รายละเอียดของร้านค้า ข่าวสารของร้านค้า รายการสินค้า วิธีการชําระเงิน ติดต่อเรา
ภาษาไทย
VIP

ให้เช่าพระเหล็กไหลทุกชนิด

เช่น เหล็กไหลสีปีกแมลงทับ และสีสีนวรรณะต่างๆ เช่น สีเขียว พิมพ์พระพุทธฐานขีด  สีนำตาลอ่อน สีนำตาลเข้ม สีเขียวตองอ่อน สีทองท้องปลาไหล สีขาวเงินยวง สีเหลืองนวล สีแดงอมดำ สีชมพูอมม่วง สีฟ้า สีทองเหลืองอ่อน สีส้ม พระพุทธพิมพ์ฐานเหลี่ยม เช่นสี ปีกแมงทับ สีขาวเงินยวง สีเขียวตองอ่อน สีนำตาล สีดำอมม่วง สีฟ้า สีส้ม สีเหลืองนวล สีทองเหลืองอ่อน   สีทองท้องปลาไหล พระพุทธพิมพ์ปางสะดุ้งมาร  สีทองท้องปลาไหล  สีขาวเงินยวง สีปีกแมลงทับ สีเขียวตองอ่อน สีทองเหลืองอ่อน สีนำตาลอมดำ สีนำตาลอ่อน  สีนำตาลเข้ม เหล็กไหลพิมพ์พ่อแก่ฤาษี  สีเขียว สีเขียวตองอ่อน สีเหลือง สีม่วง สีนำตาล สีเงินยวง สีทองท้องปลาไหล สีปีกแมลทับ สีเหลืองอ่อนอมเขียว เหล็กไหลพิมพ์พระพุทธทรงเครื่อง สีทองท้องปลาไหล สีเขียวอ่อน สีเงินยวง สีปีกแมลงทับ สีนำตาลอ่อน สีนำตาลเข้ม สีแดงอมม่วง สีเขียวอมเหลือง เหล็กไหลพิมพ์รักบี้ เช่น สีเขียวอ่อน สีทองอมเขียว สีแดงอมดำ สีดำอมเทา สีดำ สีทอง  สีปีกแมลงทับ สีนำตาลอมดำ เหล็กไหลพิมพ์นำเต้าเล็ก เช่น สีปีกแมลงทับ สีนำเงินอมดำ สีเขียว สีเขียวตองอ่อน  สีนำตาลเข้ม  เหล็กไหลพิมพ์พระกริ่ง เช่น สีปีกแมลงทับ สีเงินยวง สีทองท้องปลาไหล  เหล็กไหลพิมพ์ศาสตราวุธเทพหรือ สามง่ามเล็ก สีเขียวขนเป็ด สีทองท้องปลาไหล สีปีกแมลงทับ สีม่วง สีนำตาล สีเขียวอมม่วง สีทองอมเหลือง สีทองอมเขียว เหล็กไหลพิมพ์พระขรรค์เล็กขนาด 3 นิ้ว สีทองท้องปลาไหล สีนำตาล สีเขียว สีม่วง สีแดงอมม่วง สีทองอมเขียว สีดำอมเทา สีฟ้า สีนำเงินอมม่วง สีส้ม  สีปีกแมลงทับ เป็นต้น  เรามีสินค้าไว้บริการท่าน ด้วยราคาที่ท่านสามารถเป็นเจ้าของได้

******กำเนิดเหล็กไหล******

**-**เหล็กไหลสิ่งมีชีวิตจิตวิญญาณซ่อนเร้น**-**

        มหิทรานุภาพเหนือโลก ผ่านคำบอกเล่าและการสร้างเหล็กไหลของ อฆตสงฆ์ ของคณะอาจารย์ต่างๆ เช่น หลวงปู่สรวง เทวดาเล่นดิน พระอาจารย์ จวน กุลเชฏโฐ หลวงปู่คำคะนิง จุลมณี หลวงปู่จันดี เกสาโว หลวงปู่แว่น  ธนปาโล หลวงพ่อจำเนียร สีลเสฏโฐ หลวงพ่อสัมฤทธิ์ คัมภีโร หลวงพ่อหวล ภูริภัทโท พระอาจารย์สมาน กิตติสาโร

     ***ว่าด้วยเรื่องโลกธาตุว่าธาตบนโลกไม่เคยสูญหายไปไหน ยังคงวนเวียนอยู่ในโลกธาตุอย่างต่อเนื่อง ธาตุต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงสภาพไปบ้าง แต่ไม่สูญหาย เปลี่ยนจากสถานภาพหนึ่งไปเป็นอีกสถานภาพหนึ่ง แต่ยังคงความเป็นธาตุเดิมอยู่  หากเราสามารถถอดสมการของขบวนการแปรสภาพธาตุเหล่านี้ได้ เราจะพบว่าธาตุต่างๆยังอยู่ครบ โดยที่มีธาตุหลักอยู่เพียงสี่อย่าง คือ ธาตุดิน นำ ลม และไฟ ธาตุทั้งสี่นี้ เป็นสาระหลักของสรรพสิ่งบนโลกธาตุ โลกที่ถูกสร้างขึ้นด้วยการประชุมกันของธาตุ สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ล้วนประกอบด้วยสองฝ่ายคือ กาย (ธาตุ) และจิต (พลังงาน) พลังแห่งวิญญาณของคนและสัตว์ เรียกว่าจิตส่วนพลังธรรมชาติของวัตถุ เรียกว่าภูตะ หรือพลังงาน

        พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าสรรพสิ่งทั้งหลายประกอบขึ้นด้วยปรมาณู และในปรมาณูยังประกอบด้วยคุณสมบัติสำคัณอีกหลายประการ คุณสมบัติเหล่านี้ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น แต่แตกต่างกันออกไปตามภาวะ ดังนั้นวัตถุสิ่งของทั้งปวงจึงก่อรูปต่างกันและคุณสมบัติดีชั่วต่างกันออกไป ด้วยเหตุของความต่างของคุณลักษณะภายในนี้คือ

         ๑.  จิต หรือ ภูตะ มีแฝงหรือสิงอยู่ในตัวคน ในสัตว์และสรรพสิ่ง เป็น จิต หรือภูตะเกาะเกี่ยวกันอยู่เป็นสังขาร อารมณ์

         ๒. จิตเป็นกำลังหรือพลังงานสำคัญที่ทำให้คนหรือสัตว์มีกรรม  คือประกอบการงานหรือเป็นพลังงานในการขับเคลื่อนชีวิตใหประกอบกิจกรรมการงานต่างๆขึ้น เกิดเป็นการปฏิสัมพันธ์กับคนด้วยกัน กับสัตว์ สิ่งของทั้งปวง

        ๓. จิตของแต่ละคนเมื่อรวมกันเป็นหลายจิตก็เป็นจิตสะสม ช่วยกันประกอบกรรมอันใหญ่ เป็นกรรมส่วนรวม เป็นดวงเมืองขึ้นมา

        ๔. จิต เป็นสิ่งที่ใครจะทำขึ้นไม่ได้ จะทำให้สูญไปก็ไม่ได้แต่จิตเปลี่ยนเป็นทีสิงสถิตได้ เช่น จากรูปจากนามนี้ ไปเข้ารูปหรือนามอื่น เช่น คนหรือสัตว์ที่ตายไปแล้ว ดวงวิญญาณไปคลองในกายสังขารใหม่

        ๕. จิตที่ฝึกฝนดีแล้วทำให้เกิดพลังงาน สำแดงความประพฤติศักยภาพ อำนาจ และฤทธิ์เดชได้ ที่เรียกว่าอำนาจจิตหรือจิตตานุภาพ เช่นพวกฤาษี นักสิทธิ์วิทยาธร มีอำนาจทางจิตสูง สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บ แสดงปาฏิหารย์โดยอำนาจจิต เพราะรอบรู้ในพระเวทย์

        ๖. จิตย่อมชักจูงกันได้ เช่น คนทำดี ทำไม่ดี อาจชักจูงจิตคนอื่นที่อยู่ใกล้ ให้ทำในสิ่งที่ดี หรือไม่ดี   ไปด้วยกันก็ได้

       ๗. จิตของมนุษย์เท่านั้นที่สามารถกล่อมเกลาชำระให้หมดจากกิเลส เป็นจิตสุทธิหรือจิตวิมุตติถึงพระนิพพานได้

            ความอัศจรรย์ของจิตหรือภูตะนั้นมีมากมายเหลือคณานับ ผู้ที่รู้แจ้งในเรื่องของจิตย่อมสามารถทำการอัศจรรย์ที่เรียกว่าเหนือธรรมชาติได้   เหล็กไหล  วัตถุธาตุกายสิทธิ์อย่างหนึ่งที่มีความอัศจรรย์อย่างยิ่งก็เนื่องจากภายในเหล็กไหลนั้นมีอำนาจจิตที่แรงกล้า จากฤาษีโยคีที่บำเพ็ญตบะฌานมาอย่างดีเยี่ยมสิงสถิตอยู่ภายในนั่นเอง จึงก่อให้เกิดอำนาจอันน่าอัศจรรย์ยิ่งกับธาตุขันธ์ชนิดนี้

        เหล็กไหลนั้นเป็นวัตถุธาตุอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดจากธาตุทั้งสี่หลอมรวมกัน ประชุมเข้าด้วยกัน ปรากฏในรูปหิน โลหะหรือแก้ว ส่วนมากพบได้ในถำที่มีความชื้นสูง มักอยู่ในเหลือบหิน เริ่มแรกจะมีลักษณะคล้ายของเหลวข้นสามารถเคลื่อนย้ายตัวเองได้คล้ายกับธาตุปรอท บางครั้งปรากฏตามก้อนหิน มีลักษณะเป็นรังใหญ่ งอกเป็นตุ่มเป็นก้อนเล็กใหญ่ เหล็กไหลมีความวาวงาม มีความสามารถยืดและหดตัวได้เมื่อพบนำผึ้งป่าซึ่งเป็นของที่ต้องกันตามธรรมชาติ เหล็กไหลบางประเภทมีพลังดึงดูดคล้ายแม่เหล็ก สามารถหมุนไปทิศตะวันออก-ตะวันตกได้แต่ไม่ใช่แม่เหล็กที่จะดูดวัตถุอย่างอื่นเข้าหาตัวเอง

        เหล็กไหลมีชีวิตที่ตายได้ในตัวของเหล็กไหลมีภูตะหรือพลังงานที่มีอานุภาพ มีความสามารถดูดซับพลังจิตพลังแห่งชีวิตขั้นละเอียดได้ รวมทั้งเป็นที่สิงสถิตของพลังจิต พลังวิญญาณ  ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวนี้ จึงอาจกล่าวได้ว่า เหล็กไหลมีพลังแห่งชีวิตที่มหาศาลอาศัยอยู่  เป็นพลังงานชีวิตที่รักความสงบ ชอบความวิเวก ชอบที่เย็น ไม่นิยมสังคมวุ่นวายทั้งปวง

        วัตถุธาตุชนิดใดก็ตามที่มีพลังมีอานุภาพ มีความซับซ้อนในโครงสร้าง มีความเร้นลับอยู่ในตัว เราจะขนานนามสิ่งนั้นว่า วัตถุธาตกายสิทธิ์ ด้วยพลังตามธรรมชาติที่เร้นลับ และเมื่อประกอบไปด้วยพลังจิตชั้นสูงเข้าไปสัมผัสกับธาตุกายสิทธิ์นั้น ย่อมมีผลให้ธาตุกายสิทธิ์มีอานุภาพในทางทางหนึ่ง เช่น ธาตุทองคำ มีอานุภาพในการรักษาโรค หรือหยกแท้ ซึ่งให้พลังความเย็นผู้สวมใส่ ด้วยเหตุที่ธาตุกายสิทธิ์มีจำนวนน้อย และหาได้ยากโดยเฉพาะอย่างยิ่งธาตุกายสิทธิ์    เหล็กไหล   เป็นที่แสวงหาทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จนบางครั้งชื่อของเหล็กไหลต้องแปดเปื้อนและตกเป็นเครื่องมือของเหล่ามิจฉาชีพ ที่ใช้ในการต้มตุ๋นหลอกลวง เมื่อกล่าวถึงธาตุกายสิทธิ์เหล็กไหล จึงมักถูกมองไปในแง่ร้าย ด้วยความสงสัยไปในทางไม่ดี   มีน้อยคนนักที่จะรู้จักเหล็กไหลอย่างแท้จริง

          ตำนานและความเชื่อถึงที่มาของธาตุกายสิทธิ์เหล็กไหล

    ความเชื่อที่ว่าเหล็กไหลมาจากนอกโลก

       ธาตุที่มีปรากฏอยู่บนโลกของเรานั้นนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับธาตุต่างๆที่อยู่ในมหาจักรวาลธาตุ ยังคงมีธาตุที่เร้นลับอีกมากในจักรวาล โลกของเราเคลื่อนที่ไปในจักรวาล การระเบิดของภูเขาไฟส่งผลให้วัตถุธาตุบางชนิดในโลกพุ่งออกไปสู่มหาจักรวาล ขณะเดียวกันก็มีวัตถุธาตุบางชนิดในจักรวาลตกลงมาสู่โลกด้วยแรงดึงดูดของวัตถุธาตุเหล่านี้ย่อมมีเจตนาในการเดินทางมายังโลก การเดินทางมาของธาตุกายสิทธิ์จากนอกโลก ส่วนมากเดินทางมาด้วยเส้นแสง คล้ายกับดาวตก แต่มีแสงที่สว่างเจิดจ้ามากกว่า ธาตุเหล่านี้เดินทางมาจากห้วงจักรวาล แต่ยังมีวัตถุธาตุบางชนิดที่อาศัยการเดินทางด้วยการเปิดของประตูมิติเวลา ใช้ประตูแห่งมิติเวลาเดินทางผ่านมายังโลกธาตุ มีพลังอำนาจเกินกว่าลูกอุกกาบาท หรือสะเก็ดดาวตก บรรดาวัตถุธาตุต่างๆที่ได้เดินทางแลกเปลี่ยนกันในประตูแห่งมิติเวลาของมหาจักรวาลนี้ล้วนเป็นสิ่งลึกลับที่ยังคงหาคำตอบไม่ได้

           

      คุณสมบัติของวัตถุธาตุกายสิทธิ์มาประกอบกับหลักวิชาทางจิตวิญญาณ จึงเกิดองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมาอธิบายสิ่งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมเข้าด้วยกัน เราจึงเข้าใจเหล็กไหลในเชิงจิตวิญญาณ ว่าเป็นธาตุกายสิทธิ์ที่มีจิตวิญญาณ มีชีวิต มีพลังอันลึกลับเข้าครอง หากด้วยเหตุผลบางอย่างเป็นเรื่องที่ละเอียดเกินกว่าจะอธิบายให้เข้าใจได้โดยง่าย

         จักรวาลและมหาจักรวาลย่อมมีเจตจำนง สิ่งมีชีวิตที่มีพัฒนาละเอียดซับซ้อนอย่างที่สุด ก็คือ มนุษย์ และมีเพียงมนุษย์เท่านั้น ที่จะสามารถนำประโยชน์จากเหล็กไหลมาใช้ประโยขน์ได้อย่างเต็มที่ที่สุด กลุ่มมนุษย์ยุคแรกที่ลงมาเกิด และไดบำเพ็ญตนเป็นโยคี บรรลุฌาน อภิญญาสมาบัติ คือมีหูทิพย์ ตาทิพย์ รู้อดีต รู้จิตใจคน และแสดงอิทธิฤทธิ์ได้  ได้ทำการเซ่นสรวงบูชาพระเจ้า บูชาธรรมชาติ และขอพรต่อพระเจ้าตามแนวลัทธิทางสมาบัติ ขอให้พระเจ้า(ผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ในจักรวาล) ส่งวัตถุอันจะสามารถช่วยเหลือเกื้อกูลต่อชาวโลกได้  วัตถุสิ่งหนึ่งที่ตกลงมาโดยการประทานจากพระผู้เป็นเจ้า ก็คือ  เหล็กไหล

   ลัทธิทางสมาบัตินับถือพระผู้เป็นเจ้า ดิน นำ ลม ไฟ เช่นลัทธิพระเวทในลุ่มแม่นำสินธุ มักทำการเซ่นบวงสรวงพระเจ้าเข้าฌานติดต่อกับพระเจ้าหรือผู้ที่มีพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่แห่งมหาจักรวาล และวิงวอนขอให้พระเจ้าเมตตามนุษย์ ในช่วงเวลาเดียวกัน ทางอียิปต์ก็มีการทำมหาพีระมิดซึ่งเชื่อว่า พีระมิดคือสิ่งหนึ่งทีใช้ติดต่อกับพระเจ้า ติดต่อกับสากลจักรวาล ติดต่อกับผู้สร้างจักรวาลอันมีพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่มาก เป็นทั้งผุ้สร้างและผู้ที่สามารถทำลายได้ในเวลาเดียวกัน มนุษย์ทราบถึงพลังอำนาจแห่งจักรวาลมานานแล้ว และในทุกยุคมนุษย์หาทางติดต่อสื่อสารกับพลังอำนาจเหล่านี้ พลังที่อยู่เหนือโลก เหนือชีวิตและความตาย

      หลักวิชาสู่ความเป็นอมตะ

  ฤาษีบางพวกเชื่อว่า เหล็กไหล คือ ชีวิตสายพันธ์หนึ่งที่อยู่ในโลกธาตุ เป็นไปตามกฏแหงสังสารวัฏ เป็นไปตามกฏแห่งกรรม ฤาษีโยคีที่บำเพ็ญเพียรทางจิตในลัทธิทางสมาบัตินิยมการทำฌาน เชื่อในความเป็นอมตะ ได้แสวงหาวิธีที่จะดำรงตนให้อยู่ยาวนานยิ่งกว่าที่เป็นไปตามกฏทางธรรมชาติ โยคีเหล่านั้นพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นพบวิธี อันทำให้ตนเองเป็นอมตะไม่ตาย จึงได้ค้นพบศาสตร์ 2 แขนง อันนำมาสู่ความเป็นอมตะตามความเชื่อดังนี้

 มณิกาวิชา คือ วิชาว่าด้วยพลังอำนาจจิต เช่นการทำฌาน การเล่นทางโทรจิต

 ตัชชารีวิชา คือ วิชาว่าด้วยของขลังต่างๆ และอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ๔ ประการ คือ

 มันตาตัชชารี คือ วิชาว่าด้วยการท่องมนต์โดยเมื่อท่องมนต์แล้ว จะเกิดการเคลื่อนตัวเป็นพลังงาน ดังนี้เรียกว่ามนต์ เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการเชื้อเชิญ หรือขับไล่สิ่งต่างๆไปได้

 อักกะตัชชารี คือ วิชาว่าด้วยการทำยันต์ ฤาษีโยคีสมัยก่อนเมื่อรู้มนต์โดยการทำฌาน ได้พัฒนามนต์ขึ้นไปอีกโดยนำมนต์ที่รู้มาเขียนเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง และที่สำคัญคือ ยันต์ ย่อมเกิดจากฤาษีที่นั่งฌานไปสู่ภายนอก พบเห็นเส้นพลังงาน เส้นแสงที่มีมุมวิกฤติ ค้นพบเป็นเครื่องหมายเรขาคณิต รูปแบบต่างๆ สิ่งเหล่านี้อาจถูกแต่งเติมด้วยอักษรหรือสัญลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง อันมีที่มาจากมนต์ในเบื้องต้น แต่รวมแล้วกลายเป็นยันต์

 มูลตัชชารี คือ วิชาว่าด้วยว่านยา โยคีที่บรรลุฌานขั้นสูง สามารถกำหนดจิตรับรู้ความละเอียดของมวลธาตุในโลกอย่างเช่นต้นพืชต่างๆ อำนาจฌานก็จะสามารถล่วงรู้ถึงคุณสมบัติทั้งอย่างหยาบและละเอียดในพืชชนิดนั้นๆได้อย่างอัศจรรย์ ว่านยาถูกนำมาใช้เป็นยายามป่วยไข้จนถึงการเพิ่มฤทธิ์ในตัว เช่น ว่านทรหด ว่านเหล็กไหล เพื่อความคงกระพัน และเพื่อทำยาอายุวัฒนะนั่นเอง

ธาตุตัชชารี คือ วิชาว่าด้วยแร่ธาตุต่างๆอยู่ในดิน และนำธาตุต่างๆมาใช้ทั้งในเรื่องยารักษาโรค ป้องกันตัว เพิ่มฤทธิ์ในตัว และเป็นยาอายุวัฒนะ การเล่นแร่แปรธาตุเพื่อทำธาตุสำเร็จให้เกิดเป็นอายุวัฒนะ เช่น การสำเร็จปรอท (คือวิธีการจับปรอทในธรรมชาติ) ที่สามารถเพิ่มคุณในการเพิ่มฤทธิ์ ป้องกันตัวจากโรคาพยาธิต่างๆ การสำเร็จเหล็กไหล (คือการหุงเหล็กไหลจากธาตุหลายชนิด ให้มีลักษณะคุณสมบัติเหมือนเหล็กไหล) การฝังเหล็กไหลไว้ในกาย ให้เกิดความคงกระพันแก่ร่างกาย ปลอดภัยจากอันตรายนานา ทั้งหมดของสรรพวิชาที่ลึกลับซับซ้อนก็เพื่อหวังในความเป็นอมตะนั่นเอง

           วิชาตัชชารีทั้งสี่วิชานำมาใช้รวมกับวิชามณิกาวิชาได้นำมาประยุกต์รวมกันเพื่อความสูงสุด และเพื่อความสำเร็จในความเป็นอมตะของชีวิต จนที่สุดโยคีผู้บรรลุฌาน ได้คิดค้นความเป็นอมตะขึ้นใหม่ โดยการถอดจิตออกจากสังขารร่างกายเดิมแล้วเข้าไปสิงสถิตอยู่ในธาตุขันธ์บางอย่าง เช่นเหล็กไหลแทน ส่วนร่างกายเดิมนั้นก็ปล่อยให้เน่าเปื่อยผุพังลงไป แล้วยึดเอาธาตุขันธ์ของเหล็กไหลเป็นที่สิงสถิตเที่ยวบำเพ็ญไปนานอนันตกาลไม่มีวันตาย

       เหล็กไหลหลายชิ้นในปัจจุบันจึงมี   ดวงวิญญาณ ของฤาษีสิงสถิตอยูภายในและเป็นเหตุให้เกิดความเชื่อขึ้นมาว่า เหล็กไหล เป็นวัตถธาตุที่มีนามธรรมอันทรงพลังยิ่งใหญ่อยู่ภายในนั่นเอง

    เหล็กไหลมีพลังและมีจิตวิญญาณครอง

          เหล็กไหลที่ตามธรรมดามีชีวิตเที่ยวอาศัยอยู่ตามหลืบถำเป็นเหล็กไหลนำหนึ่งนั้น เป็นเหล็กไหลที่มหาโยคีหรือฤาษีบรมครูสมัยก่อนนิยมหาไว้เพื่อฝังในร่างกายตนเองบ้าง และอีกประการหนึ่งที่นิยมคือการถอดร่าง ถอด จิตวิญญาณตัวเองลงสู่องค์เหล็กไหล ลักษณะเช่นนี้จึงเรียกว่า เหล็กไหลที่มีวิญญาณครอง  เป็นวิธีที่นอกเหนือธรรมชาติ เป็นการกระทำของผู้ที่ได้ฌานชั้นสูง มีคตินิยมในทางความเป็นอมตะไม่ตาย ตามลัทธินิยมของตนเอง ท่านเหล่านี้มีคติว่าการได้อาศัยสังขารที่เป็นวัตถุธาตุกายสิทธิ์นั้นย่อมามารถทำให้ตนพ้นจากความกิด แก่ เจ็บ ตาย มีความเป็นอมตะ ไม่ร้อนไม่หนาว ไม่มีความจำเป็นในเรื่องการเสพอาหารมากเหมือนสังขารของคนเรา  คติความเชื่อนี้เป็นที่แพร่หลายในลัทธิที่มีมาก่อนพระพุทธศาสนา อันเราเรียกว่า ลัทธิทางฌานสมาบัติ

       ด้วยเหตุนี้โยคีที่เชี่ยวชาญในยุคก่อน จึงแสวงหาความเป็นอมตะของตนต่างๆกัน บ้างทำการถอดหัวใจตัวเองได้ บ้างก็สามารถทำให้ร่างกายตนเองเป็นทองแดง และบางผู้ที่ค้นหาธาตุกายสิทธิ์ของเหล็กไหลพบ เรียนรู้ถึงคุณสมบัติที่อัศจรรย์แง่มุมต่างๆ ก็ทำการถอดจิตตนเองลงสู่เหล็กไหลนั้นเสีย ทิ้งร่างกายสังขารเดิมไว้ โยคีบางตนทิ้งร่างตนเองเมื่อยามที่สังขารร่างเดิมที่เป็นมนุษย์ใกล้แตกดับลงไปแบบนี้ก็มี ความเชื่อแบบนี้ยังมีแฝงอยู่ในพระพุทธศาสนา อย่างพระพุทธรูปสำคัญอย่างหลวงพ่อโสธรก็มีหลายท่านเชื่อว่า พระผู้สร้างนั้นสำเร็จเป็นพระโสดาบัน  เมื่อยามที่ร่างกายเก่าท่านจะแตกดับ ท่านได้ถอดจิตเอากายทิพย์ของท่านั้น ลงสิงสู่ยังองค์พระพุทธรูป แต่การสิงสู่ของท่านนั้นไม่มีคติเหมือนทางลัทธิฌานสมาบัติ เพราะทางนั้นถอดจิตลงเพื่อฤทธิ์และความเป็นอมตะ แต่อย่างการถอดจิตลงตามแนวศาสนาพุทธนี้ เพื่อจุดประสงค์ที่ว่า ให้พระพุทธรูปนี้สามารถมีอำนาจในการโปรดสัตว์ ช่วยเหลือสัตว์ที่ตกยาก ได้ด้วยกำลังจิตของท่านนั่นเอง

          เรื่องราวของความลี้ลับทางวิญญาณนี้มีมาก เมื่อวิญญาณหรือจิตนี้ เข้าไปผูกพันธ์เกี่ยวกับเรื่องใด เรื่องนั้นก็มักมีความอัศจรรย์ เหนือความรู้ความคิด ที่วิทยาศาสตร์ทางวัตถุ จะก้าวไปถึงหรือเข้าใจได้เสมอ

วิธีการจำลองเหล็กไหลหรือวิธีการหุงเหล็กไหลในปัจจุบัน

          เหล็กไหลจำลอง

    แร่เหล็กไหลเป็นวัตถุธาตุที่หาได้ยาก ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงแร่ชนิดนี้ จึงเป็นเรื่องที่เร้นลับพอสมควร ไม่ใช่จะมีให้พบเห็นอยู่ตามถำโดยทั่วไป พรานป่าบางคนใช้เวลาตลอดทั้งชีวิตกับป่า กับเขา กับถ้ำ ยังอาจไม่เคยได้พบเห็น หรือสัมผัสแร่กายสิทธิ์ชนิดนี้เลย

  ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการจำลองเหล็กไหลขึ้นมา โดยพยายามเลียนแบบเหล็กไหลที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ในสมัยโบราณการเลียนแบบต้องใช้หลักวิชาการเกี่ยวกับธาตุเหล็กไหลที่ได้จากการหุงหรือหลอมรวมกันจากธาตุต่างๆก็ยังทรงคุณค่า

 เหล็กไหลจำลองจากวัตถุดิบธรรมชาติ ด้วยวิชาเล่นแร่แปรธาตุ

        วิชาการเล่นแร่แปรธาตุเป็นวิชาไสยเวทย์ของพราหมณ์ วิชานี้เป็นสรรพวิชาที่ลอกเลียนแบบจากธรรมชาติทั้งสิ้น  อาศัยปัญญาการพิจารณาธรรมชาติของธาตุต่างๆ จนเกิดปัญญารู้ถึงธรรมชาติที่แท้จริง ของบรรดาสิ่งเหล่านั้น เข้าใจธรรมชาติของสิ่งเหล่านั้นโดยแตกฉาน อย่างเช่นพระอาจารย์ฤาษีเวชยันต์  ท่านอาศัยอยู่ในถำลึก ท่านเฝ้าสังเกตุธาตุชนิดหนึ่ง มีสีดำมันวาว เคลื่อนที่ได้ แลดูคล้ายกับมีชีวิต ไหลเคลื่อนที่ไปตามหลืบหินภายในถำ มีฤทธิ์อนาจพลังจิต ที่สามารถสร้างมายาแห่งจิตให้ปรากฏได้ สร้างภาพลวงตามีพลังอำนาจที่ลึกลับในการป้องกันอันตรายให้กับตัวเอง ให้พ้นจากภัยทั้งหลายในธรรมชาติได้ อาจารย์ฤาษีท่านเรียกหินดำเป็นมันวาวชนิดนี้ว่า พญาเพชรดำ

   เมื่อท่านอาจารย์ฤาษีเฝ้าดูและพิจารณาเหล็กไหลด้วยกำลังแห่งสติปัญญาขั้นฌานจนเข้าในธรรมชาติของเหล็กไหลเป็นอย่างดีแล้ว ท่านจึงทราบถึงวิการให้ได้มาซึ่งเหล็กไหลธรรมชาติ การเรียกเหล็กไหลและการตัดเหล็กไหล จึงถูกถักทอขึ้นเป็นสรรพวิชาเกี่ยวกับเหล็กไหธาตุอันทรงความมหัศจรรย์ในทุกยุคทุกสมัย ด้วยคุณสมบัติอันเหนือสิ่งอื่นใดในโลก เหล้กไหลจึงกลายมาเป็นวิชาอันสำคัญของฤาษีและโยคี เพื่อทดสอบพลังงาน พลังอำนาจทางจิต  ด้วยอาศัยความสำเร็จในการเล่นแร่แปรธาตุ การบังคับธาตุเป็นเครื่องทดสอบวัดผล   ในบางครั้งเหล็กไหลในธรรมชาติมีจำนวนน้อย ไม่เพียงพอกับความต้องการ โยคีจึงได้คิดวิธีการหุงเหล็กไหลด้วยการเล่นแร่แปรธาตุ ด้วยอาศัยแม่ธาตุหลักด้วยธาตุปรอท  ปรอทที่ใช้เป็นแม่ธาตุนี้ ไม่ใช่ปรอทที่เอามาจากหลุมขุดเจาะนำมันใต้ดินซึ่งเป็นปรอทมีพิษ แต่เป็นปรอทที่ดักล่อจับจากกลุ่มหมอกหนัก สารปรอทเหล่านี้เป็นพรายปรอท คือเป็นไอในธรรมชาติมักจะอยู่บริเวณหน้าพื้นถำ ธรรมชาติปรอทจะดูดสารพิษและมีนำหนักมาก มันจึงมักกองรวมตัวอยู่ภายในโลกลึกมาก โดยเฉพาะบ่อนำมัน จะขุดพบสารปรอทด้วย ปรอทในอากาศมีความไวมาก คนโบราณจึงมีคำพูดที่กล่าวถึงความไวว่า  ไวเหมือนปรอท  สารเคมีต่างๆไม่สามารถฆ่าฤทธิ์ปรอทได้ ยกเว้นว่านยาบางชนิดแต่ก็สามารถฆ่าฤทธิ์ได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น   แต่สามารถฆ่าฤทธิ์ทั้งหมดด้วยอำนาจของพลังจิตพลายปรอทที่ดักจับจากกลางอากาศ มีความบริสุทธิ์ไม่มีพิษ สามารถใช้ข้าวสุกบี้ลงไปในเปลือกไข่ ที่ใช้จับสารปรอท รับประทานได้เลย สารปรอทที่ดักจับทางอากาศนี้ ก็เปรียบดั่งการกลั่นไอนำจากนำครำที่สกปรกมาก แต่นำที่ได้จากการกลั่นนำครำนั้น กลับเป็นนำบริสุทธิ์หาได้สกปรกไม่

       การขึ้นรูปเหล็กไหลให้เป็นพระนั้น ทำยากกว่าตัดเหล็กไหลธรรมชาติเสียอีก ต้องใช้พลังกสิณทำให้ก้อนเหล้กไหลที่แข็งตัวแล้ว กลายเป็นของเหลว ด้วยการหุงเหล็กไหลดังกล่าวกับบรรดาว่านขึ้นมาใหม่  เข้าธาตุเสียใหม่ ขณะที่เหล็กไหลยังคงเป็นของเหลวอยู่ อาจารย์จะปั้นหุ่นด้วยเทียนขี้ผึ้งให้เป็นรูปทรงต่างๆ ตามที่ต้องการ ขั้นตอนสุดท้ายต้องพลังจากกสิณไฟ ไล่แร่เหล็กไหลเข้าไปแทนที่หุ่นเทียนที่ทำขึ้น หลังจากเสร็จพิธี ก็จะได้พระรูปทรงต่างๆ ตามที่ได้ทำหุ่นเทียนเอาไว้

การหุงเหล็กไหล

  ในยุคโบราณเชื่อกันว่า เหล็กไหลปีกแมลงทับ เกิดจากการหุงเหล็กไหลจนสำเร็จในช่วงเช้ามืด ในขณะที่เหล็กไหลเพลิงหรือเหล็กไหลท้องปลาไหลจะหุงสำเร็จในช่วงรุ่งอรุณ การหุงเหล็กไหลสำเร็จในช่วงเวลาต่างๆกัน เหล็กไหลที่ได้ก็จะเป็นคนละชนิดกันมีอานุภาพที่แตกต่างกันด้วย เหล็กไหลที่กิดจากการหุงจนสำเร็จนั้น มีอานุภาพเทียบเท่าเหล็กไหลที่ได้จากธรรมชาติ เพราะกว่าเหล็กไหลจะกลายเป็นเหล็กสำเร็จได้นั้น ต้องอาศัยวิชาและพลังจิตอย่างมาก

   แร่ธาตุที่นำมาเป็นส่วนประกอบในการหุงเหล็กไหลนั้นมีความสำคัญ ต้องสรรหาให้ถูกต้องทั้งชนิดและประเภท ตลอดจนปริมาณ สัดส่วนที่ต้องเป็นไปตามตำราที่ครูบาอาจารย์กำหนดไว้ทุกประการ เพราะกว่าที่ครูบาอาจารย์จะกำหนดเป็นสูตรต่างๆขึ้นมาได้ ท่านได้ทดลองมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน มิเช่นนั้นการหุงเหล็กไหลจะไม่สำเร็จ

        การหุงเหล็กไหลนั้นเกี่ยวเนื่องกับวิชาอาคมและพลังจิตอย่างมาก โดยมากอาจารย์ที่สามารถทำพิธีหุงเหล็กได้นั้น  จะต้องเป็นอาจารย์ที่เก่งทางด้านกสิณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกสิณไฟ เพราะการหุงเหล็กไหลเกือบทุกชนิด ต้องอาศัยกสิณไฟในการกำกับ และบังคับธาตุทั้งสิ้น อย่างเช่นหลวงพ่อโอภาสี ท่านสำเร็จวิชากสิณไฟ ท่านก็สามารถหุงธาตุต่างๆได้ และท่านก็ใช้กสิณไฟหุงปรอท  จนกลายเป็นปรอทสำเร็จได้ครูบาอาจารย์ผู้มีความรู้ในวิชาอาคมด้านเหล็กไหล สามารถหุงเหล็กไหลด้วยการสำเร็จธาตุได้เหมือนครูบาอาจารย์ ที่สามารถหุงปรอทจนกลายเป็นปรอทสำเร็จนั่นเอง

        วิชาการหุงเหล็กไหลจนกลายเป็นเหล็กสำเร็จหรือเหล็กไหล และวิชาการหุงปรอทจนกลายเป็นปรอทสำเร็จนั้น นับได้ว่าเป็นสุดยอดของวิชาการเล่นแร่แปรธาตุเลยทีเดียว

     ในปัจจุบันนี้ บุคคลผู้ที่ได้มีโอกาสได้เข้าไปพบเห็นหรือสัมผัสกับวัตถุธาตุอันศักดิ์สิทธิ์นานาชนิดนั้น แทบจะพบหาได้ไม่ง่ายนัก จึงทำให้จวนของผู้รู้นั้นลดน้อยลงไปด้วยตามสัดส่วน     ในอดีตนั้นธาตุกายสิทธิ์พบหาได้ง่ายกว่าปัจจุบันนี้มากมายนัก เมื่อเก็บรวมธาตุกายสิทธิ์เอาไว้จำนวนมากๆเข้า จึงทำให้เกิดความคิดที่จะนำเอาธาตุกายสิทธิ์ที่ตนเองมีอยู่นำมาปรับปรุงให้เกิดประโยชน์และเหมาะสมกับการใช้งาน  ดังนั้นเมื่อครั้งโบราณกาลนานมาแล้ว ได้มีการเอาธาตุกายสิทธิ์จำพวกแร่ธาตุ และสมุนไพรนานาชนิดที่ตนเองเก็บรวมเอาไว้ มาหลวมรวมกันกับธาตุหรือแร่ธาตุต่างๆ ที่มีความแข็งแกร่งกว่าเพื่อต้องการให้ความศักดิ์สิทธิ์และฤทธิ์อำนาจในวัตถุธาตุหรือสมุนไพรต่างๆหลอมรวมกันกลายเป็น  โลหะธาตุกายสิทธิ์   เพียงชิ้นเดียว เพื่อนำไปใช้งานที่ตนเองต้องการเป็นนำเอามาอาวุธประจำตัวที่มีฤทธิ์ในตัวเอง โลหะธาตุกายสิทธิ์ที่เกิดขึ้นจากการหุงของผู้รู้ในอดีตนั้น เราเรียกกัน   เหล็กไหล

           วิธีการหุงเหล็กไหลในอดีต

     ผู้รู้เขาจะเก็บรวบรวมสมุนไพรจำพวกไพรดำ  ต้นหิงงาย นางพญางิ้วดำ ต้นกระพุง ใบกระพุง งาช้างดำ ธรณีธาตุ  สรอด (สรอดใบสากๆเหมือนใบข่อย) ปรอทดิบ ปรอทกรอบ สมุนไพรนานาชนิด แล้วแต่จะหาได้มาหุงรวมกันกับแร่ธาตุที่มีความแกร่งในตัวเองโดยเฉพาะธาตุเหล็ก  ผู้รู้ถือว่าธาตุเหล็กคือธาตุที่สามารถเก็บพลังอำนาจที่แฝงอยู่ในสมุนไพรนานาชนิด เอาไว้ในธาตุหลักได้คงทนถาวรกว่าธาตุเดิม เมื่อนำสมุนไพรและแร่ธาตุต่างๆมาหลอมรวมกันด้วยความร้อนที่เหมาะสม จะสามารถทำให้พลังอำนาจแห่งฌานสมาบัติที่แอบแฝงอยู่ในธาตุกายสิทธิ์นานาชนิดนั้น หลอมละลายเข้าสู่เนื้อธาตุที่มีความแข็งแกร่งกว่าเดิม

       คนในสมัยโบราณนั้นตั้งมั่นอยู่ในศีลในสัจจะ ตั้งใจปฏิบัติดำรงจิตมั่น มีวิชาอาคมที่แก่กล้ามาก นขณะที่ประกอบพิธีหุงเหล็กไหล ตลอดทุกขั้นตอน เขาก็กำหนดจิตของเขาตลอดเวลา นั่งปลุก นั่งเสก วัตถุธาตุของเขาจนสภาวะจิตหลอมละลายรวมตัวกันเข้ากับมวลสารธาตุ จำทำให้วัตถุธาตุชนิดใหม่ที่เกิดขึ้น กลายเป็นวัตถุธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิ์มีอำนาจอยู่ในตัวเอง   แต่ในปัจจุบันนี้การหุงเหล็กไหล ผู้ที่จะพอรู้ส่วนใหญ่ มักจะนำเอาแม่เหล็กจากธรรมชาติมาเป็นธาตุหลัก เพื่อที่นำไปหลอมละลายกับแร่ธาตุบางชนิดที่มีความแวววาว เงามันอยู่ในตัวเองสูง จำพวกแร่ไพไลต์   สติมไนท์ ตะกั่วนำนม วุลแฟรม แล้วนำไปหุงรวมกับธาตุกายสิทธิ์ที่เรียกว่า แร่เฮมาไทท์ ซึ่งเป็นธาตุกายสิทธิ์ในตระกูลของเหล็กไหล มีลักษณะสีเทาอมดำ มีพื้นผิวเรียบแวววาว มีพลังของฌานสมาบัติแอบแฝงอยู่ในวัตถุธาตุ  สามารถเชื่อมโยงกับจิตทำให้จิตของผู้ที่เป็นเจ้าของ เกิดสมาธิจิต สามารถที่จะเชื่อมโยงกับฌานสามบัติได้ แล้วนำมาหลอมเข้ากับแร่ธาตุชนิดต่างๆ   เมื่อแร่ธาตุต่างๆหลอมละลายเข้ากันดีแล้ว เขาก็จะนำวัตถุธาตุหลอมเหลวเท่านั้น   ไปยิงให้ออกมาในรูปลักษณ์ต่างๆ ให้ใกล้เคียงกับรูปทรงของเหล็กไหลตัดให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้แล้วนำไปขัดเงา ตกแต่งรูปทรงตามต้องการ

กรรมวิธีการหุงเหล็กไหล

      เหล็กไหลหุง.... จะมีฤทธิ์อำนาจมากหรือน้อยเพียงใดนั้น  ขึ้นอยู่กับบุญบารมีของผู้ที่ทำการหลอม  และเจตนาในการหลอมว่าจะนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ใด มีฌานสามบัติมากน้อยเพียงใด สามารถที่จะสื่อกับกระแสเทพ-พรหม และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้หรือไม่ มีการฝึกฝนปฏิบัติต่อจิตได้มากน้อยเพียงใด เพราะกรรมวิธีในการหุงธาตุกายสิทธิ์จะต้องหุงไปด้วยเสกไปด้วย ถ้าเป็นพิธีใหญ่ก้จะเริ่มหุงกันในวันพระ ขึ้น 15 คำ กลางเดือนหรือสิ้นเดือนจะหุงกันเดือนละ 2 ครั้งหรือ 2 คาบ สุดแล้วแต่ผู้หุงจะต้องการความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์มากน้อยแค่ไหน 7คาบ 12 คาบ บางพิธีก็ต้องหุงกันเป็นปี เพราะบางครั้งหุงแล้วยังไม่ได้ที่ก็ต้องออกไปเก็บหามวลสารมาใส่ลงไปอีก เพราะผู้หุงไม่ค่อยจะรู้กรรมวิธีหรือสูตรสำเร็จในการหลอมละลายธาตุเหมือนกับการหุงในยุคปัจจุบัน  เพราะกรรมวิธีในการหุงธาตุกายสิทธิ์ในปัจจุบันนี้ เครื่องไม้เครื่องมือมันมีพร้อม จึงทำให้เกจิอาจารย์ส่วนใหญ่เกิดความนิยมในการเล่นแร่แปรธาตุกันอย่างแพร่หลาย วัตถุประสงค์เพื่อที่จะหลอมละลายโลหะธาตุ ให้กลายเป็นธาตุกายสิทธิ์ กลายเป็นปรอทสำเร็จ ต้องเริ่มพิธีในวันพระใหญ่ ยิ่งพระจันทร์อยู่ตรงหัวด้วยยิ่งดี เมือกำหนดพิธีการหุงไปแล้วก็จะต้องหุงให้สำเร็จในวันเพ็ญเดือน 12  เพราะเป็นช่วงที่พระจันทร์เต็มดวง นำท่าอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากธาตุกายสิทธิ์จำพวกเหล็กไหล ไพรดำ ฯลฯ มีพวกฤาษี โยคี ที่ชอบเล่นฤทธิ์อำนาจเป็นผู้ครอบครองดูแลรักษา จึงต้องกระทำพิธีบวงสรวงธาตุเสียก่อน ซึ่งต้องบวงสรวงด้วย ผลหมาก รากไม้จำพวกเผือกมัน ไม่มีของคาว  ถ้ามีญาณของพระก็ต้องบวงสรวงด้วย การสวดมนต์ไหว้พระทำสมาธิ เพื่อให้เกิดฌานสมาบัติ เกิดเกจิโตปริยญาณเสียก่อน เพื่อที่จะเรียกผู้ที่มีฤทธิ์อำนาจที่เป็นเจ้าของครอบครองวัตถุธาตุให้มาร่วมในพิธี โดยเฉพาะพระฤาษีอัจจะยันตัง ซึ่งเป็นผู้ครอบครองธาตุกายสิทธิ์ในตระกูลของเหล็กไหล และสมุนไพรต่างๆที่มีฤทธิ์อำนาจมาก ไม่ว่าจะเป็นปรอทดิบ งาช้างดำ พญางิ้วดำ ไพรดำ ก่อนที่จะนำมาหุงรวมกับเหล็กไหลธรรมชาติให้กลายเป็นธาตุกายสิทธิ์

กรรมวิธีการหุงเหล็กไหลในยุคปัจจุบัน

     เมื่อสามารถที่จะรวบรวมมวลสารธาตุได้ครบทั้ง 16 ชนิด เรียบร้อยแล้ว ก็นำไปหุงรวมกับเหล็กไหลธรรมชาติ โดยเคี่ยวให้หลอมละลายจนกลายเป็นนำ  แล้วนำไปเทลงในแม่พิมพ์ที่จัดเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้วทิ้งไว้จนเย็นตัว ก็จะได้รูปทรงที่แข็งแรงทนทาน กลายเป็นเหล้กไลหุง ซึ่งไม่สามารถที่จะดูดติดกันเองได้

 เหล็กไหลเจ็ดสี

    สีสันและรูปพรรณสัณฐานของเหล็กไหล

  เหล็กไหลน้ำหนึ่งที่ถือว่าเป็นยอดแห่งเหล็กไหลทั้งปวงนั้นตามธรรมชาติมีด้วยกันถึง ๗ สี ซึ่งเป็นความจริงที่หลายคนไม่เข้าใจ เพราะโดยทั่วไปมักเข้าใจว่าเหล็กไหลต้องมีสีดำเท่านั้น แต่ในธรรมชาติจริงๆของธาตุกายสิทธิ์ประเภทนี้กลับพบว่ามีด้วยกันทั้งสิ้น ๗สี คือ  ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง ทั้งยังมีที่ออกเป็นสีทองและสีเงินยวงขาวบริสุทธิ์ เหล็กไหลต่างๆเหล่านี้ แยกกันอยู่เป็นอิสระ จะพบเจอรวมกันก็เฉพาะรังเหล็กไหลที่เป็น ๗ สีเท่านั้น  สีเขียว สีม่วง สีคราม นำเงินนั้นเป็นเหล็กไหลโกฏิปี และเหล็กไหลเจ้าป่า สีเหลือง สีแสด และ แดงอยู่ในตระกูลท้องปลาไหลหรือเหล็กไหลเพลิง โดยแต่ละสีนั้นจะมีฤทธิ์บารมีแตกต่างกันไป โดยปกติเหล็กไหลหนึ่งองค์ก็จะเป็นหนึ่งสี  แต่ที่จะพบว่าในหนึ่งองค์นั้นมีครบ ๗ สี ไม่ค่อยมีนอกจากเหล็กไหลโกฏิปีเท่านั้น ที่สามารถทอสีออกเป็นสีรุ้งได้ 

ลักษณะรูปพรรณสัณฐานของเหล็กไหลมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกันคือ

    1.ในขณะที่พุ่งกระจายออกไปในอากาศธาตุ เมื่อไฟพะเนียงโดยการแตกออกเป็นเม็ดๆ เม็ดเล็กบ้าง เม็ดใหญ่บ้าง เมื่อพุ่งตัวไปในอากาศธาตุ  ก็โดยอุณหภูมิของโลก ทำให้ค่อยๆเย็นตัวลงโดยอัตโนมัติ รูปร่างลักษณะที่ผ่านการหลอมละลายก็จะค่อยๆคงรูปในลักษณะต่างๆ และแข็งแรงทนทานตลอดไปตามกาลเวลา

   2. จะค่อยๆหลอมละลายไปตามพื้นผิวของภูมิประเทศ ยังไม่แข็งตัวไปเสียทีเดียว จึงค่อยๆไหลตัวเข้าสู่ป่าดงดิบ ไปอาศัยอยู่ตามเขา ตามป่า ตามถำ และสามารถปรับตัวเข้ากับภูมิประเทศนั้นได้ ในขณะที่กำลังไหลตัวไปตามสถานที่ต่างๆ ก็จะมีเหล่าเทพเทวา  คนธรรม์ เพชรพญาธร และยักษ์ ฯลฯ เข้าไปจับจอง แย่งชิงเอามาเป็นสมบัติของส่วนตน จึงทำให้เหล็กไหลมีฤทธิ์เพิ่มมากขึ้น  ในการเหาะเหิรเดินอากาศ และแบ่งแยกธาตุขันธ์ออกไปในรูปลักษณะต่างๆได้ตามความพอใจ   ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้าไปอาศัยอยู่จะให้ยืดหรือหดตัวก็ได้   เพื่อความสะดวกในการใช้ฤทธิ์ของตน

  ลักษณะต่างๆของสี

       สีสันต่างๆของเหล็กไหล  จะเป็นตัวที่บ่งบอกถึงบุญบารมี ของกายทิพย์หรือกายละเอียดที่ต้องออกตามไปดูแลรักษาธาตุกายสิทธิ์  กายทิพย์หรือเทพเทวาเหล่านี้จะเข้าไปยึดครองธาตุ ตามบุญบารมีของตนเองตามแสง ตามสีต่างๆที่จิตของตนพอใจ สุดแล้วแต่จิตของแต่ละองค์

      ชนิดสีดำ คือชนิดแรกของโลก ที่เกิดจากมวลสารธาตุเดิมๆ ซึ่งเป็นเหล็กไหลที่มีฤทธิ์อำนาจมากที่สุด เพราะมีเหล่าเทพ เทวา  เข้าไปครอบครองดูแลรักษาะตุกายสิทธิ์ มีฤทธิ์อำนาจทางด้านอยู่ยงคงกระพัน  ป้องกัน คุ้มครอง แคล้วคลาด มีฤทธิ์อนาจในการทำลายล้างของพวกคุณ    พวกไสยดำ หรือวิชาอาคมทั้งหลาย และช่วยส่งเสริมในการทำมาหากินแบบโลก ทำให้กระแสการเงินดีขึ้น หลั่งไหลมาเหมือนชื่อของเหล็กไหล มีฤทธิ์อำนาจพิเศษกว่าเหล็กไหลในทุกชนิด คือมีฤทธิ์อำนาจในการต่อสู้ทำลายล้างศัตรูหมู่มาร ของพระศาสนากับผู้ที่ใช้วิชาอาคมหรือไสยดำจากต่างชาติ ต่างศาสนา และจากพวกอลัชชีทั้งหลาย ที่แอบแฝงอยู่ในพระพุทธศาสนาให้ค่อยๆพ่ายแพ้กลับไป เหล็กไหลชนิดนี้จะรับฟังเชื่อฟังคำจากผู้ที่เป็นเจ้าของเท่านั้น เพราะผู้ที่จะได้พบเจอะเจอเหล็กไหลชนิดนี้ จนสามารถที่จะนำไปเป็นเจ้าของได้ ก็ต้องมีบุญบารมีที่ได้สะสมมาในอดีตชาติพอสมควร เนื่องในการสร้างทองคำดำหรือเหล็กไหลนั้น เป็นการรวบรวมฤทธิ์อำนาจต่างๆที่มีอยู่บนโลก มาหลอมรวมกัน ขึ้นเป็นธาตุกายสิทธิ์ จึงทำให้ญาณบารมีของพวกนักษัตรต่างๆ ที่มีฤทธิ์อำนาจในอดีต เข้าไปอยู่กับธาตุของเหล็กไหลในทุกสี จึงนิยมเรียก เหล็กไหลทองคำดำ เหล็กไหลเพชรดำ อีกชื่อหนึ่งว่าพญาสมิงเหล็กหรือพญามหิงสาเหล็กไห ฯลฯ

  ชนิดสีนำตาลอมแดงและนำตาลอ่อน

    จะมีเทพเทวาในภพพื้นดิน จำพวกพญานาค เป็นผู้ดูแลรักษา ซึ่งพวกพญานาคเหล่านี้จะฤทธิ์อำนาจของฌานสมาบัติมากๆ เนื่องจากอยู่ในนำหรือในถำลึกๆที่มีอากาศเย็น จึงชอบเล่นกสิณไฟ เพื่อปรับอุณภูมิให้กับธาตุ 4 ขันธ์ 5 ของตนเอง เหล่าพญานาคจึงนำกสิณไฟที่ตนเองชอบมากเป็นพิเศษ นำไปบรรจุลงในธาตุของเหล็กไหลชนิดนี้จะกลายเป้นสีนำตาลอมแดงไป เพื่อเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกให้เทพ เทวา องค์อื่นได้รู้ได้ทราบ ว่าธาตุตนเป็นเจ้าของ สีสันจึงออกไปทางนำตาลเข้ม และนำตาลอมแดง มีฤทธิ์อำนาจในการทำลายล้าง กสิณไฟทั้งมวลที่มักจะนำมาใช้ในการกำกับวิชาอาคมและมนต์ดำต่างๆ สามารถที่จะป้องกันภูติ ผีปีศาจได้เป็นเมตตามหานิยม ทำให้ผู้อื่น เอ็นดู รักใคร่ ป้องกันไฟในการถอนพิษไฟและพิษงูต่างๆ พบหาได้ยากมาก เพราะส่วนใหญ่ พญานาคจะนำไปบูชาและเก็บรักษาเอาไว้ เป็นอย่างดี ชอบบินออกไปหากินในตอนกลางคืนมีแสงบารมีพุ่งออกมาเป็นสีแดงเหมือนดวงไฟ  ชอบกินนำผึ้งเป็นพิเศษ จนหลงเพลิดเพลินจนกลับรังหรืออาณาจักรของมันไม่ถูก กระทั่งตกลงไปในรังของผึ้ง หรือตามโพรงไม้ต่างๆถ้าตกลงไปในรังของผึ้ง ก็จะแพ้ขี้ผึ้งจนไม่สามารถนำฤทธิ์อำนาจออกมาใช้ได้ จนกลายเป็นคดผึ้งไปในที่สุด  มีฤทธิ์อำนาจพอสมควร  เมื่อได้เรียนรู้ผ่านโลกมานาน หลายกัปป์หลายกัลป์ ศรัทธาในความหลุดพ้นในอนาคตกาลของพระศาสนา

     ชนิดสีฟ้าอ่อนอมขาว คล้ายสีหยกขาว   ที่มีนำขุ่นๆสีฟ้าอมเหลืองอ่อนๆ คล้ายหินหยก มีลักษณะครึ่งหิน ครึ่งเหล็ก พบมากตามถำที่มีขนาดใหญ่ในแถบภาคใต้  มีภูมิยักษ์เป็นเจ้าของ  พวกนกยักษ์พวกสีหัตถ์ยักษ์ พวกสัตว์โบราณที่มีขนาดใหญ่ ยังมีเขี้ยวเล็บเต็มภูมิ เพราะเก่งกล้าในวิชาอาคมและฌานสมาบัติต่างๆ ชอบอยู่ตามโขดหิน  ผู้ที่เป็นเจ้าของเหล็กไหลชนิดนี้ จะไม่ค่อยเกรงกลัวกับความตาย สู้ไม่รู้จักถอย มีฤทธิ์อำนาจในการจัดฉากเพื่อปรับปรุงสถานที่นั้นให้อยู่ในอุณหภูมิที่ต้องการ เช่น สามารถเรียกละอองนำจากอากาศภายนอกเข้ามา จนทำให้เกิดหมอกหรือเมฆขาวขึ้น เพื่ออำพรางปิดบังที่ซ่อนของตัวเอง จากภัยธรรมชาติ เมื่อใช้ฤทธิ์อำนาจในการจัดฉากมากๆเข้าจนทำให้ทั่วบริเวณในสถานที่นั้น มีความชื้นแฉะ ทำให้พื้นผิวดินมีความเปียกชื้นอยู่ตลอดเวลา สามารถที่จะกำบังกาย หายตัว ด้วยฤทธิ์อำนาจที่มีอยู่ ไม่ชอบความสว่างไสว ความร้อนจากเปลวไฟ และแสงอาทิตย์ มีฤทธิ์อำนาจในการกำจัดไฟ ในรัศมีที่มันอยู่ ผู้ที่มีบารมี ที่มีจิตใจอยู่ในบุญกุศล ในการสร้างทานบารมีทั้งหลายเท่านั้น จึงจะมีสิทธิเป็นเจ้าของครอบครองรักษา มีฤทธิ์อำนาจในการขจัดปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ ไข้ป่าต่างๆได้ รวมไปถึงพิษร้อนและภูตปีศาจต่างๆได้

         ชนิดสีเขียวเข้มอมนำเงิน

      มีความเงามันมีสีแสงอยู่ในตัวของมันเอง มีเทวดาเป็นผู้ดูแลรักษา อยู่ในขั้นของเทพที่มีหิริโอตัปปะมีความเกรงกลัว และละอายต่อบาป ในขั้นของผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบที่มีศีล ๘ บริสุทธิ์ ในขั้นของพราหมณ์ ชีปะขาว ที่มีศีลและอาคมบริสุทธิ์มีมหาอำนาจ ที่เกิดจากฌานสมาบัติ  ในการฝึกฝนปฏิบัติต่อจิต ด้วยตนเองเมื่อแตกดับไปจากธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ ก็จะไปจุติเป็นพระอินทร์ ซึ่งมีอยู่มากมายบนสรวงสวรรค์ เนื่องจากติดใจหลงใหลอยู่ในฤทธิ์อำนาจที่เกิดจากการปฏิบัติ  เมื่อแตกดับธาตุขันธ์ไปแล้ว ไม่ยอมขึ้นไปเสวยวิมุตติสุขบนสรวงสวรรค์ กลับไปติดอยู่ในธาตุขันธ์ของธาตุกายสิทธิ์ที่มีฤทธิ์มีอำนาจ ชนิดนี้มีฤทธิ์อำนาจทางมหาอำนาจ มหาอุตม์คงกระพันชาตรี มักจะพบมากในท้องทะเลมหาสมุทร สามารถเคลื่อนไหวไปตามกระแสนำขึ้น นำลงได้ ถ้าพบในถำตามป่า ตามเขา ก็จะต้องมีแม่นำไหลผ่านภายในถำนั้นด้วยเสมอ  เพราะเหล็กไหลชนิดนี้ชอบวิ่งเล่นไปตามกระแสนำ ถ้าเกิดเหตุเพทภัยมาถึงตัว ก็สามารถที่จะหลบหลีกหนีภัย ได้อย่างคล่องแคล่วและว่องไว สามารถที่จะล่องลอยกลับสู่ที่(รัง)เดิม ได้ในเวลากลางคืน ในขณะที่ผู้เป็นเจ้าของเผลอหลับไหลไป ผู้ที่เป็นเจ้าของ ต้องเป็นผู้ที่เคยผ่านการปฏิบัติมาก่อน รู้จักดี ชั่ว มีความละอายในการกระทำของตน ถึงจะสามารถครอบครองดูแลรักษาธาตุกายสิทธิ์ชนิดนี้ได้ ทำให้ผู้ที่เป็นเจ้าของ มีมหาอำนาจ ยศฐาบรรดาศักดิ์ เกิดความคล่องตัวในโภคทรัพย์  รำรวยตามอำนาจวาสนา  ถ้าผู้ที่เป็นเจ้าของเกิดการหลงลืมตัว ลืมสันดาน ก็จะเกิดความวุ่นวายในครอบครัว เกิดปัญหาต่างๆตามมา เงินทองก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย เพราะเหล็กไหลชนิดนี้มีความเกรงกลัวและละอายต่อบาป ถ้าผู้ที่เป็นเจ้าของไม่มีความละอายต่อบาปแล้ว ก็จะโดนเหล็กไหลลงโทษก่อนที่จะหลบหนีไป

 ชนิดสีเขียวขนเป็ดหรือเขียวมรกต

         เงามันมีแสงอยู่ในตัวเองเป็นเหลือบๆถึง 7 สี ด้วยกันชอบอยู่ในถำที่มีอากาศเย็นจัด ในถำลึกๆตามเพดานถำ ที่มีความกดอากาศสูง แทบจะไม่มีสิ่งใดเข้าไปรบกวนได้ถึง นอกจากผู้ที่มีวิชาอาคมเท่านั้น  แต่ไม่สามารถที่จะนำออกมาได้ง่ายๆ เพราะมีเทพพรหมชั้นสูงคอยดูแลรักษา  เพราะเหล็กไหลชนิดนี้ถ้ามาหุงใหม่ผสมกับปรอท จะทำให้เกิดฤทธิ์อำนาจในการล่องหนหายตัว เหาะเหิรเดินอากาศตามใจปราถนาได้ จึงทำให้พวกที่มีวิชาอาคมชอบออกไปเสาะแสวงหากันอย่างมาก   ถ้าวิชาไม่ถึงก็ต้องไปตายกันนักต่อนักแล้ว  ผู้ที่จะนำออกมาได้จะต้องทำพิธีบวงสรวง อธิษฐานจิต ว่าจะนำไปใช้ในการจรรโลงพระศาสนาเท่านั้น จึงจะนำออกมาได้ แต่ถ้ามิได้ทำตามสัจจะอธิษฐานเดิมที่ได้ตั้งความปราถนาไว้ ก็จะเกิดเพทภัยต่างๆกับหมู่คณะจนเกิดการฆ่ากันเอง แล้วเหล็กไหลก็บินกลับไปสู่ที่เดิม   เหล็กไหลชนิดนี้มีบารมีธรรมในขั้นสูง จึงชอบที่จะเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่มีบุญบารมีที่กำลังฝึกฝนปฏิบัติ  เพื่อแสวงหาความหลุดพ้น ผู้ที่พบเห็นส่วใหญ่จะเป็นพระธุดงค์มากกว่าคนธรรมดา  ที่มีธาตุชนิดนี้ครอบครองดูแลอยู่หรือเข้าไปพบเห็นโดยบังเอิญ  เพราะเป็นการลองใจของเหล็กไหลเข้าไปลองใจ ทดสอบผู้ปฏิบัติเหล่านั้นว่ายังมีความโลภหลงเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน ถ้าความโลภหลงหมดไป เทพพรหมชั้นสูงที่ดูแลรักษาอยู่ก็จะมามอบให้ เป็นของขัยในการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เพื่อทดสอบกิเลสตัณหาและความทะยานอยากของเหล่าเทวดามิจฉาทิฐิที่รอเป็นเของ แต่ไม่ยอมสร้างบุญบารมีใดๆเลย เหล็กไหลชนิดนี้หาได้ยากมาก เพราะมีอารยธรรมชั้นสูง ชอบเนรมิตแปลงกายเป็นคนบ้าง เป็นเทพเทวดาบ้างเพื่อเข้าไปทดสอบอารมณ์ของผู้ปฏิบัติ และจะชี้แนะแนวทางในการปฏิบัติให้

  เหล็กไหลชนิดนี้ชอบฟังธรรม ชอบปฏิบัติธรรม ชอบเรียนรู้และแสวงหาในอริยธรรม และชอบความสงบ  มีอำนาจในการแผ่รัศมีออกไปในอากาศ เพื่อเข้าไปสะกด บังคับให้ผู้พบเห็นเกิดความมึนงง ถ้าไม่จำเป็นหรือยังไม่ถึงที่สุด ก็จะไม่ทำอันตรายกับผู้ใด สามารถเคลื่อนไหวไปมาได้อย่างอิสระ ตามบุยบารมีของเทพพรหมที่ดูแลรักษาธาตุขันธ์นั้นๆอยู่
             ชนิดสีทองปลาไหล

        เป็นเหล็กไหลอีกชนิดหนึ่งที่มีอานุภาพมาก จึงทำให้เหล่าเทพเทวา ทั้งสัมมาทิฐิและมิจฉาทิฐิ มีทั้งพรหม คนธรรพ์ เพชรพญาธรและผู้ที่มีฤทธิ์ มีอำนาจส่วนใหญ่ ต่างก้ติดตามออกไปดูแลรักษาปกป้องคุ้มครอง เพราะเหล็กไหลชนิดนี้ ตอนที่แตกระเบิดตัวออกไปนั้น ธาตุส่วนใหญ่ที่ผสมอยู่ในเนื้อธาตุกายสิทธิ์ชนิดนี้จะหนักไปทาง เพชรนิล จินดา มณี ปรอทและหินสีต่างๆ รวมไปถึงธาตุเหล็กเช่น แร่เหล็ก ทองคำขาว และมวลสารธาตุอื่น จึงทำให้สีของเหล็กไหล มีสีท้องปลาไหล มีความเงามัน แววววาวกว่าเหล็กไหลทุกๆชนิด เนื่องจากมีแสง สี ของสวยงาม ในเพชรนิล จินดา และปรอทเข้าไปผสมอยู่มากเป็นพิเศษ มีฤทธิ์ในด้านเสน่ห์  เมตตา และความคล่องแคล่ว ว่องไว และสามารถลื่นไหลได้ดีเหมือนกับปลาไหล  จึงเรียกเหล็กไหลที่มีความขาวนวลเหลือบดำนี้ว่า สีท้องปลาไหล จึงทำให้เหล่าเทพเทวาส่วนใหญ่อยากจะได้มาไว้ในครอบครอง เพราะเทพพรหมส่วนใหญ่ที่เข้าไปดูแลรักษา ยังติดอยู่ในความสวยงาม รักสวยรักงาม เหมือนกับเหล่าพระแม่ และมหารานีทั้งหลาย ที่เสวยวิมุตติสุขอยู่ในขั้นของมหาเทพมหาพรหม มีบารมีธรรมมากเป็นพิเศษ รู้จักบุญบารมี รู้จักวิบากกรรม รู้จักความทุกข์ในห้วงของวัฏฏจักรสงสาร แต่ก็ไม่สามารถที่จะก้าวข้ามให้ผ่านพ้นไปได้ เพราะหลงใหลติดใจอยู่ในรัก ความเมตตา หลงใหลติดใจในรูปรส สัมผัสในราคะตัณหา และความทะยานอยาก  จากความเคยชินของเทวดามิจฉาทิฐิ เหล่าคนธรรม์ เพชรพญาธร ที่เคยได้ร่วมเสพสมกับมักกะลีผล  (นารีผล) จึงทำให้เหล็กไหลชนิดนี้มีฤทธิ์อำนาจในด้านเมตตา มหานิยม เสน่ห์มายาในเรื่องของความรัก ความสดชื่นภายในครอบครัว ทำให้เกิดความเข้าใจรักใคร่ปรองดอง เกิดความอบอุ่นขึ้นภายในครอบครัวนั้นๆ ฯลฯ

       ชนิดสีดำเงามัน หรือเพชรนำรอด

   เป็นเหล็กไหลชนิดพิเศษที่สุด และหาได้ยากที่สุด เป็นธาตุกายสิทธิ์ของจักรวาล จนเกิดรวมตัวกันขึ้น ด้วยบุญบารมีของฌานสมาบัติและอริยธรรมในแนวทางการหลุดพ้น ซึ่งเหล็กชนิดนี้เพียงชนิดเดียวที่ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์ในการเข้าไปเป็นเครื่องมืออุปกรณ์ ในการศึกษาเรียนรู้ แนวทางในการฝึกฝนปฏิบัติต่อจิต ของผู้ปฏิบัติในภายหลัง สรุปแล้วก็คือ เหล็กไหลชนิดนี้เข้าไปเป็นเครื่องเล่นของเล่นในการพิสูจน์ทดสอบบุญบารมี ในการปฏิบัติ เช่นฤาษี ชีไพร พระอริยเจ้า อริยสงฆ์ที่ชอบธุดงค์ไปตามป่าตามเขา เพื่อเข้าไปศึกษาเรียนรู้ในสัจธรรมของความจริง ที่เคยเกิดขึ้นมาในโลกนี้ ว่ามันได้ตั้งอยู่และแตกดับลงไปอย่างไร เมื่อธุดงค์ไปเจอเข้ากับทองคำดำ ไหลเพชรดำจึงได้อาศัยเรียนรู้ในการฝึกฝนปฏิบัติต่อจิต จนเกิดฌานสมาบัติยิ่งๆ จึงนำธาตุกายสิทธิ์เหล่านั้น มาทำการทดลองโดยการนำมาหุงขึ้นใหม่กับมวลสารต่างๆ เช่น ไพรดำ พญางิ้วดำ งาช้างดำ ปรอทและโลหะหลายๆชนิดมาหลอมรวมกัน ว่าธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้จะออกมาเป็นอะไร พอนำมาผสมรวมกันแล้ว ธาตุบางชนิดก็ไม่สามารถที่จะเข้ากันได้ จึงเกิดการระเบิดขึ้น เหลือเพียงธาตุที่คงอยู่ จึงนำธาตุที่หลงเหลืออยู่นั้น ไปเคลือบเอาไว้กับโลหะและวัตถุต่างๆ (จะเป็นรูปลักษณะใดๆก็ได้) สีสันจึงออกมาสวย เงางามและเป็นรูปเป็นร่าง เป็นลักษณะต่างๆขึ้นมา ตามแต่ผู้สร้างจะกระทำขึ้น ซึ่งเหล็กไหลเพชรนำรอดนี้ จะมีฤทธิ์มีอำนาจ ในการอยู่ยงคงกระพัน บวกกับบุญบารมีของฌานสมาบัติ พระอริยเจ้าอริยสงฆ์ทั้งหลายไข้ไปร่วมอยู่ด้วย จนทำให้ธาตุที่เกิดขึ้นมาใหม่นั้นกลายเป็นของกายสิทธิ์ชนิดใหม่ ที่มีบุญบารมีมากเปรียบเสมือนกับแก้วกายสิทธิ์ ที่มีไว้สำหรับเนรมิตเรียกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆให้เข้ามาช่วยเหลือ ผู้ที่เป็นเจ้าของและยังสามารถที่จะใช้ในการตั้งจิตอธิษฐานในสิ่งต่างๆ ได้ตามบุญบารมีของผู้ที่เป็นเจ้าของเท่านั้น เหล็กไหลเพชรนำรอดนี้ไม่ชอบอวิชา-มนต์ดำใดๆเลย เพราะเขาไม่ชอบการใช้วิชาอาคมเข้าไปบีบบังคับ ชอบอยู่ในสถานที่ที่ปลอดกิเลสตัณหาและความทะยานอยากทั้งหลาย ชอบ วิเวก สงบสงัดตามป่าเขา และในสถานที่ของการศึกษาปฏิบัติธรรมเท่านั้น จึงจะแสดงฤทธิ์ให้เป็นไปตามผู้ที่เป็นเจ้าของอธิษฐานจิตปราถนาในสิ่งนั้นๆได้

ชนิดสีเงินยวง หรือสีขาวหม่น

       บางครั้งก็แซมด้วยสีขาวเหลือบ เหล็กไหลชนิดนี้มีอริยธรรมในชั้นสูง มีคุณธรรมอันประเสริฐอยู่ภานในธาตุกายสิทธิ์ ถ้าเปรียบบุญบารมีก็เปรียบเสมือนบารมี ๑๐ ทัศ ที่ได้ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี ชอบอยู่ตามถำที่ต้องลงไปลึกๆตามป่า ตามเขา ที่ตั้งอยู่ใกล้กับทะเล และในท้องทะเลลึกๆ นอกจากผู้ที่มีตาทิพย์หรือฌานสมาบัติในขั้นอุกฤษฎ์ถึงจะสามารถมองเห็นได้ หรือในสถานที่ที่เคยเป็นทะเลมาก่อนในอดีต ซึ่งส่วนใหญ่เหล่าอริยเทพ อริยพรหม ทั้งหลายที่เคยผ่านการฝึกฝนปฏิบัติต่อจิตมาเป็นอย่างดี และศรัทธายิ่งๆในพุทธบารมี จึงมักนำเอาธาตุกายสิทธิ์ชนิดนี้ไปเป็นเครื่องประดับ ที่เปรียบเสมือนวัตถุมงคลที่มีค่ายิ่งในเมืองมนุษย์ ชอบอยู่กับพระอริยสงฆ์ อริยเจ้า และผู้ปฏิบัติที่บริสุทธิ์ ดังนั้นเหล็กไหลชนิดนี้ จึงเป็นของผู้ที่เฝ้าดูแลรักษาและรับใช้พระอรหันต์ต่างๆที่เป็นกายธาตุ พระบรมสารีริกธาตุต่างๆที่ได้สละธาตุขันธ์ไปแล้ว ตามถำ ตามป่า ตามเขา ที่ได้กล่าวเอาไว้ในเบื้องต้น จึงกล่าวได้ว่าเหล็กไหลชนิดนี้เป็นผู้ที่เฝ้าดูบารมีแห่งธรรม และได้ศึกษาเรียนรู้อริยธรรมนั้นไปด้วยในตัว ชอบเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่กำลังประพฤติปฏิบัติอยู่ในธรรม หรือชอบที่จะเข้าไปดลจิตดลใจให้ผู้ที่เป็นเจ้าของ ตั้งมั่นอยู่ในการสร้างบุญสร้างกุศลผลทานต่างๆ เหล็กไหลชนิดนี้ไม่ถือตัวถือตน แต่พบหาได้ยากมาก เพราะอยู่ลงไปลึกๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ในการปกครองดูแลของผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรมเท่านั้น เช่น พวกนักบวช นักปฏิบัติต่างๆ เพราะต้องการที่อาศัยเรียนรู้ในอริยธรรมนั้นด้วย เหล็กไหลชนิดนี้ได้สละธาตุขันธ์ให้กับโลกไปหมดแล้ว ไม่มีการถือตัว ถือตนใดๆ เพียงเพื่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ปฏิบัติรุ่นหลังๆ จึงพบมากในแถบที่มีอากาศเย็นจัดๆ โดยเฉพาะในประเทศที่มีอากาศหนาวในแถบเทือกเขาสูง ยิ่งมีหิมะปกคลุมด้วยยิ่งดี ฤทธิ์อำนาจของเหล็กไหลชนิดนี้ จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อผู้ที่เป็นเจ้าของต้องศรัทธาจริงๆเท่านั้น ส่วนใหญ่มักนิยมนำเหล็กไหลชนิดนี้ ไปใช้ในการเสี่ยงสัตย์ อธิษฐาน เพื่อให้เป็นไปโดยอภินิหาร ตามแรงศรัทธาของผู้ใช้เอง ส่วนใหญ่มักนำไปสร้างเป็นวัตถุมงคลในสมัยโบราณที่มีชันขาวผสมอยู่ เนื่องจากเหล็กไหลชนิดนี้มีบารมีธรรมสูงมากในขั้นของอรูปฌาน  มักจะมีเทพเทวาเข้าไปกราบขอพร บารมีอยู่เนืองๆ และจะช่วยดูแลรักษาอยู่ภายนอก  เหล็กไหลชนิดนี้จะอยู่ได้เฉพาะในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น จึงมักจะนำเหล็กไหลขาวนี้ไปจัดสร้างบนส่วนยอดของพระธาตุและพระเจดีย์ต่างๆ เพื่อต้องการให้มาช่วยปกป้องคุ้มครองดูแลรักษา พระศาสนาให้ยืนยาวออกไป โดยการสร้างฤทธิ์สร้างอำนาจให้เกิดขึ้น สร้างอิทธิปาฏิหารย์ได้มากมาย เพื่อจะได้เป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนและบุคคลโดยทั่วไป รวมไปถึงเหล่าเทพเทวาทั้งหลาย สามารถป้องกันหมู่มาร ป้องกันฟ้าผ่า และภัยพิบัตินานาประการ ที่จะเกิดขึ้นกับหมู่ชนส่วนใหญ่ให้เบาบางลงไป จากหนักเป็นเบา และยังชอบออกไปเยี่ยมเยือน สอบถามสารทุกข์สุกดิบของผู้ปฏิบัติในขั้นสูง สามารถที่จะอาราธนาอัญเชิญมาเพื่อชมบารมี เพื่อให้มาแนะสั่งสอนแนวทางการปฏิบัติได้ ไม่สามารถเข้าไปบีบบังคับด้วยวิชาอาคม หรือฤทธิ์อำนาจใดๆได้เลย มีอิสระในตัวเองจะล่องลอยไปไหนมาไหน หรือจะอยู่กับใครอย่างไรก็ได้ แต่ผู้นั้นจะต้องปฏิบัติอยู่ในศีล มีจิตใจที่งดงาม ศีล ๕ ต้องบริสุทธิ์ จึงสามารถที่จะอัญเชิญบารมีนั้นได้ อาจจะมาในนิมิต หรือธาตุขันธ์ก็ได้ เพราะเหล็กไหลชนิดนี้ สามารถรู้เหตุการณ์ต่างๆได้ล่วงหน้า เพื่อที่จะไปชี้แนะและหาแนวทางแก้ไขได้ทันท่วงที

 การประจุพลังในฌานสมาบัติของเหล็กไหล

    การประจุพลังของเทพเทวาก็คือ การนำเอาแนวทางที่ตนเองเคยประพฤติปฏิบัติมาในศีลสมาธิ ปัญญา จนกลายเป็นพลังหรือฤทธิ์อำนาจในการปฏิบัตินั้น กำหนอเพ่งลงไปในวัตถุธาตุที่ตนเองพึงพอใจ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของตนเอง โดยการกำหนดฌานสมาบัติของตนเองออกมาในรูปของแสง สี ต่างๆ เข้าไปในวัตถุธาตุที่ตนเองต้องการ จึงทำให้แสง สี เหล่านี้ กลายเป็นตัวบ่งบอกถึงบุญบารมี และฤทธิ์อำนาจของผู้ที่เป็นเจ้าของ และบุญบารมีตามลำดับชั้นของการปฏิบัติฝึกฝนต่อจิต ไปโดยปริยายดังนี้

    สีดำ เป็นสีที่แม่พระธรณีโปรดปรานมากที่สุด สีดำเปรียบเสมือนสิ่งที่ตายไปแล้วจากสภาวะของกิเลสไม่มีสีอื่นๆเข้ามาแปดเปื้อนหรือเจือปนได้ ซึ่งเป็นเสมือนสิ่งที่รองรับทุกข์ สุข ดี ชั่ว เอาไว้ได้ทุกอย่างเพื่อที่จะนำไปแยกแยะในสิ่ง ดี ชั่ว ทุกข์ สุข ได้ และยังสามารถที่จะแยกสีต่างๆ ที่เข้ามาอยู่ภายในสีดำนั้นออกมาให้เป็น แสง สี ต่างๆได้ซึงสีดำนั้นเป็นสีแรกของโลก สีดำจึงเป็นสีที่รองรับความทุกข์ยาก ลำบาก  ความยากเย็น เข็ญใจต่างๆ จึงทำให้สีดำเป็นสีที่บ่งบอกถึงดีและชั่วอยู่ในตัวมันเอง เพราะพระแม่ธรณี มีหน้าที่จะต้องเป็นฐานรองรับอันยิ่งใหญ่ให้แก่สรรพสัตว์ ที่อาศัยอยู่ภายในโลกธาตุใบนี้

  สีเขียว  เปรียบเสมือนนำทะเลอันกว้างใหญ่ที่มีแต่ให้กับมวลมนุษย์สัตว์ สีเขียวเป็นสีประจำของพระโพธิสัตว์ เพราะเป็นสีที่บ่งบอกถึงความมีเมตตาสูงสุด เปรียบเสมือนญาณบารมีของเทพ-พรหม ที่บำเพ็ญเพียรบารมีจนเกิดความบริสุทธิ์ขึ้น ภายในจิตในขั้นของมหาโพธิ์สัตว์ทั้งปวง สีเขียวเป็นสีที่มีแสงสว่าง และมีความสดใสอยู่ในตัวเอง

   สีเหลือง สีนี้เปรียบเสมือนธงชัยของพระอรหันต์  ที่มีความเย็นและความสว่าง สุข สงบอยู่ภายในสีเหลืองแห่งนี้ จนกลายเป็นความเลื่อมใสศรัทธาอยู่ในตัวเอง สีนี้เปรียบไปแล้วก็จัดอยู่ในขั้นของพระอรหันต์

    สีขาวนวล เป็นสีที่มีความสะอาด สว่างและความสงบอยู่ในตัวเอง จนทำให้ผู้ที่เข้าไปพบเห็นเกิดความสดใส สะอาดจิต สะอาดใจ หมดไปจากสภาวะของกิเลสรอบๆ จัดอยู่ในขั้นของจิต ที่มีความปราถนาให้ถึงซึ่งความเป็นพุทธะหรือพุทธภูมิให้จงได้ จึงพยายามที่จะปฏิบัติฝึกฝนต่อจิต เพื่อทำให้ถึงซึ่งความขาวบริสุทธิ์แห่งจิตให้จงได้

   สีตองอ่อน  หรือสียอดตองนั้นเป็นสีที่พระอรหันต์เจ้า  ที่ได้สำเร็จไปแล้วเป็นสีที่มีความนิ่งเฉย เย็นตา เย็นกาย เย็นใจ สำหรับผู้ที่ได้พบเห็น สียอดตองอ่อนนี้เป็นสีของความรักเมตตา อันบริสุทธิ์มีความเสมอภาค ไม่ติดดี ไม่ติดชั่ว เป็นความเฉยๆที่ไม่ประมาท ไม่ขาดสติของดวงจิต ที่ได้ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี

    สีเหลืองนวล เหมือนกับพระจันทร์ที่กำลังทรงกลดในคืนวันเพ็ญ เปรียบเสมือนบารมีของพระปัจเจกพุทธเจ้า  ถ้าเราได้เข้าไปอยู่ในวงรัศมีนั้น ก็จะทำให้ดวงจิตของเราเกิดความเยือกเย็น อยู่ในกระแสแห่งธรรมเพราะจะทำให้จิตของเราถูกตัดขาดจากอุปกิเลสนานาประการ ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นสุขทางใจ เมื่อได้พบเห็นกับแสงบารมีที่เป็นสีเหลืองนวล

    สีฟ้า นับเป็นสีพิเศษ ที่มีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา มีลักษณะเป็นวงกลมเหมือนกับปากถำ ที่บอกเป็นสีพิเศษนั้นเพราะว่านักปฏิบัติทุกๆคน เมื่อเริ่มฝึกฝนปฏิบัติต่อจิตไปชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้ว ก็ต้องมีเจอเข้ากับสีฟ้านี้เป็นส่วนใหญ่  แต่พอมาเจอเข้ากับสีฟ้านี้ก็เกิดความเข้าใจผิด คิดว่าตนเองปฏิบัติสำเร็จแล้ว นี้คือสีแห่งสัจธรรมทั้งปวง ที่มีอยู่ในห้วงของจักรวาล เพราะนี้คือสีของพระอุปันนาระวิถี พระอุปมาระวิถี หรือช่องว่างของผู้ปฏิบัติที่กำลังจะข้ามจากโลกีย์ไปสู่ภาวะของโลกุตตระ สีฟ้าจึงเป็นแต่เพียงสีสำหรับผู้ที่มีความมุ่งหวัง มีความตั้งใจที่จะปฏิบัติฝึกฝนต่อจิตกันจริงๆเท่านั้น จึงจะเจอเพราะเป็นสีที่อยู่ถึงกลางระหว่างทางโลกกับทางธรรมที่นักปฏิบัติทุกๆคนจะต้องการไปให้จงได้ สีฟ้านั้นเป็นสีที่มีความสดใสและสวยสดงดงามมากที่สุด ถ้าเปรียบไปแล้วเท่ากับญาณบารมีของเทพเทวา ที่กำลังอยู่ในขั้นของมหาเทพ มหาพรหม ที่กำลังปฏิบัติยิ่งๆในขั้นของพระยม พระกาฬ และพระนารายณ์ ที่กำลังตั้งจิตใจจะช่วยเหลือหมู่มวลมนุษย์ สัตว์ให้พ้นไปจากกองทุกข์เข้าไปอยู่ในห้องปุททกาปิติเจ้า ขณิกาปิติเจ้า โลกันติกาปิติเจ้า อุพงคาปิติเจ้า และพรรณาปิติเจ้า ถ้าพูดกันในหลักของนักปฏิบัติเขาเรียกจุดนี้ว่า ญาณทัศนะ ๑๖ ที่ใครจะขึ้นหรือใครลงก็อยู่  ณ จุดตรงนี้เอง เหมือนกับเป็นจุดทดสอบหรือเป็นจุดสุดท้ายในการปฏิบัติของจิต เท่ากับเป็นบุญบารมีในขั้นสุดท้ายของนักปฏิบัติก่อนที่จะเข้าสู่โลกกุตตรธาตุ ในกระแสของพระนิพพานอยู่ในขั้นของมหาโพธิ์สัตว์ ที่สามารถรู้ทางเข้าสู่ห้องพระนิพพานได้ แต่ไม่มีสิทธิ์เข้าเป็นพระอินทร์ พระพรหม พระยม พระกาฬ และพระนารายณ์ เพราะได้รับโองการมาจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะคอยช่วยเหลือดูแลพระพุทธศาสนาให้เป็นไปตามพุทธทำนายจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าสู่ห้องพระนิพพาน เพราะปราถนาในพุทธภูมิเหมือนกัน จึงทำหน้าที่ในการสะสมบุญบารมี เพื่อที่จะนำบุญบารมีเหล่านี้ไปช่วยเหลือเหล่ามวลมนุษย์สัตว์ให้พ้นไปจากกองทุกข์ ต้องตั้งใจปฏิบัติกันจริงๆถึงจะเจอสีฟ้านี้ได้เพราะเป็นสีพิเศษ  ในการฝึกฝนปฏิบัติต่อจิตโดยไม่หวังผลในความสำเร็จใดๆเป็นการตอบแทน  เพราะสีฟ้านี้เป็นสีประจำตัวของมหาโพธิ์สัตว์ ที่กำลังลงมาจุติในโลกมนุษย์ เพื่อที่จะลงมาสร้างบารมี สะสมบารมีเพื่อให้ถึงซึ่งความเป็นพุทธะให้จงได้

   สีทอง(เหลืองอ่อน) เปรียบเสมือนแสงทองของพระอาทิตย์ ที่กำลังจะทอแสงอันสว่างและเจิดจ้าในตอนเช้าตรู่ นับเป็นสีที่สะอาด สว่าง และสงบ อยู่ภายในตัวเอง ภายในสีทอง(เหลืองอ่อนนวล) นั้นมีสีต่างๆมารวมกันอยู่ถึง ๖ สี  มารวมกันกลายเป็นสีที่ ๗ คือสีทอง และมีฉัพพรรณรังสี เป็นวงเหมือนกับสายรุ้ง ที่กำลังมารวมตัวผสมผสานเข้าหากันและพร้อมที่จะแตกกระจายออกไป เป็นสีต่างๆได้ถึง ๙ สี คือ สีนำเงิน สีชมพู สีเหลือง สีส้ม สีเขียว สีฟ้า สีขาว   และสีตองอ่อน เราเรียกสีทั้ง ๙ นี้ว่า รัตนะเก้า ซึ่งหมายถึง ฉัพพรรณรังสีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้ผ่านการฝึกฝนผ่านแสง สี ต่างๆมาแล้ว จนกลายเป็นมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑

     นี่คือลักษณะของสีสันต่างๆที่เกิดขึ้นจากการฝึกฝนปฏิบัติต่อจิต จนกลายเป็นฌานสมาบัติ ของดวงจิตที่ผ่านการฝึกฝนไปตามลำดับของสภาวะจิต จนกลายเป็นแสง สี แห่งบุญบารมีต่างๆ เพื่อให้เราได้รู้และเข้าใจว่าเราได้ประพฤติปฏิบัติไปถึงไหนแล้วซึ่งบุญบารมีหรือแสง สี เหล่านี้เองที่ผู้ปฏิบัติในยุคก่อนชอบที่จะนำไปเก็บสะสมเอาไว้ในวัตถุธาตุชนิดต่างๆเป็น หินแก้วหลากสีสันจำพวก เพชร พลอย มณี นิล แก้วไพฑูรณ์และเหล็กไหลทั้ง ๙ ชนิด สีเหล่านี้เองที่เป็นตัวบ่งบอกถึง พลังแห่งฌานสมาบัติและฤทธิ์อำนาจต่างๆ ที่ถูกประจุลงไปในวัตถุธาตุจนธาตุนั้นกลายเป็นธาตุกายสิทธิ์มีฤทธิ์ในตัวเอง  เนื่องจากฌานสมาบัติของธรณีธาตุ เต็มไปด้วยพลังอำนาจ ที่มีแต่ความหนักแน่นเข้าไปแฝงอยู่ ซึ่งพญาสมิงเหล็กหรือโคตรเหล็กไหล ที่ได้กลายเป็นธาตุกายสิทธิ์ของเทพเทวาไปแล้ว เมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่ปรกติเกิดขึ้น ธาตุชนิดนี้ก็สามารถที่จะแสดงฤทธิ์ออกไปได้ในทันทีทันใด เพราะเป็นธาตุกายสิทธิ์ที่มีช่องว่างอยู่ภายใน สำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของเทพเทวาไปโดยปริยาย

    การเก็บรักษาเหล็กไหล

       เหล็กไหลก็เป็นธาตุชนิดหนึ่งอยู่ในฐานะแร่ธาตุ ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งมีพลังชีวิต จึงจัดว่าเป็นสิ่งที่ต้องมีวิธีการเก็บรักษาดูแล ซึ่งในสมัยโบราณผู้ใหญ่จะสอนลูกหลานให้เคารพต่อสิ่งที่หาได้ยาก ด้วยการบอกกล่าวถึงความศักดิ์สิทธิ์ ความพิเศษของวัตถุชิ้นนั้น จึงได้มีพิธีกรรมบูชาเหล็กไหลซึ่งที่จริงก็เป็นการรักษา พลังชีวิตที่มีอยู่ในเหล็กไหลนั่นเอง เพราะเป็นสิ่งที่หาได้ยากตลอดจนเหล็กไหลเป็นธาตุอัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลก ซึ่งมีพลังแห่งชีวิต จิตวิญญาณ คือมีการเจริญเติบโต เคลื่อนย้ายตัวเองได้และรักษาธาตุขันธ์ให้เป็นมันเงางาม ดังนั้นขณะที่พลังงานของเหล็กไหล ยังคงครอบครองเหล็กอยู่ต้องมีขี้เหล็กไหลอยู่บ้าง เราจึงต้องมีวิธีการดูแลรักษาธาตุกายสิทธิ์นี้อย่างถูกต้อง ด้วยการจัดเตรียมของที่ใช้ในการบูชา และต้องมีพิธีกรรมที่เหมาะสม การบูชาสิ่งของแต่ละสิ่ง จะต้องบูชาด้วยของที่มีความสัมพันธ์กัน เพื่อเป็นการเสริมให้เกิดพลังยิ่งๆขึ้น  ยกเว้นกรณีที่วัตถุนั้นมีพลังแรงมาก ก็ต้องบูชาด้วยสิ่งของที่จะปรับให้พลังนั้นเกิดความพอดี พอจะกล่าวได้ว่าการบูชาหรือการเก็บรักษาเหล็กไหลเพื่อวัตถุประสงค์หลายประการคือ

        ๑.เป็นการสักการครูบาอาจารย์ที่เป็นพระฤาษี ซึ่งเชื่อกันว่ามีเจตสิกของผู้ทรงญาณสิงสถิตในเหล็กไหลนั้น

       ๒.  เป็นการบูชากรุณาคุณของครูบาอาจารย์ผู้มอบเหล็กไหลชิ้นนั้นแก่ตน  เพราะเหล็กไหลเปรียบเสมือนตัวแทนของครูบาอาจารย์ เป็นเครื่องเตือนสติให้ระลึกถึงท่านนั่นเอง การบูชาเหล็กไหลก็เสมือนการบูชาคุณครูบาอาจารย์ เป็นการรำลึกถึงครู การบูชาครู โดยมีเหล็กไหลเป็นกายสิทธิ์สมมุติ ย่อมบังเกิดเป็นอานิสงส์ต่างๆ โดยเฉพาะในทางธรรม

       ๓.  เป็นไปเพื่อเป็นการเก็บรักษาธาตุที่มีพลังชีวิต รักษาพลังชีวิตนั้นมิให้สูญสิ้นไป เพราะธาตุที่มีพลังชีวิตจะมีคลื่นพลังสัมผัสกับพลังจิตของผู้เป็นเจ้าของ   การที่เรามีเหล็กไหลอยู่กับตัวก็ต้องทำการสักการบูชาให้เหมาะสมกับสิ่งที่มีพลัง

       ๔.  เป็นการเคารพธาตุทั้ง ๔ กล่าวคือ ดิน นำ ลม และไฟ อันเป็นแม่ธาตุของทุกสิ่ง เพราะเหล็กไหลนั้นประกอบไปด้วยธาตุทั้ง ๔ เช่นกัน

      เชื่อกันว่าเหล็กไหลจะบันดาลให้ผู้บูชาอยู่ร่มเย็นเป็นสุข แคล้วคลาดจากอุบัติเหตุต่างๆ ป้องกันสิ่งชั่วร้ายต่างๆที่จะเข้ามา อีกทั้งยังส่งผลให้บูชา ประสบความสำเร็จในชีวิตด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางธรรม

      ผู้มีเหล็กไหลไม่ว่านำหนึ่งหรือนำสอง ควรอย่างยิ่งที่จะดูแลองค์เหล็กไหลให้ดี เพราะองค์เหล็กไหลคือธาตุสมมุติของหลวงปู่ฤาษีครูบาอาจารย์ดีๆนั่นเอง ดังนั้นผู้มีองค์เหล็กไหลควรจัดหาเครื่องบูชาเหล็กไหลตามสมควร เช่น นำผึ้ง และถ้ามีเวลาก็ควรที่จะพาองค์เหล็กไหลอาบแสงจันทร์ด้วยก็ยิ่งดี  การบูชาเหล็กไหลไม่ใช่การนำเหล็กไหลลงแช่ในนำผึ้ง บางคนมักเข้าใจผิด

โดยจัดหาเครื่องบูชาดังนี้

 นำผึ้ง ๑ ที่

 นำเปล่า

 ข้าวสาร

 ธูป ๙ เล่ม เทียน ๙ ดอก

    โดยบูชาในวันพระจันทร์เต็มดวงให้องค์เหล็กไหลอาบแสงจันทร์จะดีมาก  หรือมิฉะนั้นก็บูชาไว้ในห้องพระก็ได้แล้วกล่าวคาถาบูชาดังนี้

  พุทโธเมนาโถ ธัมโมเมนาโถ สังโฆเมนาโถ

     สะกะทะจะ ปูชาจะบูชาท่านผุ้ดูแลธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ทรงฤทธิ์อานุภาพ

     อิสะวาสุ อิติปิโสภะคะวา เหล็กไหลเจริญมา เจริญยิ่ง เจริญดี  สิ่งดีดีทั้งหลายหลั่งไหลมาหาข้าพเจ้า สัมมะ สัมมา สัมมะ มะอะอุ  โอมสิทธิครูกูสวาโหม

   การบูชาเหล็กไหลในแต่ละที่ จะมีวิธีการที่แตกต่างไปบ้าง  แต่โดยแก่นสารแล้ว จะมีสิ่งที่เหมือนกัน ที่จำเป็นต่อการบูชา แต่ที่สำคัญที่สุด คือนำผึ้งและแสงจันทร์

 ***************************************************************

 ขอให้ผู้ที่บูชาเหล็กไหล ไปสักการบูชาจงมีความสุขความเจริญ ตามจิตของท่านปราถนา ทุกท่านเทอญ

 ถ้าข้าพเจ้ามีสิ่งสาระสำคัญเกี่ยวกับองค์เหล็กไหล ข้าพเจ้าจะนำเสนอข่าวสารให้ทุกท่านได้รับทราบโดยทั่วถึงกัน

  ********เจริญสุข สวัสดี********

สอบถามข้อมูลสินค้าได้

ตั้งแต่เวลา 08.00น-22.00น.

ทางอีเมลล์

E-mail:lexlaiaundub1@hotmail.com

สะดวกกว่าค่ะ

ขอบคุณค่ะ

 

พระบูชาหลวงพ่อขอม วัดไผ่โรงวัว รุ่นแรก จ.สุพรรณบรี อุดดินไทย(ค่าจัดส่ง 100 บาท)
รหัสสินค้า: 000398
ราคา 3,000.00 บาท
รายละเอียด:

พระบูชาหลวงพ่อขอม วัดไผ่โรงวัว รุ่นแรก  จ.สุพรรณบรี อุดดินไทย  หน้าตักกว้าง ๓นิ้วครึ่ง สูง ๕นิ้วครึ่ง(ค่าจัดส่ง ๑๐๐ บาท)

Tell a Friend
เหล็กไหล7สี (โคตรเหล็กไหล 7 สี เขาอึมครึม กาญจนบุรี )(1)
รหัสสินค้า: 000175
ราคา 2,500.00 บาท
รายละเอียด:

เหล็กไหล7สี (โคตรเหล็กไหล 7 สี เขาอึมครึม กาญจนบุรี )(1)

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://lexlaiaundub1.com
Tell a Friend
เหล็กไหลสีนำตาลพิมพ์นำเต้าเล็ก(1)
รหัสสินค้า: 000001
ราคา 2,500.00 บาท
รายละเอียด:

เหล็กไหลสีนำตาลพิมพ์นำเต้าเล็ก(1)

Tell a Friend
พระครูพินิตศาสนการ วัดงูเหลือมใต้ ต.เสียว อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ
รหัสสินค้า: 000222
ราคา 250.00 บาท
รายละเอียด:

พระครูพินิตศาสนการ วัดงูเหลือมใต้ ต.เสียว อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ

Tell a Friend
เหล็กไหลสีชมพูอมม่วงพิมพ์รักบี้(1) มีจาร
รหัสสินค้า: 000005
ราคา 2,500.00 บาท
รายละเอียด:

เหล็กไหลสีชมพูอมม่วงพิมพ์รักบี้(1) มีจาร

Tell a Friend
พระรูปหล่อไม่ทราบที่
รหัสสินค้า: 000244
ราคา 450.00 บาท
รายละเอียด:

พระรูปหล่อไม่ทราบที่

Tell a Friend
เหล็กไหลสีนำตาลอ่อนพิมพ์พระพุทธทรงเครื่อง ขนาดขึ้นคอ (1)
รหัสสินค้า: 000067
ราคา 2,500.00 บาท
รายละเอียด:

เหล็กไหลสีนำตาลอ่อนพิมพ์พระพุทธทรงเครื่อง ขนาดขึ้นคอ (1)

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://lexlaiaundub1.com
Tell a Friend
พระขุนแผน หลวงพ่อโหน่ง
รหัสสินค้า: 000365
ราคา 1,500.00 บาท
รายละเอียด:

พระขุนแผน หลวงพ่อโหน่ง

Tell a Friend
เหล็กไหลสีชมพูอมม่วงพิมพ์พ่อแก่ฤาษีองค์ที่(1)
รหัสสินค้า: 000018
ราคา 2,500.00 บาท
รายละเอียด:

เหล็กไหลสีชมพูอมม่วงพิมพ์พ่อแก่ฤาษีองค์ที่(1)

Tell a Friend
เหล็กไหลสีชมพูอมม่วงพิมพ์ฐานเหลี่ยมองค์ที่ (1)
รหัสสินค้า: 000132
ราคา 3,000.00 บาท
รายละเอียด:

เหล็กไหลสีชมพูอมม่วงพิมพ์ฐานเหลี่ยมองค์ที่ (1)

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://lexlaiaundub1.com
Tell a Friend
พระหลวงปู่ทวด วัดประสาท
รหัสสินค้า: 000375
ราคา 1,500.00 บาท
รายละเอียด:

พระหลวงปู่ทวด วัดประสาท

Tell a Friend
พระเนื้อชินหลวงพ่อเนียม
รหัสสินค้า: 000381
ราคา 1,500.00 บาท
รายละเอียด:

พระเนื้อชินหลวงพ่อเนียม

Tell a Friend
เหล็กไหลสีปีกแมลงทับพิมพ์หลวงปู่ทวด(1)
รหัสสินค้า: 000075
ราคา 2,500.00 บาท
รายละเอียด:

เหล็กไหลสีปีกแมลงทับพิมพ์หลวงปู่ทวด(1)

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://lexlaiaundub1.com
Tell a Friend
เหล็กไหลสมิงดำ
รหัสสินค้า: 000183
ราคา 0.00 บาท
รายละเอียด:

เหล็กไหลสมิงดำ

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://lexlaiaundub1.com
Tell a Friend
เหล็กไหลสีเขียวปีกแมลงทับพิมพ์ศาสตราวุทธเทพ(สามง่ามเล็ก)มีจาร(1)
รหัสสินค้า: 000037
ราคา 3,000.00 บาท
รายละเอียด:

เหล็กไหลสีเขียวปีกแมลงทับพิมพ์ศาสตราวุทธเทพ(สามง่ามเล็ก)มีจาร(1)

Tell a Friend

กรุณาโอนเงินไปที่

ธนาคาร กสิกรไทย  สาขา บิ๊กซี อ้อมใหญ่

ชื่อบัญชี น.ส.นฤมล   สุขบุญ

เลขที่บัญชี 586-2-18073-0

ประเภท ออมทรัพย์

วิธีการชําระเงินผ่านทางธนาคาร
ธนาคารชื่อบัญชีประเภทบัญชีสาขาเลขที่บัญชี
ธนาคารกสิกรไทยธนาคารกสิกรไทย
นางสาว นฤมล สุขบุญออมทรัพย์บิ๊กซี อ้อมใหญ่586-2-18073-0
เหล็กไหลอันดับ1 ติดต่อทางE-mail
5647 ขอนแก่น ไทย
โทรศัพท์: 044-389914
เว็บไซต์: http://www.lexlaiaundub1.com
ดูแผนที่ร้านผ่าน Google Earth
อีเมล์ติดต่อกับร้านค้า
หัวเรื่อง : *
ชื่อของคุณ : *
อีเมล์ของคุณ : *
รายละเอียด : *
 
Page Views Shop: