเทศ ปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมต่างๆและให้ผลผลิตสูง มีรสชาติดีกว่าพันธุ์ที่เกษตรกรนิยมใช้ปลูกกันในทุกสภาพท้องที่ที่ทำการ ทดลอง มีเสถียรภาพในการให้ผลผลิตที่ดีโดยจะให้ผลผลิตที่สูงขึ้น ถ้าปลูกในสภาพแวดล้อมที่ดี
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
พันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อน
พันธุ์รังสิต 1
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง
วันที่รับรอง : 28 กันยายน 2524

ลักษณะทางการเกษตร :
เป็น พันธุ์ที่เหมาะสำหรับปลูกเพื่อเก็บฝักอ่อน อายุเก็บเกี่ยว 110-120 วันให้ผลผลิตสูง น้ำหนักสดของฝักอ่อนที่ปอกเปลือกแล้วประมาณ 150 กิโลกรัมต่อไร่ ทรงต้นและการเจริญเติบโตแข็งแรงดี ขนาด สี ตลอดจนรูปร่างของฝักสดที่ปอกเปลือกแล้วได้มาตรฐานสูง ตรงตามความต้องการ ของตลาด(ขนาด 1.0-1.5 x 4.0-9.0 ซม.) ให้จำนวนฝัก 2-3 ฝักต่อต้น น้ำหนักฝักสด 1 กิโลกรัม จะมีฝักอ่อนปอกเปลือกแล้ว 12-13 ฝักแนะนำสำหรับเกษตรกรในเขตเกษตรก้าวหน้าที่มีการชลประทานดี ปลูกเป็นการค้าและเหมาะสำหรับอุตสาหกรรมบรรจุกระป๋อง
ลักษณะดีเด่น :
ผล ผลิตสูงลำต้นแข็งแรง เจริญเติบโตเร็ว ให้น้ำหนักฝักสดก่อนปอกเปลือก ต่อไร่สูงให้น้ำหนักฝักสดหลังปอกเปลือกแล้วต่อไร่สูง ต้นมีการเจริญเติบโต แข็งแรงดี
ข้อจำกัด :
สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี หากพื้นที่นั้นมีน้ำอุดมสมบูรณ์พอเพียง
ผลผลิต :
น้ำหนักฝักสดก่อนปอกเปลือก 800 - 1,000 กก./ไร่
น้ำหนักฝักสดหลังปอกเปลือกแล้ว100 - 175 กก./ไร่
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
• ดินร่วน ดินร่วนเหนียวปนทราย หรือดินร่วนปนทราย
• ความอุดมสมบูรณ์สูงมีปริมาณอินทรียวัตถุไม่น้อยกว่า 1.5 เปอร์เซ็นต์
ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์มากกว่า 10 ส่วนในล้านส่วน และ โพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ไม่น้อยกว่า 40 ส่วนในล้านส่วน
• การระบายน้ำและถ่ายเทอากาศดี ระดับหน้าดินลึก 25-30 เซนติเมตร
• ค่าความเป็นกรดด่างระหว่าง 5.5-6.8
• อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต 24-35 องศาเซลเซียส
• ปริมาณน้ำฝนกระจายสม่ำเสมอ 1,000-1,200 มิลลิเมตรต่อปี


ที่มา   :  กรมวิชาการเกษตร

Tell a Friend
การขาดโพแทสเซียม(Potassium deficiency)
รหัสสินค้า: 000067
บทความพิเศษ
รายละเอียด:
Dobermann and Fairhurst (2000) และกองปฐพีวิทยา (2543) ได้อธิบายสาเหตุและลักษณะอาการขาดธาตุอาหารต่างๆ ตลอดจนวิธีการป้องกันและแก้ไขไว้ดังนี้

3. การขาดโพแทสเซียม (Potassium deficiency)

        โพแทสเซียม (K) มีส่วนสำคัญในการเคลื่อนย้ายสารอาหารหรือผลผลิตจากการสังเคราะห์แสง ในพืช โพแทสเซียมจะช่วยทำให้ผนังเซลล์แข็งแรง เพิ่มพื้นที่ใบและปริมาณคลอโรฟิลล์ ชะลอการร่วงของใบ ช่วยเพิ่มจำนวนเมล็ดและจำนวนเมล็ดดีต่อรวง เพิ่มน้ำหนักเมล็ด แต่ไม่ช่วยในการแตกกอ

        ข้าวที่ขาดโพแทสเซียมต้นจะแคระแกรน การแตกกอลดลง ใบสั้น เหี่ยวแห้ง ใบโน้มลง (Droopy) และมีสีเขียวเข้ม ใบล่างจะมีปลายใบสีน้ำตาลเหลือง มีสีเหลืองระหว่างเส้นใบโดยเริ่มจากปลายใบและขอบใบแล้วค่อยๆ ลุกลามสู่โคนใบในที่สุด ต่อมาใบจะแห้งและกลายเป็นสีน้ำตาล ถ้าการขาดรุนแรงมากขึ้นบางครั้งจะมีจุดประสีน้ำตาลบนใบที่เป็นสีเขียวเข้ม โดยเริ่มที่ปลายใบก่อนจะขยายสู่ส่วนอื่นๆ ของใบ รวงข้าวจะผอมยาว อาจมีจุดด่าง ขนาดและน้ำหนักของเมล็ดลดลง การหักล้มสูง มักจะเกิดในระยะหลังของการเจริญเติบโต อาการขาดโพแทสเซียมนี้อาจสังเกตเห็นได้ยากในข้าวทั่วไป

        สาเหตุของการขาดโพแทสเซียมเกิดจากการปลูกข้าวในดินทรายหรือดินที่มีปริมาณดินเหนียวต่ำ มีธาตุโพแทสเซียมในดินต่ำหรือไม่อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ หรือดินที่มีการชะล้างสูง นอกจากนี้อาจพบอาการขาดโพแทสเซียมในดินอินทรีย์ เช่นดินพีท (Peat) ดินมัก (Muck)

ตารางแสดงแหล่งปุ๋ยโพแทซสำหรับใช้ในนาข้าวที่สำคัญ

        การจัดการเพื่อการป้องกันและแก้ไขการขาดโพแทสเซียมสามารถทำได้โดย

ควรไถกลบฟางข้าวลงในแปลง เพราะถึงแม้ว่าปริมาณโพแทสเซียมในฟางข้าวจะมีน้อย แต่จะช่วยรักษาระดับโพแทสเซียมในดินในระยะยาว

ใส่ปุ๋ยโพแทซ ปุ๋ยคอกและวัสดุอินทรีย์อื่นๆ ให้กับข้าวอย่างพอเพียง เพื่อชดเชยกับธาตุอาหารที่สูญเสียไปจากการเก็บเกี่ยวผลผลิต

อาการขาดธาตุโพแทสเซียมในข้าว
ขอบใบเริ่มกลายเป็นสีน้ำตาล
โพแทสเซียมเป็นตัวจำกัดการเจริญของข้าวแม้ว่าจะมีไนโตรเจนและฟอสฟอรัสพอเพียง
จุดสีน้ำตาลบนใบที่เขียวเข้ม

Tell a Friend
การขาดแมกนีเซียม(Magnesium deficiency)
รหัสสินค้า: 000068
บทความพิเศษ
รายละเอียด:
 Dobermann and Fairhurst (2000) และกองปฐพีวิทยา (2543) ได้อธิบายสาเหตุและลักษณะอาการขาดธาตุอาหารต่างๆ ตลอดจนวิธีการป้องกันและแก้ไขไว้ดังนี้

4. การขาดแมกนีเซียม (Magnesium deficiency)

        แมกนีเซียม (Mg) ช่วยในการทำงานของเอนไซม์หลายชนิด เป็นองค์ประกอบหนึ่งของคลอโรฟิลล์จึงมีส่วนในการสังเคราะห์แสง และการสังเคราะห์โปรตีนด้วย แมกนีเซียมเป็นธาตุที่เคลื่อนย้ายได้ง่าย อาการขาดจึงมักเกิดกับใบแก่ก่อน ต้นข้าวที่ขาดแมกนีเซียมจะมีอาการคล้ายการขาดโพแทสเซียม คือจะมีสีซีด พื้นที่ระหว่างเส้นใบจะเป็นสีเขียวซีด โดยจะเกิดกับใบแก่ก่อนและเมื่อขาดมากขึ้นจะลามมาถึงใบอ่อน ในกรณีที่ขาดรุนแรงใบแก่ของข้าวจะกลายเป็นสีเหลือง ข้าวมีการแตกกอ จำนวนใบและขนาดใบปกติ แต่ใบจะบิดไปมาและโน้มลง (Droopy) ข้าวจะมีจำนวนและน้ำหนักเมล็ดลดลง คุณภาพเมล็ดไม่ดี การขาดแมกนีเซียมมักพบในดินที่เป็นกรดและมี CEC ต่ำ และดินทรายที่มีอัตราการซึมน้ำและการชะล้างสูง

ตารางแสดงแหล่งปุ๋ยแมกนีเซียมสำหรับใช้ในนาข้าวที่สำคัญ

        สาเหตุของการขาดแมกนีเซียมเกิดจากดินมีปริมาณแมกนีเซียมที่เป็นประโยชน์ไม่เพียงพอต่อการเจริญ
เติบโตของข้าว การจัดการเพื่อการป้องกันและแก้ไขการขาดแมกนีเซียมสามารถทำได้โดยใส่ปุ๋ยแมกนีเซียม ปุ๋ยคอกและวัสดุอินทรีย์อื่นๆ ให้กับข้าวอย่างพอเพียง เพื่อชดเชยกับธาตุอาหารที่สูญเสียไปจากการเก็บเกี่ยวผลผลิต

อาการขาดธาตุแมกนีเซียมในข้าว
ใบมีสีเหลืองในพื้นที่ระหว่างเส้นใบ เกิดกับใบแก่ก่อน
ใบธงอาจมีสีเหลืองด้วยเช่นกัน

การขาดแมกนีเซียมอาจเกิดได้ เมื่อใส่โพแทซในดินที่มีปริมาณแมกนีเซียมต่ำ


Tell a Friend
มาตรฐานการผลิตข้าวโพดฝักสด
รหัสสินค้า: 000076
บทความพิเศษ
รายละเอียด:

มาตรฐานผลผลิต

ลักษณะมาตรฐานของฝักข้าวโพดหวานที่โรงงานต้องการ

  • เป็นฝักที่ได้จากต้นที่มีความสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีรอยทำลายของโรค หรือแมลง
  • ขนาดฝักสดปอกเปลือก ควรมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-5 เซนติเมตร ความยาว 12-18 เซนติเมตร น้ำหนัก 200-250 กรัมต่อฝัก
  • ฝักรูปทรงกระบอก มีขนาดโคนและปลายฝักแตกต่างกันไม่เกิน 0.5 เซนติเมตร
  • เมล็ดเรียงเป็นระเบียบ 14 ถึง 16 แถว แถวหนึ่งมี 30-40 เมล็ด
  • เส้นไหมควรหลุดจากเมล็ดได้ง่าย และไม่ติดค้างตามร่องเมล็ด
  • สีเมล็ดสม่ำเสมอทั้งฝักและตรงตามพันธุ์
  • มีซังขนาดเล็ก
  • ความหวานไม่ต่ำกว่า 14 องศาบริกซ์ ควรลดลงอย่างช้า ๆ และคงความหวานได้ไม่ต่ำกว่า 36 ชั่วโมง

ลักษณะมาตรฐานของฝักข้าวโพดฝักอ่อนที่โรงงานต้องการ

  •  ขนาดฝักปอกเปลือกที่เหมาะสมที่สุด ควรมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.0-1.5 เซนติเมตร ความยาว 4-9 เซนติเมตร
  • ฝักต้องตรง ไม่คดงอ ปลายฝักไม่หัก
  • ฝักมีสีเหลืองอ่อน หรือสีเหลือง
  • การเรียงของไข่ปลาตรงและแถวชิด ไม่แยกเป็นร่อง
  •  ต้องไม่เก็บฝักสดไว้นานเกิน 24 ชั่วโมง

ที่มา  :  กรมวิชาการเกษตร

Tell a Friend
บทบาทธาตุอาหารในปาล์มน้ำมัน
รหัสสินค้า: 000078
บทความพิเศษ
รายละเอียด:

ในการทำสวนปาล์มนั้นการจัดการเรื่องธาตุอาหาร หรือปุ๋ย นับว่ามีความสำคัญมากที่สุด (โดยค่าใช้จ่ายในการจัดการสวนปาล์มประมาณ 50 - 60% จะเป็นค่าปุ๋ยเคมี)

 ไนโตรเจน (N) ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของพืช 

 ถ้าขาดจะมีลักษณะใบสีเหลืองซีด ต่อไปจะเหลืองทั้งต้น ทางใบสั้น  ต้นโตช้า ทะลายเล็กลง ปริมาณน้ำมันน้อย

 

ฟอสฟอรัส (P) กระตุ้นการแตกรากฝอย ทำให้ปาล์มสามารถดูดปุ๋ยได้ดีขึ้น มีส่วนทำให้ออกดอกได้ดีขึ้น ถ้าขาดจะชะงักการเจริญเติบโต ใบสีเขียวด้านเหลือบม่วง ขอบใบม่วง ออกดอกน้อย ยอดสั้นลง

 

โปแตสเซียม (K) เป็นธาตุอาหารที่ต้อง การมากที่สุด ทำให้ปาล์มสะสมแป้งและเปลี่ยนเป็นน้ำมันได้มาก  ให้ผลผลิตและเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง ทนแล้งได้ดี  ถ้าขาดจะมีจุดสีเหลืองส้มเป็นจ้ำ ๆ บริเวณทางใบ เมื่อเป็นมาก ๆ เนื้อใบส่วนที่มีสีเหลืองจะแห้ง การผลิตดอกตัวเมียจะหยุดชะงัก ดอกตัวผู้น้อยลง ทางใบหดสั้น ทะลายเล็ก เปอร์เซ็นต์น้ำมันลดลง ไม่ทนแล้ง

 

 

แมกนีเซียม (Mg) ช่วยในการสังเคราะห์แสง หากขาดจะทำให้ดูดซึมอาหารน้อยลง      ต้นอ่อนแอ  ลักษณะอาการทางใบล่างจะมีสีเหลืองแถบยาว แต่เส้นใบยังเป็นสีเขียว หากไม่แก้ไขใบจะเริ่มแห้ง ไหม้ และผลผลิตลดลง

 

 

 


 

โบรอน (B) เป็นธาตุอาหารที่ต้องการน้อย แต่ขาดไม่ได้  ช่วยกระตุ้นให้เกิดตาดอก และ ตายอด เมื่อขาดจะมีลักษณะปลายใบย่อยหักงอเป็นรูปตะขอ ใบหยิกเป็นคลื่น ยอดหัก อาจเกิดเฉพาะทางหรือทุกทางได้ ทางและใบย่อยเรียวแหลม สั้นผิดปกติ ดอกตัวเมียน้อย การผสมเกสรไม่สมบูรณ์ ผลผลิตลดลง