รายละเอียดของร้านค้า ข่าวสารของร้านค้า รายการสินค้า วิธีการชําระเงิน ติดต่อเรา
ภาษาไทย

 

 

อาจารย์ ชัช มอไซค์โบราณ

22 พย.๕๓

ถึงทุกคนที่มีหัวใจรถมอไซค์โบราณ
อยากให้รูปแนวแต่งรถมอไซค์โบราณเพื่อจะได้จดจำและแต่งรถ สวยฯกัน
คลิกด้านล่างนี้เพื่อดูรูป ครับ
 
 
...............................................
  • ถึงเพื่อนฯ น้องฯ ที่รักรถมอไซค์โบราณทุกท่านด้วยจิตคาราวะ วันนี้ อจ.ชัชขอคุยกับพวกเราที่อยากจะสื่อกับพวกเราดังนี้
  • เวปไซค์นี้เป็นเวปไซค์ที่ให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับมอไซค์โบราณโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดฯ แต่ก็มีจดมุ่งหมาย คือ อนุรักษ์รถมอไซค์โบราณที่คนรุ่นก่อนได้ทำไว้ให้พวกเรา ข้อมูลจะมีการ UPDAT ตลอดเวลาเท่าที่จะทำได้ครับ ถ้ามีอะไรก็โทรมาพูดคุยกันได้ครับ
  • ให้ความพยายามทำงานให้สำเร็จ  สำหรับน้องฯที่อยากมีมอไซค์โบราณสวยฯ ดีฯไว้ครอบครอง เวลาขี่ไปไหนใครฯก็ต้องเหลี่ยวหลังมามองความคลาสสิก ที่อยากจะกล่าวว่า ถึงกาลเวลาจะเปลี่ยน แต่ก็ไม่เคยเปลี่ยนความคลาสสิกของรถโบราณได้เลย ( กาลเวลาเปลี่ยน แต่ใจรักรถโบราณไม่เคยเปลี่ยน )
  • ขอให้ช่วยกันสืบสานเจตนานี้ ว่าเราจะช่วยกันอนุรักษ์รถมอไซค์โบราณให้คงอยู่ตลอดไป
  • นานฯที่อจ.ก็มีการออกทิปช่วยสังคม เช่นช่วยพวกเรา นักเลงรถมอไซค์โบราณ ไปรวมโครงการ ทำดีไม่มีเดี่ยว ( ทำทันที ) ขี่มอไซค์ไปแจกหนังสือ เสื้อผ้า ที่พวกเรามีกันมากจนเหลือ ให้แก่น้องฯต่างจังหวัดที่กำลังรอน้ำใจจากพวกเรา

  •     อยากให้พวกเราดูรูปภาพแนวการแต่งรถมอไซค์โบราณให้สวยที่ อ.ชัชได้รวบรวมไว้
  • คลิกด้านล่างเพื่อดูรูป หรือใช้วิธีดากหรือcopyแล้วนำไปวางที่ช่องแอดเดรสของอินเตอร์เน็ตแล้วกดเอ็นเทอร์ ก้จะเห็นรูปมอไซค์ที่แต่งแล้วหลายรูป เพื่อเป็นแนวในการแต่งรถของพวกเรากัน
  • ให้ความพยายาม ทำงานให้สำเร็จ นะครับจะได้มีรถมอไวค์สวยฯไว้ใช้กัน ช่วยกันอนุรักษ์มอไซค์โบราณกันครับ
  •  วันนี้ (28/10/52)ขอเสนอข้อมูลรถ

มอไซค์โบราณ

ซูซูกิ ตระกูลเค และรูปแบบแนวการแต่งรถ

มอไซค์คลาสสิก suzuki k 125 m 2

 

คลิกที่นี้เพื่อดู แนวการแต่งรถสวยฯ แล้วเอาไปแต่ง รถมอไซค์โบราณกัน

http://www.mocyc.com/album/view.php?idalbum=4766 

นี้ก็อีกอันหนึ่ง ผลงานของ อาจารย์ชัช มอไซค์โบราณ

คลิก ที่นี่ดูรูปรถ และแนวการแต่งรถให้สวยงาม และ น่าขับโชว์ ครับ

http://www.mocyc.com/album/view.php?idalbum=4216

  


      เวปไซค์ อาจารย์ชัชมอไซค์โบราณ ขอขอบคุณ

ผู้บริหาร เวป ตลาดดอดคอม เป็นอย่างยิ่ง เป็นเวปไซค์ที่ดีมาก ที่ทำให้ผู้คนที่ชอบมอไซค์โบราณได้มีเวที และได้ดูรูปรถและแนวการแต่งรถมอไซค์โบราณ ของ อ.ชัชมอไซค์โบราณ  

    เวปไซค์ อ.ชัชมอไซค์โบราณ 

ที่นี่ เราทำเรื่องเล็กฯให้ยิ่งใหญ่และ อบอุ่นได้มาช่วยกัน อนุรักษ์ มอไซค์โบราณ มาช่วยกันสร้างสังคม มอไซค์โบราณ อย่างมีคุณภาพครับ

 


 

  •   ทะเบียนประวัติ ผลงานรถมอไซค์โบราณคลาสสิก ที่อาจารย์ชัชได้ทำให้พวกเรา พี่ฯน้องฯได้เอาไปขี่เล่นกันไปแล้วเพี่ยงบางส่วนครับ เป็นตัวอย่าง ซึ่งถ้าพวกเราจะเอาแนวแบบนี้ไปแต่งรถก็ได้ครับสวยดี และ ยังคงรูปแบบอนุรักษ์รถโบราณครับ
  • YAMAHA YL 2
  • HONDA C 70 คันที่ 1
  •  HONDA C 70 คันที่ 2
  • SUZUKI A 100
  • HONDA C 92

 

  • HONDA C 100
  • SUZUKI 250 GSXL (แนวชอปเปอร์)
 
เวปไซค์นี้มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

     1. ให้ความรู้เกี่ยวกับมอไซค์โบราณ

     2. เป็นที่พบปะพูดคุยเกี่ยวกับมอไซค์โบราณ

     3. เป็นแหล่งรวมของคนที่ชอบรถเก่าที่จะสือถึงกัน

     4. ไม่ได้หวังผลทางการค้าเป็นหลัก

     5. ให้ข้อทางวิชาการ และ ด้านอื่นฯเกี่ยวกับ          มอไซค์โบราณ

     6. จัดงานรวมพลคนรักมอไซค์โบราณ เพื่อการกุศลในบางโอกาส

     7. รวบรวมข้อมูลของรถมอไซค์โบราณทั้งในและต่างประเทศ เช่น HONDA  SUZUKI ฯ

     8. ซื้อขาย แลกเปลี่ยน ซ่อม ทำสี จำหน่ายอุปกรณ์รถมอไซค์โบราณ

 


 

      จำหน่ายมอไซค์โบราณ ทุกชนิด อะไหล่จักรยานยนต์ทั้งแท้และเทียม HONDA -YAMAHA -SUZUKI-KAWASAKI ทั้งปลีก-ส่ง, พร้อมอะไหล่จักรยาน ทุกชนิด ในราคาย่อมเยาว์ทุกยี่ฮ้อ รับซ่อม ออกแบบ - ตกแต่ง โมดิฟายรถเก่า รับฝากขายรถมอไซค์ โดยทีมงานมืออาชีพ ครับ

ติดต่อ อาจารย์ ชัช และ ทีมงาน

โทร 086-5007345    089-0588585
EMAIL  P_CHAT@HOTMAIL.COM

pchat2502@hotmail.com
 

มีรถมอไซค์เก่าขายดังนี้

1 HONDA พวก ตระกูล C ต่างฯ เช่น 50 70 92 95     

2 SUZUKI เป็นรถซอปเปอร์สภาพดี       

3 SUZUKI K125 M1 M2 M3

4 YAMAHA YL 2 , RSX

นโยบายของเวป ให้ขอมูลจริงตรงไปตรงมา

อนุรักษ์มอไซค์ -

โบราณ

ซื่อสัตย์สุจริต เป็นมิตรกับทุกท่าน

มีรูปให้ดูครับ ถ้าสนใจ โปรดติดต่อ อาจารย์ ชัช ที่ โทร 086-5007345


ความรู้เกี่ยวกับมอไซค์โบราณ

22/11/53

1.ความรู้เกี่ยวกับโช๊ค

 นับเป็นเวลายาวนานที่รถจักรยานยนต์ อยู่คู่กับผู้บริโภคชาวไทย และร่วมเส้นทางไปในสถานที่ต่างๆ บนท้องถนนของเมืองไทยที่แสนจะสะดวกสบายเต็มไปด้วยหลุมและบ่อ โดยเฉพาะฝาท่อที่โผล่อยู่กลางถนน  รถมอเตอร์ไซค์เมืองไทยจึงถูกออกแบบให้สามารถเอาตัวรอดได้ ในระดับหนึ่ง  ในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมา กระแสการปรับแต่งรถให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อรองรับการทำงานในลักษณะๆต่างๆได้ดียิ่งขึ้น กับอีกทางหนึ่งคือการตกแต่งเพื่อความเท่ ความหล่อบนท้องถนน จนกระทั่งบางคนอาจจะไม่เคยรู้ความแตกต่างของโช้คแต่ละแบบเลย วันนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะนำความรู้เกี่ยวกับระบบกันสะเทือนมาฝากกันครับ

โช้คอัพ มาจากคำว่า Shock Absorber  (ช็อค-อัพซอร์เบอร์) เป็นตัวช่วยหน่วงเวลาไม่ให้สปริงมีการเคลื่อนตัวเร็วเกินไป แต่อย่าเข้าใจผิดว่าใช้โช้คอัพรองรับน้ำหนักนะครับ ผู้ขับขี่รถบางคนอาจจะเข้าใจกันว่าโช้คมีไว้รองรับน้ำหนักรถ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดมหันต์เลยครับ จริงๆแล้ว ตัวรับน้ำหนักและแรงกระเทกทั้งปวงคือสปริง แต่ในทางกลับกันถ้ารถคุณมีแต่สปริง พอเจอถนนขรุขระและหลุมบ่อ รถคุณก็จะเด้งขึ้นเด้งลงตามค่า K ของสปริงกันจนมึนไปเลย Shock Absorber  จึงถูกออกแบบขึ้นมา เพื่อหน่วงไม่ใช้สปริงมีการเคลื่อนตัวได้เร็วนัก ในกรณีเวลาที่คุณต้องการเลือกโช้คอัพมาใส่รถต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า คุณต้องได้อย่างเสียอย่างเสมอ ถ้ารถคุณอยากได้โช้คนิ่ม มันจะหน่วงสปริงได้น้อย นั่งแล้วนิ่มตูดขึ้น แต่เวลาเข้าโค้งที่มีความเร็วถึงในระดับหนึ่งรถก็จะออกอาการ “ย้วย” ซึ่งเกิดจากการยุบตัวของโช้คแบบผิดที่ผิดเวลานั่นเอง ซึ่งนั่นเกิดจากแรงเหวี่ยงจากศูนย์กลางมันมากดโช้ค  แต่ถ้าในกรณีที่คุณเลือกโช้คหนึบในโค้งความนิ่มก็จะหายไปรวมทั้งบนทางตรง เนื่องจากสปริงจะเคลื่อนที่ได้น้อยมาก แต่เวลาเข้าโค้ง หรือขับซิกแซก รุถคุณนิ่งอย่างแรงครับเพราะน้ำหนักกดลงไปถึงพื้นมีความสม่ำเสมอ
โช้คอัพ เดิมทีคือการใช้น้ำมันในการหน่วงการทำงานของกลไก โดยน้ำมันนี้ จะบรรจุอยู่ในกระบอกโช้คเต็มกระบอก แท่งแกนโช้ค ( Piston rod ) ถูกสอดลงไปในกระบอก มีก้อนวาล์ว (Piston valve) อยู่ตรงปลาย หลักการของมันคือ รูวาวล์จะต้านแรงดันน้ำมันในเวลารับแรงกดและแรงยืดกลับ  เวลาจังหวะโช้คยืดตัวขึ้น น้ำมันจากห้องบนจะต้องถูกดันให้หนีลงมาห้องล่าง แต่วาล์วที่กั้นห้องนั้น มีรูและซอกเล็กมากให้น้ำมันผ่านได้จำกัดมาก ทำให้น้ำมันผ่านได้ช้าลง ผลก็คือเกิดการหน่วงไม่ให้ก้านสูบเลื่อนขึ้นเร็วเกินไป ในจังหวะโช้คกดตัวลงก็เช่นกันครับ น้ำมันจากห้องล่างจะพยายามหนีขึ้นห้องบนเพราะโดนดัน วาล์วก็เป็นตัวหน่วงอีกเช่นกัน
การไหลผ่านร่องวาล์วเล็กๆในกระบอกสูบ หนืดไม่หนืด ขึ้นอยู่กับขนาดวาล์วและการออกแบบ   
ช่องทางเดินน้ำมันในวาล์วให้ใกล้เคียงกับความต้องการการใช้งานมากที่สุด
ลักษณะพิเศษของโช้คแก้ส
โช้คแก้ส มันคือการขึ้นพัฒนาจากโช้คที่มีองค์ประกอบที่มีอยู่แล้ว มาสร้างห้องพิเศษไว้ห้องหนึ่งแล้วอัดแก้สไนโตรเจนลงไป มีจุดประสงค์หลักคือทำให้มีแรงดันเพิ่มขึ้น ฟองอากาศที่จะเกิดในน้ำมันซึ่งเป็นปัญหาเดิมจะลดลง เนื่องจากเวลาโช้คทำงานปกติบนถนน โช้คมีการขยับขึ้นลงมากกว่า 10 ครั้งต่อวินาทีพร้อมกับความร้อนซึ่งเกิดจากการเสียดสีเป็นจำนวนมาก ทำให้น้ำมันเกิดฟองอากาศ ประเด็นสำคัญ สิ่งที่เรียกว่าโช้คน้ำมันกึ่งแก้สนั้นหลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นการอัดเฉพาะแก้สเข้าไปเต็มๆ นั่นเป็นความเข้าใจผิดครับ โช้คแก้ส ก็ยังใช้น้ำมันในการไหลผ่านวาล์วเหมือนเดิม แก้สไม่เกี่ยวเลยแต่แรงดันจากแก้สนี้จะสร้างแรงดันซึ่งมีผลไปสู่ฟองอากาศให้ลอยตัวเร็วมากขึ้นไม่เข้ามาพัวพันอยู่กับแกน และซีลโช้ค ซึ่งเป็นตัวการที่เกิดการสะดุดขณะที่โช้คทำงาน ดังนั้น ขอให้เข้าใจกันใหม่ด้วยนะครับ ว่าโช้คนั้นมีแค่เป็นน้ำมันล้วน กับแบบเอาแก้สมาอัดช่วยดันห้องล่าง แค่นั้น โช้คแก้สเปล่าๆ ไม่มีแน่นอนครับ  ในการออกแบบ้องแยกแก้สนั้น ในอดีต มีถูกออกแบบให้เป็นเหมือนกับเสื้อสูบซึ่งมีลูกสูบหรือจะเรียกว่าผนังกั้นก็ไม่น่าจะผิด เป็นตัวกั้นระหว่างแก็สกับน้ำมัน มันจะทำงานรับแรงดันขึ้นลงเหมือนลูกสูบ ซึ่งลักษณะแบบนี้ จะเกิดความร้อนสะสมในตัวกระบอก ผู้ผลิตรุ่นใหม่จึงหันมาพัฒนาห้องแยกแก้สใหม่ ด้วยวัสดุยางสังเคราะห์เนื้อพิเศษ ซึ่งทำงานคล้ายๆกับเตียงน้ำ ไม่มีการเสียดสีกับวัตถุอื่นจึงไม่เกิดความร้อนจึงทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากกว่า
ข้อสังเกตุสำคัญว่าโช้คของคุณเป็นน้ำมันหรือมีแก้สก็สามารถทำได้ไม่ยาก  เริ่มจาการถอดสปริงออกจากโช้ค แล้วลองวางตั้งกับพื้นนะครับ เอามือกดโช้คลงไปจนสุด แล้วปล่อย ถ้าเป็นโช้คน้ำมัน มันจะจมอยู่เช่นนั้น แต่ถ้าเป็นโช้คที่มีแก้สอยู่ด้วย มันจะค่อยๆยืดขึ้นมาเองช้าๆจนสุด สาเหตุที่เป็นอย่างนี้ เพราะมีห้องแก้สอยู่ช่วยดันให้น้ำมันในห้องล่างดันลูกสูบขึ้นไปในตำแหน่งปกติ
ความหนืดในกระบอกโช้ค
ความหนืดของโช้คอัพ จริงๆแล้วขึ้นอยู่กับการออกแบบวาล์วที่ลูกสูบเท่านั้น อยู่ที่ว่าโช้คตัวนั้นจะถูกปรับเซ็ทค่าโช้คมาพอดีและลงตัวแค่ไหน ไม่จำเป็นว่าต้องมีออฟชั่นมากแค่ไหน ถ้าคุณเปลี่ยนโช้คไปเป็นแก้ส ก็มั่นใจได้อย่าง ว่ามันแข็งขึ้นแหงๆครับ ถ้าวาล์วถูกออกแบบมาเหมือนกัน แต่ในทางกลับกันคือ เมื่อโช้คแก้สถูกใช้ในการทำงานประเภทที่ต้องโดนเค้นประสิทธิภาพสุดๆ มันจะคงความเสถียรมากกว่า  ซึ่งหมายถึงมันคงสภาพการใช้งานหนักเป็นเวลานานนั่นเอง และเมื่อถึงกรณีนี้ จึงมีตัวช่วยของโช้คอัพเสริมขึ้นมา อย่างที่นักเลงขาซิ่งมอเตอร์ไซค์เขาเรียกกันว่า “ตัวปรับหนืด” (Rebound Adjuster) ซึ่งเจ้าตัวนี้จะทำงานโดยการปรับรูทางผ่านของน้ำมันใน  Piston Valve ทำให้จากเดิมเป็นถนนสามเลนมีไฟกิ่งส่องสว่างไสว โดนบีบเหลืออยู่เลนเดียวเปิดไฟสลับดวง  ผลก็คือ การจราจรย่อมเดินทางยากขึ้น  อุปกรณ์นี้ จะถูกเสริมเมื่อผู้ขั่บขี่ต้องการความเที่ยงตรงให้เหมาะสมกับการงานมากที่สุด เช่นเดียวกับสปริง ที่จะมีตัว “สตรัทปรับเกลียว” (Spring preload Adjuster) ซึ่งจะช่วยในการหาความแข็งของปริงที่จะรับกับน้ำหนักบรรทุกได้อย่างเหมาะสม

ปัญหาที่เกิดกับโช้คอัพ
ปัญหาของโช้คอัพ มีเรื่องสำคัญๆอยู่เรื่องเดียว คือน้ำมันรั่วออกมาจากซีลโช้ค (Seal Block) ทำให้โช้คอัพสูญเสียน้ำมันไปเรื่อยๆ ซึ่งก็จะทำให้มันสูญเสียความสามารถในการหน่วงไป ทำให้รถคุณวิ่งเหมือนเด้งอยู่บนสปริง ถ้าเป็นไม่มาก ซึ่งพวกนักแข่งในสนามแข่ง เขาไม่มาก้มมุดดูโช้คให้เสียเวลา เพียงแค่เช็คดูที่หน้ายางดูก็รู้ได้แล้วครับ ถ้าสึกเป็นบั้งๆในแนวขวาง ก็สามารถฟันธงได้แล้วว่ารถคุณมีปัญหากะโช้คอัพแล้วล่ะ
สาเหตุสำคัญที่น้ำมันจะรั่วได้ ก็มาจากซีลยาง ซีลยางนี้ มีการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาอยู่แล้ว ตามระยะของผู้ผลิตโช้ค คุณควรเปลี่ยนโช้คอัพเมื่อรถวิ่งไปได้ในระยะทาง 100,000 กิโล หรือห้าปี โดยไม่ต้องรอให้รั่ว เพราะซีลมันเสื่อมแล้ว ถ้ารถคุณไม่ค่อยได้ใช้เลย ซีลยางคุณจะยิ่งแย่กว่าปกติ เพราะทุกครั้งที่โช้คขึ้นลง ก้านแกนโช้คจะนำเอาน้ำมันออกมาเล็กน้อยด้วยช่วยหล่อลื่นซีลครับ ถ้าคุณไม่ใช้รถเลย จอดไว้เป็นอาทิตย์เฉยๆ ซีลจะแข็งและเสื่อมสภาพและฉีกง่ายมากๆ ปัญหาโช้ครั่วก็จะตามมาแน่นอนครับ
การติดตั้งโช้ค
 เวลาติดตั้งโช้ค อย่าลืมเตือนช่างหรือแม้แต่คุณเองไม่ให้ใช้คีมในการจับแกนโช้คตอนขันน้อตหรือแม้แต่กรณีใดก็ตามครับ เพราะมันจะทำให้แกนโช้คเป็นรอย ซึ่งเมื่อคุณเอารถไปขี่ รอยนี้มันจะไปเสียดสีให้ซีลยางมันขาด ซึ่งก็จะนำมาซึ่งการรั่วตามมาในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นเวลาเจอโช้ครั่วเร็ว บางทีก็อย่าโทษแต่ผู้ผลิตโช้คล่ะครับ มันมีปัจจัยอื่นๆอีกเพียบเลยตัวอย่างเช่น
ตอนขันน้อต ถ้าคุณขันแน่นเกินไปหรือองศาไม่ตรงกับจุดยึด พอเจอน้ำหนักกดปุ๊บโช็คก็จองอปั๊ปเลยครับ   เพราะเมื่อโช้คท่านงอ เวลาเอาไปวิ่ง มันก็ไปขูดซีลยางอีกน่ะแหละ (แหม ไอ้ซีลยางนี่ช่างเจ้าปัญหาซะจริงเลยนะ)

ข้อคำนึงเกี่ยวกับโช้คอัพ
๑.คุณควรเปลี่ยนทั้งสองข้างพร้อมกัน
๒.คุณควรเปลี่ยนให้ได้ตามรุ่นที่ผู้ผลิตโช้คทำมาเพื่อรถรุ่นนั้นๆ ไม่ควรดัดแปลง เพราะคุณไม่มีทางรู้ ค่าความแข็งของสปริงที่เหมาะสมแน่นอนครับ เพราะหากเป็นมาตรฐานของโรงงานผลิตโช้คที่ลงทุนกันเป็นล้าน พัฒนาและวิจัยกันเกือบตายกว่าจะออกมาให้รถแต่ละรุ่น 
 ๓. หมั่นก้มดูโช้คบ่อยๆครับ ว่ามีคราบน้ำมันรั่วหรือไม่ 
๔ เรื่องของระบบกันสะเทือนมาตรฐานเยอรมัน ถือเป็นชินส่วนสำคัญเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยเทียบเท่ากับระบบเบรคเลยทีเดียว คุณควรใส่ใจกับมันให้มาก อย่าเห็นแก่ของถูก หรือเงินเพียงเล็กน้อยครับ
  คนไทยเรา ยังมีอุปนิสัยไม่สนใจโช้คอัพ ไม่รั่ว ไม่มีวันเปลี่ยน จริงๆแล้ว คุณควรเปลี่ยนมันเมื่อวิ่งไปได้ 100,000 กิโล หรือห้าปีครับ เพราะซีลยางมันออกแบบมาให้มีอายุแค่นั้น ถามว่า “โช้คไม่ดี ไม่เห็นเป็นไร ไม่เปลี่ยนไม่ได้เหรอ ขับมาสิบปีแล้ว ไม่เห็นเคยเปลี่ยนสักครั้ง” ตอบเลยนะครับ ว่าถ้าคุณวิ่งปกติดี มันก็แล้วไปครับ แต่ถ้าคุณไปเจอสถานการณ์คับขัน เบรคกะทันหัน เมื่อถึงเวลานั้น คุณจะเข้าใจว่า โช้คนั้นสำคัญกับการทรงตัวของรถขนาดไหน  เปลี่ยนทัศนคติกันใหม่นะครับ อย่างที่เยอรมัน เค้าบอกว่า "Shock Absorber condition cannot be compromised." ครับ
 
 
2.
 
เคล็ดลับ ลูกเล่น ของการตกแต่งทางตรง
 
เคล็ดลับ ลูกเล่น ของการตกแต่งทางตรง

การตกแต่งรถจักรยานยนต์สักคันนั้นต้องให้ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านนี้เป็นผู้ทำการตกแต่ง ส่วนใหญ่แล้วนักตกแต่งมือใหม่มักเจอปัญหาในเรื่องของความไม่รู้ไม่เชี่ยวชาญในเรื่องของกลไก จึงทำให้รถที่โมดิฟายออกมานั้นไม่สมบูรณ์เต็มที่นการจะตกแต่งรถแต่ละคันนั้นจึงควรจะตรึกตรอง ให้ละเอียดก่อนการตัดสินใจ
 
เครื่องยนต์
การโมดิฟายเพื่อเพิ่มความแรงสำหรับเครื่องยนต์ 2 จังหวะ หลักใหญ่ๆที่สำคัญคือการปาดฝาสูบ การยกพอร์ทไอดี การยกและขยายช่องพอร์ทไอเสีย การปาดฝาสูบนั้นก็เพื่อเพิ่มกำลังอัดให้กับห้องเผาไหม้ ส่วนการขยายช่องทางเดินไอดี ก็เพื่อให้ปริมาณไอดีไหลเข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้มากและเร็วขึ้น เมื่อการเผาไหม้เร็วขึ้นการคายไอเสียให้รวดเร็วก็ตามมาเพราะฉนั้นพอร์ทไอเสียจึงได้รับการยกและขยายเพื่อให้ไอเสียจะได้ไหลออกอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญก็คือต้องจูนที่คาร์บูเรเตอร์เพื่อให้สัมพันธ์กับการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงผสมกับอากาศกลายเป็นไอดีนอกจากนี้การขยายเสื้อสูบโดยการคว้านเสื้อ ให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นหรือการดัดแปลงใส่ลูกสูบของรถที่มีขนาดซีซีมากกว่าก็เป็นการเพิ่มความแรงของเครื่องได้ทั้งนั้น
 
ฝาสูบ
ที่เครื่องยนต์ขั้นแรกก็คือ การปาดฝาสูบ การปาดฝาสูบนั้นเมื่อเราวัดซีซี.ได้ตามจำนวนที่ต้องการ หลังจากมาร์คเสร็จก็ใช้วิธีคลึงกับกระดาษทราย เบอร์ 400 วางบนแผ่นกระจกให้เรียบแล้วคลึงวนซ้ายวนขวาจนได้ขนาดตามที่ต้องการ เสร็จแล้วใช้กระดาษทรายละเอียดขัดให้ขึ้นเงาเรียบลื่นล้างด้วยน้ำมันเบนซิน ทาน้ำมันหล่อลื่นพักไว้
 
เสื้อสูบ
ช่องพอร์ทต่างๆนั้นนิยมขยายออกแล้ววัดรวมกันให้ได้ตามระยะที่กำหนด เช่นวัดรวมกันให้ได้ 42 มม. เป็นต้นหรือจะใช้วิธีแยงออกเท่าๆกันทั้ง สองด้านเช่นด้านละ 1.5 หรือ 2 มม. เป็นต้น การวัดจะวัดลงมาจากขอบเสื้อสูบด้านบน (ด้านที่ติดกับฝาสูบ) วัดลงมาให้ได้ตามระยะที่กำหนดเสร็จแล้ว ขัดล้างให้สะอาดด้วยกระดาษทรายเบอร์ละเอียดสุด ตามด้วยน้ำมันเบนซิน อย่าให้เศษฝุ่นผงหลงเหลืออยู่เป็นอันใช้ได้
 
ลูกสูบ
ตามกติกาโอเพ่นจะเปิดให้ยัดลูกโตได้โดยไม่มีกำหนดแต่ส่วนใหญ่จะนิยมใช้ลูกเดิมคว้านเสื้อสูบโอเวอร์ไซค์เป็นขนาดใหญ่ขึ้น และเปลี่ยนลูกสูบลูกใหม่เข้าแทนขนาดเดิม
 
ระบบเชื้อเพลิง
คาร์บูเรเตอร์ ส่วนมากนิยมใช้คาร์บูเหลี่ยมขนาด 34 มม. เช่นของ KX 125 และ RS 125 เนื่องจากหาได้ง่ายแต่คาร์บูขนาด 28 และ 30 ที่ติดตั้งมากับรถตระกูลสปอร์ต 150 ในเมืองไทยก็เป็นที่นิยมกันอย่างมากกับรถพิกัด 125 ซีซี. เนื่องจากหาได้ง่าย จูนง่าย มีขนาดพอดีกับความต้องการของเครื่องยนต์
นมหนู การไล่นมหนูจะต้องสัมพันธ์กัน เช่นนมหนูน้ำมัน (M.J) ใหญ่นมหนูอากาศ (A.J) ก็ต้องเล็กลง เพื่อให้ส่วนผสมของน้ำมันกับอากาศ ลงตัวในการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ที่สุด จึงต้องไล่ทีละเบอร์ดีที่สุด
น้ำมันหล่อลื่น ส่วนใหญ่แล้วจะเลือกใช้น้ำมันหล่อลื่นชนิดสังเคราะห์ ที่มีราคาแพง ผสมกับน้ำมันที่มีค่าออกเทนสูง ตามอัตราที่กำหนด (ทั้งนี้ไม่ตายตัว หาค่าผสมแก่อ่อนได้ด้วยดูสีจากหัวเทียน) ปั๊มออโต้ลู๊ปจะถูกถอดออกแล้วใช้วิธีผสมลงถังแทน
 
ระบบการสะเทือน
โช้คอัพหน้า ต้องทำการเซ็ตใหม่โดยใช้ของเดิมตัดสั้นเปลี่ยนสปริง อัดน้ำมันใหม่ ก่อนหน้านี้นิยมการโหลด โดยปล่อยให้กระบอกโช้คยาวขึ้นเป็นเขาควายน่ากลัว และเป็นอันตรายต่อคนขับ จึงเปลี่ยนมาใช้วิธีการตัดสั้นแทน โดยจะจัดตำแหน่งแฮนด์ให้อยู่ในลักษณะบังคับรถในท่านั่งหมอบน้ำหนักจะถูกกดลงที่กระบอกโช้ค เพื่อป้องกันการ ลอยตัวของล้อหน้าและทำความเร็วได้ดียิ่งขึ้น เพราะลดแรงต้านทานส่วนใหญ่แล้วนิยมใช้ชุดโช้คหน้าของ ฮอนด้า โนว่า เนื่องจากมีน้ำหนักเบา หาง่าย ไม่แพง ทางด้าน
โช้คอัพหลัง มักใช้ของเดิมตกแต่งสปริงอัดน้ำมันใหม่ หรือตัดสปริง ออกให้สั้นกว่าเดิม
ด้านเบรคหน้า จะใช้ชุดดิสก์ของเทน่า หรือ ของ ลีโอทั้งชุดเจียร์แผ่นดิสก์บางให้สวยงาม พร้อมเจาะรูลดน้ำหนักลดแรง เสียดทาน ส่วน
เบรคหลัง นิยมใช้ดรัมเบรค
 
ระบบขับเคลื่อน
สเตอร์ สเตอร์หน้าส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 14 ถึง 15 ฟัน ส่วนด้านหลัง จะอยู่ราว 37 ถึง 45 ฟัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ น้ำหนักของคนขี่ ควรเป็นสเตอร์อลูมิเนียมหรือไทเทเนียมจะเบาและแข็งแรง แต่ก็มีราคาแพงและหายาก พอสมควร
ด้านวงล้อ วงล้ออลูมิเนียม DID กับ AKRONT จะเป็นที่นิยมพอๆกัน ด้านหน้าจะอยู่ที่ 17 นิ้ว ส่วนด้านหลังจะเป็นขอบ 18 นิ้ว
ทางด้านยาง BRIDGSTONE 390 ขนาด 2.50-18 จะถูกวางไว้ตายตัว ด้านหน้าส่วนใหญ่เล่น M 35 ขนาด 2.00 กำลังสวย
โซ่ ขนาดของโซ่ที่พอดีกับการตกแต่งแบบแดร็กไบค์ก็คือ โซ่ ขนาด 415,420 ข้อบาง มีด้วยกันหลายยี่ห้อ ทั้งนี้นักแข่งและทีมงานควรใช้วิจารณญานในการตัดสินใจเลือก
 
การเจาะเฟรม
การเจาะเฟรมนั้นจะใช้สว่านเจาะเหล็กขนาด 3-4 หุน ทำการเจาะเข้าไปที่ตัวเฟรมซึ่งมีความแข็งแกร่งจากนั้น จะใช้สว่านดอกจำปาตามขนาดที่ต้องการเจาะเข้าไปอีกทีส่วนขนาดก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าของรถเอง ว่าจะเจาะขนาดเล็กใหญ่แค่ไหน หลังจากเจาะเสร็จก็จะตกแต่งด้วยหินเจียร์ชนิดละเอียดหรือกระดาษทราย หรือตะไบก็ตามสะดวก ทำสีทับอีกครั้งเป็นอันสวยงามใช้ได้
 
การปาดเฟืองเกียร์ปาดคลัทซ์
ก่อนจะเจาะเทคนิคการปาดเฟือง ปาดคลัทซ์ซึ่งเป็นเคล็ดลับเด็ด ผมจะอธิบายการทำงานของชื่อสั้นๆของคำว่า "เกียร์" แต่มีความหมายสำหรับรถทุกคันต้องมี เฟืองเกียร์ต่างๆและการทำงานของระบบคลัทซ์เพื่อที่ท่านผู้อ่านที่ใช้รถทั่วไป หรือท่านผู้อ่านที่เข้าใจแล้วก็อาจ ผ่านตรงนี้ไปเลยทีนี้มาที่ระบบการทำงานของเกียร์
 
เกียร์ ( GEAR )
เกียร์ เป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญไม่ใช่น้อยหรือพูดได้ว่าพี่ไปไหนน้องไปด้วย แต่น้อยนักที่จะดัดแปลงหรือ ตกแต่ง เพราะเกียร์ซ่อนอยู่ในเครื่อง จึงเป็นเรื่องสาหัสเอาการเหลือเกินที่จะถอดมาเช็ค เพราะต้องอาศัยประสบการณ์ ของผู้ถอด เกียร์นั้นมีความสำคัญกับความเร็วของรถว่าจะขับไปด้วยความเร็วเท่าไหร่หรือการออกตัวที่ต้องการ แรงฉุด เพื่อให้รถที่ออกแบบมามีประสิทธิภาพการเคลื่อนที่อย่างสูงสุด อย่างเช่น เมื่อรถวิ่งด้วยความเร็วที่เกียร์ ต่ำที่รอบเครื่องยนต์ 5000 รอบ/นาที กับรถที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงที่รอบเครื่องยนต์ 5000 รอบ/นาที สิ่งที่ ต่างกันดังจะเห็นได้ชัดคือ เกียร์ที่ใช้แต่รอบเครื่องยนต์เท่ากันความเร็วของรถจะแตกต่างกันแต่ในขณะเดียวกันเมื่อ รถเริ่มเคลื่อนที่การออกตัวด้วยเกียร์สูงนั้นจะต้องใช้รอบที่สูงกว่าหรือออกตัวไม่ได้ เกียร์ต่างๆของรถมอเตอร์ไซค์ ทุกคันจึงมีและเกียร์ทุกเกียร์มีความสำคัญไม่แพ้กันทุกเกียร์โดยไม่สามารถแยกกันได้
 
การปาดเกียร์
การปาดเกียร์จะมีความยุ่งยากสักนิดเพราะต้องอาศัยประสบการณ์และความรู้อย่างมาก เพราะเครื่องยนต์ต้องมีการ ผ่าเครื่องถอดชิ้นส่วนของเครื่องออกเพื่อนำเกียร์ต่างๆที่อยู่ในเพลาราวคลัทซ์ และต้องถอดเกียร์ออกมาและส่งให้ทาง โรงกลึงจัดการปาดออก หรือจะเจียร์ด้วยหินขัด ส่วนการปาดออกนั้นจะมากหรือน้อยขึ้นขึ้นอยู่กับความหนาของเฟือง เกียร์จะอยู่ที่ประมาณ 0.2 เซ็นติเมตร
 
ประโยชน์จากการปาดเกียร์
ประโยชน์นั้นจะทำให้หน้าสัมผัส เฟืองเกียร์ย่นระยะการสัมผัสทำให้มีความเร็ว และสะดวกขึ้นน้ำหนักของเฟืองเกียร์ จะน้อยทำให้การหมุนของเพลาราวคลัทซ์เกิดความคล่องตัวและสำหรับการปาดนี้จะสมบูรณ์ได้ต้องมีการทำให้ หน้าสัมผัสเฟืองตามหรือ เพลาราวคลัทซ์ให้กระชับพอดี ช่วยให้น้ำหนักของชุดเกียร์เบาขึ้น ลดกำลังฉุดของเครื่องยนต์ ถึงแม้ว่าการปาดออกเพียงนิดเดียวแต่ประโยชน์ที่ได้ จะมากมายกว่าเดิมหลายเท่า แต่ผลเสียก็คือทำให้เฟืองเกียร์สึกหรอเร็วขึ้น
 
คลัทซ์ ( CLUTCH )
คลัทซ์ ส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญหลักการทำงานคือ การตัดกำลังจากเครื่องยนต์กับชุดเกียร์ เช่น เมื่อรถวิ่งอยู่และมี การเปลี่ยนเกียร์ ถ้าไม่มีคลัทซ์กำลังของเครื่องยนต์จะไม่ลดลงย่อมเป็นเรื่องยากที่จะเข้าเกียร์ เพราะความเร็วของ การหมุนของชุดเฟืองเพลาราวคลัทซ์กับชุดเฟืองตาม(เพลาราวสเตอร์) จะมีความเร็วไม่เท่ากันจึงเข้ายากหรือทำ ความเสียหายกับชุดเฟืองนั้น นอกจากนี้ภายในเสื้อคลัทซ์ยังประกอบไปด้วยแผ่นคลัทซ์หลายแผ่นเพื่อลดแรงกระชากเวลาเปลี่ยนเกียร์ เพื่อให้เกิด ความนิ่มนวลเวลาเข้าเกียร์
 
การปาดคลัทซ์
ชื่อเรียกการปาดคลัทซ์นี้เราจะไม่ปาดแผ่นคลัทซ์โดยตรงแต่จะเป็นการปาดฟันเฟืองคลัทซ์เพื่อให้มีพื้นผิวในการ แตะกับฟันเฟืองขับให้มีหน้าสัมผัสน้อยและเพิ่มความรวดเร็วในการทำงานรวมทั้งยังช่วยลดน้ำหนักภายในเครื่อง การปาดเฟืองขับคลัทซ์นั้นจะปาดออกประมาณ 1 มม. มากหรือน้อยตามความต้องการของผู้แต่งแต่การปาดมากก็ จะทำให้ความแข็งแรงน้อยลงเพราะฟันเฟืองคลัทซ์จะมีขนาดบางมาก
 
การเปลี่ยนสปริงคลัทซ์
เพื่อให้คลัทซ์มีความคล่องตัวและรวดเร็วขึ้นเมื่อปล่อย มือบีบคลัทซ์ จึงมีการดัดแปลงสปริงให้ดีดตัวได้รวดเร็วขึ้น เพื่อเวลาเปลี่ยนเกียร์จะได้เกิดความรวดเร็วและลดกำลังเครื่องฟรี ซึ่งทำให้การเปลี่ยนเกียร์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้หน้าสัมผัสจับแน่นขึ้นกว่าเดิมด้วยแรงกดของสปริงในอัตราที่เหมาะสม ส่วนใหญ่จะใช้สปริงเดิมที่ติดมากับ รถแข่งประเภทวิบาก
และมีอีกวิธีหนึ่งที่ไม่ต้องเปลี่ยนสปริงแต่ใช้ของเดิม คือการเจียร์แท่นยึดน็อตสปริงคลัทซ์ออก และทำได้สำหรับรถ ที่มีระบบบีบคลัทซ์แล้วดึงออกส่วนระบบบีบคลัทซ์แล้วดีดเข้าจะทำไม่ได้
 
เมื่อรู้ถึงระบบการทำงานและการดัดแปลงแล้วสิ่งที่ควรเรียนรู้ต่อไปคือ การบำรุงรักษา และการสังเกตุอาการผิดปกติของระบบคลัทซ์ และระบบเกียร์ วิธีการซ่อมแซมอาจจะยุ่งยากและซับซ้อนพอสมควรต้องอาศัยจากประสบการณ์และความชำนาญของผู้ตกแต่งด้วย รถของท่านจึงจะมีความสมบูรณ์สูงสุด มีความพร้อมที่จะแข่งขันกับคู่ต่อสู้ได้ครับ
 
จากหนังสือ HOT MODIFY

 

3. การบำรุงรักษามอไซค์ให้อยู่กับเราไปนานฯ

  ผู้ใช้มอเตอร์ไซค์ในการเดินทางคงคุ้นเคยกับศัพท์เหล่านี้มาบ้างแต่เคยตั้งใจที่จะอ่านเพื่อ ให้รู้แน่ว่ามันคืออะไรกันบ้างไหม เผื่อบ้างทีมีโอกาสคุย กับคนอื่นจะได ้ไม่ต้องทำแค่ยืน ทำตาปริบๆ

ขนาด
ในที่นี้ก็คือ ความกว้าง ความยาว ความสูงของตัวรถ โดยความสูงจากพื้นนั้น จะวัดจากพื้นขึ้น ไปจนถึงจุดต่ำสุดของตัวรถ ส่วนความกว้างนั้น จะวัดกันที่ปลายแฮนด์ด้าน หนึ่งไปจนถึง ปลายแฮนด์อีกด้านหนึ่ง ส่วนความสูงของตัวรถนั้น วัดจากจุดที่ล้อแตะพื้นจนถึงจุด ที่สูง ที่สุดของตัวรถ (ไม่รวมกระจกมองหลัง) ช่วงห่างล้อ นั้นวัดที่แกนล้อหน้าถึงแกนล้อหลัง ส่วนความยาวของรถวัดขากขอบยางหน้า จนถึงขอบยางหลัง หรือบังโคลนท้าย

น้ำหนัก
มีการชั่งอยู่ 2 แบบ คือ
     1. น้ำหนักสุทธิ เป็นน้ำหนักตัวรถล้วนๆ ไม่รวมของเหลวที่เติมเข้าไป เช่น น้ำมัน น้ำมันเครื่อง น้ำยาหล่อเย็น(สำหรับหม้อน้ำ) หรือน้ำกลั่น ซึ่งข้อมูลรถส่วนใหญ่ จะบอก น้ำหนักสุทธิเป็นส่วนมาก
     2. น้ำหนักรถ เป็นน้ำหนักรวมของรถเมื่ออยู่สภาพพร้อมใช้งานจริง คือของเหลวทุก จุดมีการเติมเรียบร้อยเหมือนการใช้งานจริง ซึ่งจะทำให้น้ำหนักที่ได้จะมากกว่าน้ำหนักสุทธิ

เครื่องยนต์
ซึ่งจะมีทั้งแบบ 4 จังหวะ และแบบ 2 จังหวะ

ระบบระบายความร้อน
ระบบระบายความร้อนในมอเตอร์ไซค์นั้นมีหลายระบบดังนี้
     1. ระบายความร้อนด้วยน้ำ คือการใช้น้ำไปหมุนเวียน และนำความร้อนที่เกิดจาก เครื่อง ยนต์มาถ่ายเทสู่บรรยากาศที่บริเวณแผงรังผึ้ง
     2. ระบายความร้อนด้วยอากาศ ระบบนี้นิยมกันมากในรถเล็ก เนื่องจากเครื่องยนต์ มีความร้อนไม่มากนั้น บริเวณเสื้อสูบก็จะมีครีบสำหรับเพิ่มพื้นที่ถ่ายเทความร้อนสู่บรรยากาศ
     3. ระบายความร้อนด้วยน้ำมันเครื่อง หรือที่รู้จักกันในนาม ออยล์คูลเลอร์ หลักการคล้ายๆ หม้อนน้ำ คือมีการหมุนเวียนของน้ำมันเครื่องที่เกิดความร้อนจากการหล่อลื่น ไปสู่งแผงรังผึ้ง ระบายความร้อน ถ่ายเทความร้อนสู่บรรยากาศ จากนั้น น้ำมันเครื่องที่เย็นตัวลง จะกลับเข้า สู่เครื่องยนต์เพื่อหล่อลื่นเครื่องยนต์ต่อไป ซึ่งน้ำมันเครื่องเมื่อมีอุณหภูมิสูงขึ้นแล้วนั้น จะส่ง ผลต่อประสิทธิภาพต่อการหล่อลื่นโดยตรง คือจะลดความหนืดลงไป (ใสขึ้น) ทำให้การ หล่อลื่นด้อยลง

ระบบวาล์ว
จะมีในสเปกเครื่องยนต์ 4 จังหวะ โดยมีระบบต่างๆ ดังนี้
     OHV  ( โอเวอร์เฮดแคมชาร์ฟ) หรือที่รู้จักกันในนาม เครื่องตะเกียบ คือแคมชาร์ฟ (เพลาราวลิ้น หรือเพลาลูกเบี้ยว)จะอยู่บริเวณตีนเสื้อสูบ ขับวาล์วโดยการ ใช้ก้านกระทุ้ง (ที่มาของคำว่าเครื่องตะเกียบ) ไปกระทุ้งวาล์ว ที่อยู่บริเวณฝาสูบ มักจะพบในรถรุ่นเก่าๆ และรถ ฮาร์เลย์ เดวิดสัน
      OHC  (โอเวอร์เฮดแคมชาร์ฟ) หรือ SOHC (ซิงเกิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ฟ) ก็คือ แคมชาร์ฟ อยู่เหนือลูกสูบ คืออยู่ที่ฝาสูบ ขับวาล์วโดยตรง ( direct drive) หรือใช ้กระเดื่อง กดวาล์ว แต่รถจักรยานยนต์ส่วนมากจะใช้กระเดื่องกดวาล์วเป็นส่วนใหญ่ ระบบนี้พบได้ทั่วไป ในรถเล็ก เช่น ฮอนด้า ดรีม ฮอนด้า โซนิก เป็นต้น
     DOHC  (ดับเบิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ฟ) คือมีแคมชาร์ฟ จะมี 2 แท่ง อยู่ที่ฝาสูบ อาจจะขับวาล์วโดยตรง หรือใช้กระเดื่องกดวาล์ว(ในรถรุ่นเก่า) ระบบนี้จะทำให้สามารถ ใช้วาล์วได้มากกว่าระบบอื่น
      ส่วนจำนวนวาล์วนั้น ก็จะมีตั้งแต่ 2 วาล์ว(ไอดี 1 ไอเสีย 1) 3 วาล์ว(ไอดี 2 ไอเสีย 1) 4 วาล์ว(ไอดี 2 ไอเสีย 2) 5 วาล์ว(ไอดี 3 ไอเสีย 2) หรืออาจจะมีถึง 8 วาล์ว(ไอดี 4 ไอเสีย 4) ในรถฮอนด้า เอ็นอาร์ 750 แต่ลูกสูบจะเป็นแบบวงรี จึงทำให้มีพื้นที่ในการบรรจุวาล์วมาก
ในรถจักรยานยนต์ 2 จังหวะนั้น ระบบที่นิยมในปัจจุบันคือ รีดวาล์ว หคือแคร้งเครสรีดวาล์ว มีลักษณะเป็นแผ่นลิ้นบางๆ ติดตั้งอยู่ที่ช่องทางไหลของไอดี และจะเปิดทางให้ไอดี ผ่าน เข้าสู่เครื่องยนต์ในจังหวะดูด และรีดวาล์วจะปิดช่องทางไอดีไม่ให้ไหล ย้อนกลับด้วยแรงอัด ในขณะที่ลูกสูบเคลื่อนที่ลง

ขนาดความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.)
แสดงให้เห็นถึงขนาดของเครื่องยนต์ โดยสามารถวัดขนาดของ ซี.ซี. ได้จากการคำนวณ ปริมาตรลูกสูบในช่วงเคลื่อนที่ในกระบอกสูบ คือ จากศูนย์ตายบนถึงศูนย์ตายล่าง สำหรับ เครื่องยนต์ 2 สูบ ขึ้นไป ให้รวมจำนวน ซี.ซี. ทั้งหมดเข้าด้วยกัน

ระบบจุดระเบิด
เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้เกิดประกายไฟแรงสูงที่เขี้ยวหัวเทียน เพื่อจุดระเบิดไอดี สำหรับรถผู้หญิงและรถสกูตเตอร์นั้น มักจะใช้ระบบจุดระเบิดแบบ C.D.I.

ระบบน้ำมันหล่อลื่น
มี 2 ระบบคือ
ระบบน้ำหมันหล่อลื่นแบบใช้ปั๊ม (รถ 4 จังหวะ) ซึ่งจะใช้น้ำมันเครื่อง เป็นตัวหล่อลื่นเครื่องยนต์ทั้งระบบ ตั้งแต่เพลาราวริ้น กระบอกสูบ ชุดข้อเหวี่ยง จนไปถึงชุดเกียร์และคลัทช์(กรณีเป็นแบบคลัทช์เปียก)
ระบบหล่อลื่นแบบแยกส่วน หรือใช้ออโตลูป (รถ 2 จังหวะ) คือจะแยกส่วนการหล่อลื่นกัน โดยชุดเกียร์และคลัทช์นั้น จะใช้น้ำมันเกียร์หล่อลื่น ส่วนการหล่อลื่นกระบอกสูบและข้อเหวี่ยงนั้น จะใช้น้ำมันออโตลูปเป็นตัวหล่อลื่น โดยจะรวมมากับไอดีและจะถูกเผาไหม้ไปพร้อมกับไอดี

ระบบคลัทช์
มีทั้งคลัทช์เปียกหลายแผ่นซ้อนกัน (แช่ในน้ำมันเครื่อง) ซึ่งรถใช้งานส่วนใหญ่จะใช้ระบบนี้ และคลัทช์แห้งหลายแผ่นซ้อนกัน ซึ่งจะไม่มีน้ำมันเครื่องมาเกี่ยวข้องเลย นิยมใช้ในรถแข่ง เนื่องจากเสียงการทำงานดังมาก และสึกหรอเร็ว แต่ให้ประสิทธิภาพการจับตัวของแผ่นคลัทช์ดีกว่าคลัทช์เปียก

ระบบสตาร์ท
มี 2 แบบ คือ ระบบสตาร์ทไฟฟ้า คือใช้มอเตอร์เป็นตัวสตาร์ท เช่นในรถครอบครัว และระบบสตาร์ทเท้า ใช้เท้าเหยียบคันสตาร์ท

แรงม้าสูงสุด
คือแรงที่เครื่องยนต์สามารถฉุดลากรถให้วิ่งไปได้ในระยะทางและในระยะเวลาหนึ่งๆ โดยที่ “ 1 แรงม้า จะเท่ากับ งานที่เกิดจากการเคลื่อนวัตถุหนัก 75 กก. ไปได้ระยะทาง 1 เมตร ภายใน 1 นาที ” ใช้เปรียบเทียบแสดงค่าหน่วนวัดเป็นแรงม้า ซึ่งในขณะที่ เครื่องยนต์ทำงานเต็มที่ แรงม้าที่ได้ก็คือแรงม้าสูงสุด ซึ่งจะเกิดขึ้นในรอบเครื่องยนต์ที่ต่าง กันไป เช่น แรงม้าสูงสุดของรถสปอร์ต 150 ซี.ซี. คันหนึ่งเท่ากับ 35 PS ที่ 10500 รอบ/นาที แต่ถ้าเป็นรถที่เน้นการใช้งานในรอบต่ำๆ เช่นรถ ชอปเปอร์ หรือ ครูสเซอร์ แรงม้าก็จะมาที่รอบต่ำกว่า เช่น 25 PS ที่ 4500 รอบ/นาที เป็นต้น ซึ่งจะขับขี่ได้ง่ายกว่า รถสปอร์ต แต่ความแรงก็จะน้อยกว่าเช่นกัน และหน่วยของแรงม้านั้น มีหลายหน่วยที่ใช้วัด เช่น PS PS(DIN) HP หรือ กิโลวัตต์ ซึ่งวิธีวัดก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละระบบ

แรงบิดสูงสุด
แรงบิด(torque) ก็คือแรงฉุดลากของเครื่องยนต์ หรือกำลังของเครื่องนั่นเอง ไม่ใช่ความเร็ว ซึ่งจะส่งผลไปถึงอัตราเร่งนั่นเอง โดยเป็นแรงบิดของเพลาข้อเหวี่ยง คือ เมื่อเครื่องยนต์ทำงานเพลาข้อเหวี่ยงจะหมุนในอัตรา…รอบ/นาที และจะเกิดแรงบิดขึ้น ซึ่งในขณะเครื่องยนต์ทำงานเต็มที่นั้น แรงบิดที่ได้ก็คือ แรงบิดสูงสุด ซึ่งจะเกิดในรอบ เครื่องยนต์ที่ต่างกัน เช่นเดียวกับแรงม้าสูงสุด เช่น 2.75 กก.-ม.(กิโลกรัม-เมตร)/6500 รอบ/นาที ซึ่งหมายถึง เพลาข้อเหวี่ยงหมุนไป 6500 รอบ/นาที เกิดแรงบิดขึ้น 2.75 กก.-ม. (1 กก.-ม. หมายถึงงานซึ่งเกิดจากการหมุนวัตถุที่มีรัศมี 1 เมตรไปได้โดยใช้แรง 1 กก.) ซึ่งในรถที่มีแรงบิดมาในรอบต่ำๆ เช่น 5000 รอบ ก็จะทำให้การขับขี่ไม่ต้องใช้คันเร่งมาก เช่นในรถชอปเปอร์ ส่วนรถสปอร์ตนั้น แรงบิดมาที่รอบค่อนข้างสูง เช่น 8000 รอบ/นาที ขึ้นไป โดยจะอยู่ในรอบใกล้เคียงกับแรงม้าสูงสุด

รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด
หมายถึง การหักเลี้ยวของรถไปด้านใดด้านหนึ่งจนสุด ในขณะที่รถอยู่ในลักษณะตั้งฉากกับพื้น แล้วหมุตรอบตัวเองเป็นวงกลม รัศมีของวงกลมนั้นก็คือ รัศมีวงเลี้ยวแคบสุดของรถคันนั้น

มุมไต่
เป็นมุกที่แสดงให้เห็นว่าในขณะที่รถอยู่ในตำแหน่งเกียร์ต่ำ จะสามารถไต่ขึ้นเนินได้เท่าไหร่ ซึ่งส่วนใหญ่รถ 1 จังหวะจะมีมุมไต่ที่ดีกว่า รถ 2 จังหวะ เนื่องจากเครื่องยนต์ 4 จังหวะ มีแรงบิดในรอบต่ำที่ดีกว่ารถ 2 จังหวะ ที่มีความจุเท่ากัน

อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง
การคำนวณพิจารณาจากการใช้น้ำมัน 1 ลิตร รถจะวิ่งไปได้ไกลกี่กิโลเมตร เช่น 100 กม./ลิตร (ค่าที่ได้จากการทดสอบ ความเร็วที่ 30 กม./ชม.) คือ เมื่อรถวิ่งด้วยความเร็วคงที่ 30 กม./ชม. บนทางเรียบจะสามารถไปได้ไกล 100 กม. โดยใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 1 ลิตร นั่นเอง

ขนาดยาง
การบอกขนาดความกว้างของหน้ายางนั้น มีทั้งบอกขนาดเป็น "นิ้ว" เช่น 2.75 นิ้ว ขอบ 17 คือใช้กับวงล้อขอบ 17 นิ้ว และบอกขนาดยางเป็นมิลลิเมตร เช่น 100/70 ขอบ 17 คือ หน้ายางกว้าง 100 มม. แก้มยางสูงเป็น 70 % ของหน้ายาง คือ 70 มม. ใช้กับขอบล้อขนาด 17 นิ้ว โดยที่ 1 นิ้ว = 2.54 ซม.

ขนาดล้อ
คือขนาดความกว้างกระทะล้อ มักจะบอกเป็นนิ้ว เช่น กระทะล้อกว้าง 2.5 นิ้ว คือความกว้าง ของกระทะล้อ ส่วนที่ใส่ยางนอกนั่นเอง และขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของล้อ ก็จะบอกขนาด เป็นนิ้วเช่นกัน เช่น 17 นิ้ว 18 นิ้ว เป็นต้น

มุมแคสเตอร์/ระยะเทรล
มุมแคสเตอร์ คือ มุมซึ่งอยู่ระหว่างแนวแกนช็อคอัพหน้ากับเส้นที่ลากตั้งฉากกับพื้นถึงคอรถ
ระยะเทรล คือ ระยะห่างระหว่างเส้นตั้งฉากที่ลาด จากพื้นดินผ่านจุดศูนย์กลาง ของแกนล้อ หน้ากับ เส้นที่ลากต่อขนานออกจากแกนช็อคอัพหน้าตัดกับพื้นดิน ระยะทั้ง 2 มีความ สัมพันธ์กันคือ ถ้ามุมแคสเตอร์ยิ่งมีองศามากขึ้น ระยะเทรลก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ยกตัวอย่างรถที่มีมุมแคสเตอร์และระยะเทรลมาก เช่น รถชอปเปอร์ และรถครูสเซอร์ เป็นต้น ซึ่งจะมีผลดีต่อการทรงตัวในทางตรง แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้ามุมแคสเตอร์น้อยลง ระยะเทรลก็จะน้อยลงไปด้วย เช่นในรถสปอร์ต ซึ่งจะมีความมั่นคงในทางโค้งมากขึ้น

ตัวถัง
มีหลายลักษณะ คือ
     - แบบทวินสปาร์ เช่น ในรถ ฮอนด้า เอ็นเอสอาร์ เป็นต้น
     - แบบดับเบิ้ลเครเดิล หรือทรงเปลคู่ เช่น ในรถ ยามาฮ่า อาร์เอ็กแซด เป็นต้น
     - แบบอันเดอร์โบน หรือแบ็คโบนพื้นต่ำ เช่นในรถครอบครัว
     - แบบไดมอน หรือทรงเปลเดี่ยว เช่น พวกรถคัสตอม หรือรถจักรยานยนต์รุ่นเก่าๆ   (เช่นฮอนด้า วิง)

ระบบกันสะเทือน
ในด้านหน้า มีทั้งแบบ เทเลสโคปิก ซึ่งก็คือช็อคอัพหัวตั้งแบบที่ใช้งานกันทั่วไป และ แบบเทเลสโคปิก อัพไซด์ดาวน์ หรือ ช็อคหัวกลับนั่นเอง นอกจากสองระบบดังกล่าวแล้ว ยัง มีระบบอื่นๆ อีกหลายแบบ เช่น ระบบสวิงอาร์ม เช่นเดียวกับล้อหลัง เช่น ในรถ บิโมต้า เทซี่ หรือแบบเทเลเลเวอร์ โดยจะมีแขนยึดและช็อคอัพแยกตัวออกไป แบบในรถ บีเอ็มดับบลิว
ส่วนในด้านหลังนั้น ส่วนใหญ่จะใช้ระบบสวิงอาร์ม จุดหมุนเดียว และมีทั้งแบบช็อคอัพคู่และ ช็อคอัพเดี่ยว ซึ่งในรถที่ใช้ช็อคอัพเดี่ยวนั้น ก็จะแยกออกเป็นแบบ โมโนช็อค คือ กระบอกช็อคยึดกับสวิงอาร์มโดยตรง เช่น ยามาฮ่า วีอาร์ ทีแซดอาร์ เจอาร์ เป็นต้น (ไม่ใช่ระบบโมโนครอส ตามที่ยามาฮ่าระบุมาแต่อย่างใด) กับแบบใช้กระเดื่องทดแรง เช่น ในรถ คาวาซากิ เคอาร์ ซูซูกิ อาร์จีวี และ อาร์จี แกมม่า เป็นต้น และนอกเหนือจากนี้ ยังมีแบบโฟร์บาร์ลิ้งค์เกจ ซึ่งก็จะเป็นระบบคล้ายๆ กับระบบกันสะเทือนแบบปีกนก 2 ชั้น ในรถยนต์นั่นเอง (หาดูได้จากช่วงล่างด้านหน้าของรถกระบะ) ดังเช่นในรถ โมโตกุซซี่ บางรุ่น และระบบโปรอาร์ม(ชื่อเรียกเฉพาะของฮอนด้า) หรือสวิงอาร์มแขนเดี่ยว เช่นในรถ ฮอนด้า เอ็นเอสอาร์ 150 เอสพี

ระบบเบรค
ส่วนใหญ่จะใช้อยู่ 2 ระบบก็คือ
     1. ดรัมเบรค ทำงานโดยใช้ระบบกลไกล และสายเคเบิล
     2. ดิสก์เบรค ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้แบบไฮดรอลิก 100 % คือใช้น้ำมันไฮดรอลิก ไปดันลูกสูบ คาลิเปอร์ แต่ก็มีระบบอื่นๆ อีกเช่น สายถึงไฮดรอลิก (พบในรถรุ่นเก่าๆ) คือใช้สายเคเบิล ส่งแรงไปกดแม่ปั๊มที่คาลิเปอร์ และแบบใช้สายเคเบิลอย่างเดียว ซึ่งระบบนี้จะ ให้ประสิทธิภาพที่ต่ำสุด โดยใช้กลไกที่คาลิเปอร์ไปดันลูกสูบ ซึ่งส่วนใหญ่จะ มีใช้ในรถ ที่ความเร็วต่ำๆ หรือในรถ ATV บางรุ่น

ต่อไปนี้เมื่อใครพูดถึงเรื่องของมอเตอร์ไซค์ ท่านสามารถที่จะร่วมวงสนทนา ได้อย่างสนุกสนานอย่างแน่นอน...........ขอให้สนุกกับการสนทนานะครับ

                          2. ครบเครื่องเรื่องมอไซค์

  เรื่องดีๆที่ผู้ใช้ควรทราบ

รถจักรยานยนต์เป็นหนึ่งในยานพาหนะยอดนิยม ยิ่งในยุคน้ำมันแสนจะแพงอย่างเช่นทุกวันนี้ตามเมืองใหญ่ๆที่จราจรติดขัด ดูเหมือนรถจักรยานยนต์จะเป็นพาหนะที่น่าใช้มากที่สุด เพราะอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลืงจะประหยยัดกว่ารถยนต์มาก เมื่อมีผู้หันมาใช้รถจักรยานยนต์มากขึ้น แต่ยังขาดเรื่องของการดูแลรักษาอาจจะยังไม่เข้าใจ จึงนำเสนอการดูแลรักษาเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมงานใช้เสมอมาฝาก

ล้อและยาง

เริ่มต้นกันที่ " ลมยาง" การเติมลมทุกครั้งควรมีการวัดลมยางให้ได้ตามที่สเป็คกำหนดเพื่อยืดอายุการใช้งานของยาง อีกทั้งช่วยในการทรงตัวและลดแรงกระแทก สำหรับแรงดันลม ยางหน้าใช้ 28 ปอนด์ ยางหลัง 30-32 ปอนด์ (ขึ้นอยู่กับรุ่นและน้ำหนักบรรทุก) และเพื่อความแน่นอนควรมีเกจ์วัดแรงดันลมแบบพกพาเอาไว้เพื่อได้ค่าที่ถูกต้อง

ระบบไฟ และ แบตเตอร์รี่

ระบบไฟและแบตเตอร์รี่ ที่เราต้องคอยดูแลบำรุงรักษาเป็นประจำเพื่อป้องกันปัญหาเรื่องระบบไฟ โดยเแพาะแบตเตอร์รี่แบบเติมน้ำกลั่น ต้องหมั่นตรวจระดับของน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับที่กำหนดเสมออย่าปล่อยให้น้ำกลั่นแห้ง ส่วนถ้าแบตเตอร์รี่แบบแห้งไม่ต้องดูแลมาก แค่เช็คที่ขั้วของแบตเตอร์รี่อย่าให้สกปรกเป็นพอ

หัวเทียน

สำหรับเรื่องของ " หัวเทียน " ควรเลือกใช้ให้ตรงตามสภาพการใช้งานและเครื่องยนต์ อย่าได้คิดเป็นอันขาดว่าเมื่อใช้หัวเทียนแบบที่ใช้ในรถแข่งแล้วรถจะแรง เพราะรถแข่งในสนามได้ผ่านการโมดิฟายมาแล้ว ไม่เหมือนรถบ้าน

กรองอากาศและไส้กรอง

ซึ่งรับหน้าที่ในการกรองฝุ่นละอองที่ปะปนอยู่ในอากาศไม่ให้เข้าไปภายในตัวเครื่องยนต์ แต่เมื่อใช้งานผ่านไปนานๆกรองอากาศจะตัน มีส่วนทำให้ส่วนผสมไอดีเปลี่ยนไป เครื่องยนต์จะกินน้ำมันมากขึ้นและวิ่งไม่ค่อยออก ฉะนั้นควรทำความสะอาดไส้กรองทุกๆ 4,000 กม. และเปลี่ยนใหม่ทุกๆ 12,000 กม. แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งานด้วย หากเป็นที่มีฝุ่นมากๆ การทำความสะอาดต้องบ่อยมากขึ้น

น้ำมันเครื่องของรถ 4 จังหวะ

สำหรับรถจักรยานยนต์ 4 จังหวะ การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องควรเปลี่ยนตามเวลาที่ทางผู้ผลิตได้กำหนดไว้ แต่หากว่ารถมีการใช้งานหนักหรือว่าจอดติดไฟแดงบ่อยๆนานๆ การเปลี่ยนถ่ายก็ต้องเร็วกว่าเดิมเพื่อรักษาชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์
สหรับรถจักรยานยนต์ 2 จังหวะ ควรมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์บ้าง เพราะน้ำมันหล่อลื่นเมื่อใช้ไปนานๆประสิทธภาพการหล่อลื่นจะลดลง ส่งผลให้คลัทช์และชุดเกียร์ตัดส่งกำลังไม่ได้ดีเหมือนเดิม

ออโต้ลูป สำหรับเครื่องยนต์ 2 จังหวะ

ซึ่งสำคัญมากในระบบการทำงานของเครื่องยนต์ 2 จังหวะ เพราะ จะช่วยให้จังหวะการหล่อลื่น ระหว่างลูกสูบ และกระบอกสูบเป็นไปอย่างต่อเนื่องเต็มประสิทธิภาพ ฉะนั้นผู้ที่ใช้เครื่องยนต์ 2 จังหวะ ออโต้ลูปจะต้องมีอยู่ในระบบเสมอ

รถจักรยานยนต์เกียร์ ออโตเมติค CVT ( Continous Variable Tranmission )

หรือที่เรียกกันว่า " รถสายพาน " ตอนนี้กำลังเป็นที่นิยมของ ผู้ที่ใช้รถจักรยานยนต์ทุก ระดับชั้น สำหรับการดูแลรถสายพานจะแบ่งการดูแลรักษาออกเป็น 2 ส่วน คือ
   - เครื่องยนต์
   - ระบบขับเคลื่อน
ในส่วนของเครื่องยนต์ การดูแลรักษาก็เหมือนกับเครื่องยนต์ 4 จังหวะทั่วไป เช่น การตรวจ เช็คระยะห่างของวาล์ว, เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ,ทำความสะอาดกรองอากศ เป็นต้น
อีกส่วน คือ ระบบขับเคลื่อน ซึ่งจะแตกต่างไปจากรถที่ใช " ้โซ่ " เพราะในชุดสายพาน มีกลไก การทำงานที่ต้องดูแลรักษาพอๆ กับเครื่องยนต์เลยทีเดียว เริ่มจาก
- ไส้กรองอากาศชุดสายพาน ให้ทำความสะอาดทุกๆ 3,000 กม.
- สวิงอาร์มตรวจสอบการหลวมคลอน และอัดจาระบีทุกๆ 24,000 กม.
- การรั่วซึมของน้ำมันเฟืองท้ายเมื่อครบ 1,000 กม.แรก และ ทุกๆ 3,000 กม.
- เปลี่ยนน้ำมันเฟืองท้ายเมื่อครบ 1,000 กม.และทุกๆ 10,000 กม.
- สายพาน V ให้ตรวจสอบการชำรุดเสียหายและสึกหรอเมื่อครบ 7,000 กม. และทุกๆ 3,000 กม.
- ตัวสายพานควรเปลี่ยนใหม่เมื่อครบ 25,000 กม.

 

http://tarad.com/motorcyc

 

SUZUKI K125 M2 สภาพดี ดีดี เครืองดี มีทะเบียน เพียง 13,000 บ. ติดต่อ อ.ชัช 01-7146790
รหัสสินค้า: 000023
ราคา 13,000.00 บาท
รายละเอียด: SUZUKI K125 M2 สภาพดี ดีดี เครืองดี มีทะเบียน เพียง 13,000 บ. เหมาะสมหรับผู้ชอบรถโบราณ ทำเครืองแล้ว อุปกรณ์ครบ รถสวยพอใช้ สนใจ
ติดต่อ อ.ชัช 01-7146790
Tell a Friend
ขาย YAMAHA YL2 สภาพสวยทำสี ปัดเงาแล้ว เครื่องดี 14,000 บ.มีรูป เหมาะสำหรับผู้ชอบรถโบราณ อาจารย์ชัช 0
รหัสสินค้า: 000025
ราคา 14,000.00 บาท
รายละเอียด: ขาย YAMAHA YL2 สภาพสวยทำสี ปัดเงาแล้ว เครื่องดี 14,000 บ.มีรูป เหมาะสำหรับผู้ชอบรถโบราณ อาจารย์ชัช 01-7146790 หมายเหตุ รถสวยมาก ทะเบียนพร้อม
หากชอบรถโบราณ กรุณาไปดูที่เวปของอาจารย์ชัช
WWW.TARAD.COM/MOTERCYC ให้ความรู้เกี่ยวกับรถมอไซค์โบราณ และมีรูปรถคันที่ประกาศขายนี้
Tell a Friend
ขาย SUZUKI A100 สภาพใหม่ ปัดเงาทุกชิ้น เครื่องแรง มีทะเบียน อุปกรณ์ครบ 15,000 บ. สนใจโทร 01-7146790
รหัสสินค้า: 000027
ราคา 15,000.00 บาท
รายละเอียด: ขาย SUZUKI A100 สภาพใหม่ ปัดเงาทุกชิ้น เครื่องแรง มีทะเบียน อุปกรณ์ครบ สภาพดี 15,000 บ. ทำสีใหม่ปัดเงาทุกชิ้นใช้สีแห้งช้าของรถยนต์ อุปกรณ์ครบ
สนใจโทร 01-7146790 อาจารย์ชัช หากอยากดูรายละเอียดของรถให้เข้าไปที่เวปของอาจารย์ชัช www.tarad.com/motorcyc
Tell a Friend
ขาย HONDA C 70 สภาพดี เครื่องแรง สีใหม่ สภาพสวย มีทะเบียน เบาะแยก น่าสะสม เพียง 15,000 บ. สนใจโทร 01
รหัสสินค้า: 000028
ราคา 15,000.00 บาท
รายละเอียด: เป็นรถที่สวย ทำสีแล้วใช้งานอยู่ HONDA C 70 เบาะแยก แต่งแล้ว น่าสะสม เครื่องดี มีทะเบียน เพียง 15,000 บ. สนใจโทร 01-7146790 อ.ชัช
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เวปของอาจารย์ชัช
WWW.TARAD.COM/MOTORCYC
Tell a Friend
ซูซูกิ K125 m 2 สภาพดี สีใหม่ ปัดเงาแล้ว น่าสะสม มีทะเบียน เพียง 15,000 บ. สนใจโทร 01-7146790 อ.ชัช
รหัสสินค้า: 000029
ราคา 15,000.00 บาท
รายละเอียด: ซูซูกิ K125 m 2 สภาพดี สีใหม่ ปัดเงาแล้ว น่าสะสม มีทะเบียน เพียง 15,000 บ. สนใจโทร 01-7146790 อ.ชัช
Tell a Friend
HONDA C70 สภาพดีมีทะเบียน สีใหม่แปลงระบบไฟ ซีดีไอแล้ว เครื่องดี 15,0000 บ.
รหัสสินค้า: 000030
ราคา 15,000.00 บาท
รายละเอียด: HONDA C70 สภาพดีมีทะเบียน สีใหม่แปลงระบบไฟ ซีดีไอแล้ว เครื่องดี 15,0000 บ. สนใจโทร 01-7146790 อาจารย์ชัชวาลย์
Tell a Friend
HONDA C-70สภาพดีสีใหม่เหลืองไข่ไก่ เครื่องทำใหม่แรง มีทะเบียน สภาพสวย 19,500 บ. สนใจโทร 01-7146790 อ
รหัสสินค้า: 000032
ราคา 19,500.00 บาท
Model.: MCF-24TVII
รุ่น: FLEXY TYPE
ขนาด ( BTU ): 22000
ค่า ( EER ): -
ประหยัดไฟเบอร์: -
ระบบไฟฟ้า ( Volt ): 220
ระบบควบคุมอุณหภูมิ: รีโมทไร้สาย
มาตรฐาน: -
ระบบคอมเพรสเซอร์: ROTARY
การรับประกันอุปกรณ์ ( ปี ): 1
การรับประกันคอมเพรสเซอร์ ( ปี ): 5
ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%: -
รายละเอียด: HONDA C-70สภาพดีสีใหม่เหลืองไข่ไก่ เครื่องทำใหม่แรง มีทะเบียน สภาพสวย 19,500 บ. สนใจโทร 01-7146790 อาจารย์ชัช
Tell a Friend
ถึงท่านที่ชื่นชอบ SUZUKI K125 M2 สภาพพร้อมใช้เครื่องแรง มีทะเบียนโอนได้เพียง 16,000 บ.สนใจโทร 01-714
รหัสสินค้า: 000033
ราคา 16,000.00 บาท
รายละเอียด:
ถึงท่านที่ชื่นชอบ SUZUKI K125 M2 สภาพพร้อมใช้เครื่องแรง มีทะเบียนโอนได้เพียง 16,000 บ.สนใจโทร 01-7146790 อาจารย์ชัช
1. เครื่องทำให้ใหม่เรียบร้อยแล้ว เครื่องแรง สตาร์ทง่าย
2. มีทะเบียนโอนได้ บัตรประชาชน และ ทะเบียนบ้านของเจ้าของไม่หมดอายุ โอนได้แน่นอน
3. ทำระบบไฟหมดแล้ว ไฟ้หน้าหลัง ไฟเลี้ยว ซ้าย-ขวา ติดหมด
4. เป็นรถทะเบียนมือเดียว หมายความว่า เจ้าของคนแรกยังไม่มีการโอนเป็นของคนอื่นเลย
5. ถ้าจะไปทำสี อาจารย์จะแนะนำให้ไม่แพงเมื่อทำสีแล้วก็จะสวยมาก
6. อุปกรณ์ครบ
7. แฮนด์เดิม ล้อเดิม แต่ยางใหม่ เบาะซูซูกิใหม่สภาพดี
กระเป๋าซ้ายขวาของซูซูกิ เดิม
8. กระโหลกไมล์ ซูซูกิ เค 125 เอ็ม 2 ของแท้
9. สตาร์ทเดิมที่ข้างลำตัวรถ
10. รถอยู่ในลักษณ์สมบูรณ์ พร้อมใช้ สตาร์ทที่เดียวติด วิ่งทางไกลได้ ออกงานชมรมมอไซค์โบราณของชมรมรถมอไซค์โบราณรังสิตมาแล้ววิ่งไป กทม.-ชะอำ
เพียง 16,000 บ. สนใจโทร 01-7146790 อาจารย์ ชัช
ด่วนก่อนขายไป
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://www.tarad.com/motorcyc
Tell a Friend
ด่วน ฮอนด้า c-92 สภาพดี ราคา สีใหม่ อุปกรณ์ครบ 15,000 บ. เท่านั้น สนใจโทร 081-7146790 08-65007345
รหัสสินค้า: 000035
ราคา 15,000.00 บาท
รายละเอียด: ด่วน ฮอนด้า c-92 สภาพดี ราคา สีใหม่ อุปกรณ์ครบ 15,000 บ. เท่านั้น สนใจโทร 081-7146790 08-65007345
Tell a Friend
ด่วนขาย รถมอไซค์ ชอปเปอร์ ซูซูกิ 250 จีเอสเอ็กแอล สภาพดี มีทะเบียน สีสวย เครื่องแรง เพียง 35,000 บ.
รหัสสินค้า: 000036
ราคา 35,000.00 บาท
รายละเอียด:
SUZUKI 250 GSXL สภาพดีสีใหม่ทะเบียนไม่ขาดต่อ เครื่องแรง เพียง 35,000 บ.ติดต่อ อ.ชัช 01-7146790 06-5007345
ราคา : 35000 บาท

สนใจติดต่อคุณ : อ.ชัช IP 124.121.46.251

ได้ที่ โทร/e-mail : 017146790 065007345 / p.chat2502@yahoo.com




Tell a Friend
ฮอนด้า ซี 100 สภาพดี มีทะเบียน 18,000 บ.
รหัสสินค้า: 000037
ราคา 18,000.00 บาท
รายละเอียด: ขายฮอนด้า ซี 100 สภาพดี มีทะเบียน น่าสะสม เครื่องแรง สีใหม่ 18,000 บ.
ติดต่อ อ.ชัช 081-7146790
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://tarad.com/motorcyc
Tell a Friend
SUZUKI BEST 110 CC. สภาพดีสีใหม่ 4จังหวะประหยัอน้ำมัน เครื่องดี พร้อมทะเบียน 9500 บ. โทร 086-5007345
รหัสสินค้า: 000038
ราคา 9,500.00 บาท
รายละเอียด: SUZUKI BEST 110 CC. สภาพดีสีใหม่ 4จังหวะประหยัอน้ำมัน เครื่องดี พร้อมทะเบียน 9500 บ. โทร 086-5007345
Tell a Friend
คาวาซากิ ลีโอ
รหัสสินค้า: 000039
ราคา 8,500.00 บาท
รายละเอียด: ถ้าคุณชอบมอเตอร์ไซค์ คลาสสิค สภาพดี ดิสเบรกหน้า-หลัง คาวาสกิ ลีโอ จดทะเบียนปี 44 รถมือหนึ่งจากห้าง 6 ปีมานี้เอง ต่อภาษี พรบ.ถึงปี51 เครื่องช่วงล่างดี ราคา 8500 บาท    ติดต่อ อ.ชัช โทร 086-500-7345 ถ้าคุณอยากจะดูรูปที่ถ่ายจริงมากกว่านี้ กรุณาคลิกที่เว็บไซด์ข้างล่างนี้ (รถคาวาสกิ ลีโอคันนี้สีแดง สภาพดี สมรรถณของเครื่องดีมาก ดิสเบรกหน้า-หลังปลอดภัย) หมายเหตุ เป็นรถคาวาสกิ ลีโอรุ่นล่าสุด Full option   คลิกที่ลิงค์นี้เพื่อดูภาพซึ่งถ่ายไว้หลายรูป http://www.thaisecondhand.com/_board/ca/data/CA5721579.html                                  
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://www.thaisecondhand.com/_board/ca/data/CA5721579.html
Tell a Friend
อาจารย์ชัชมอไซค์โบราณ
335 ถนนจรัล บางพลัด กรุงเทพมหานคร ไทย
โทรศัพท์: 086-5007345
เว็บไซต์: http://www.tarad.com/motorcyc
ดูแผนที่ร้านผ่าน Google Earth
อีเมล์ติดต่อกับร้านค้า
หัวเรื่อง : *
ชื่อของคุณ : *
อีเมล์ของคุณ : *
รายละเอียด : *
 
Page Views Shop: