รายละเอียดของร้านค้า ข่าวสารของร้านค้า รายการสินค้า วิธีการชําระเงิน ติดต่อเรา
ภาษาไทย

ทาง "ชมรมอนุรักษ์การสักยันต์ไทย" โดยท่านอาจารย์เสือเป็นผู้ดำเนินการ ได้มีจุดประสงค์จัดทำหน้าเว๊บไซด์นี้ขึ้นเพื่อเผยแพร่ชีวประวัติ ของพระเกจิอาจารย์ผู้เรืองวิชาท่านทั้งหลาย ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ ทางผู้จัดทำหวังว่าจะเป็นประโยชน์แด่ผู้ที่ต้องการศึกษาต่อๆไปในอนาคต

ความเป็นมา...

  ปัจจุบันทางอ.เสือท่านได้ประจำอยู่ที่ "ชมรมอนุรักษ์การสักยันต์ไทย" ทำการลงนะหน้าทอง สาลิกาลิ้นทอง เพื่อเสริมเสน่ห์ เมตตาให้ผู้คนรักใคร่ และยังทำการสักยันต์ทั้งแบบลงหมึกและน้ำมันว่าน108..สามารถใช้ได้ทั้งเข็มแบบโบราณและเครื่องสักแบบไฟฟ้า(Tattoo) เรื่องฝีมือและความขลัง หายห่วงเพราะอ.เสือเป็นศิษย์สาย พระครูวิมลคุณากร (หลวงปู่ศุข) วัดมะขามเฒ่า ต.ปากคลอง อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาถ และหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งคุณตาของท่านได้เป็นศิษย์ที่ได้ศึกษาและรวบรวมตำราวิชามาโดยตรงจากท่านเหล่านั้นและได้มอบต่อให้กับ อ.เสือ เพื่อได้เรียนรู้ ช่วยเหลือญาติโยมต่อไปในภายภาคหน้า ตัวท่าน อ.เสือ เองยังได้เดินทางไปศึกษาต่อกับฆราวาสชื่อดังอีกหลายท่าน จนเป็นที่ไว้วางใจในการปลุกเสกพระเครื่องหลายๆพิธีด้วยกัน โดยเฉพาะพระเกจิที่ท่านอ.เสือไปศึกษาวิชาอาคมทางด้านไสยเวทอยู่ด้วยนับแรมปีคือท่านหลวงพ่อกาย พันธะสาโร พระเกจิชื่อดังชาวกัมพูชา (เขมร) ซึ่งท่านอ.เสือเป็นเพียงผู้เดียวที่ได้รับการสืดทอดวิชาของท่านโดยหมดสิ้น อ.เสือเป็นที่เคารพรักของศิษย์ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่นิยมการสักยันต์ที่มีรูปแบบลวดลายวิจิตรตระการตาสวยงาม ซึ่งกล้าพูดได้ว่ามีอ.เสือเพียงผู้เดียวที่สักยันต์ได้งดงามที่สุดในวงการ ซึ่งกล้าให้ท่านมาลองพิสูจน์ดูได้....หรือท่านที่ชื่นชอบเครื่องราง..วัตถุมงคลหายากของแท้ๆ เช่นกุมารทอง รัก-ยม หุ่นพยนต์ วัวธนู-ควายธนู ขุนแผน พ่อพราย แม่พราย สีผึ้ง น้ำมันเมตตามหานิยม ฯลฯ ซึ่งเครื่องรางและวัตถุมงคลเหล่านี้ได้ผ่านการคัดสรรจากท่านอ.เสือแล้วว่ามีคุณค่าต่อการบูชาจริงๆ และได้ทำการปลุกเสกจากพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของประเทศไทยทั้งนั้น เพื่อนำรายได้สมทบทุนสร้างวัดของแต่ละท่านให้แล้วเสร็จ จึงเป็นโอกาศที่ดีที่ท่านยังได้ร่วมทำบุญไปด้วย หรือจะให้ท่านอาจารย์เสือจัดสร้างให้ท่านก็ไม่ขัดแต่ต้องติดต่อโดยตรงเอง!!

.....การสักยันต์เป็นมาอย่างไรและดีอย่างไร?

   ตั้งแต่โบราณกาลมาการสักยันต์เกิดก่อนพระเครื่องที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน ซึ่งชาวบ้านหรือนักรบสมัยก่อนไม่นิยมการแขวนพระไว้กับตัวถือว่าเป็นของสูงควรค่าอยู่ที่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น จึงเกิดการสักยันต์ลงที่ร่างกายขึ้นสืบทอดกันมา จนเป็นวัฒนธรรมในยุคสมัยก่อน.. การสักยันต์ไม่ว่าจะเป็นการมุ่งเน้นเรื่องคงกระพัน ชาตรีหรือเมตตามหานิยม..ต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ เป็นการเตือนสติให้ระลึกกระทำแต่คุณงามความดีตามที่ครูบาอาจารย์ท่านสั่งสอน..จึงถือได้ว่าการสักยันต์เป็นศาสตร์ที่สอนให้คนเป็นคนดี..จึงไม่น่าแปลกใจที่วิชาเหล่านี้จะหล่อหลอมรวมเขาไปอยู่ร่วมกับศาสนาเราโดยไม่รู้ตัว..จะเห็นได้จากอาจารย์สักยันต์หลายๆท่านก็เป็นพระสงฆ์ทั้งนั้น.. การสักยันต์คือการนำอักขระเลขและอักษรซึ่งมีความหมายตามแต่ละอาจารย์แต่ละท่านจะค้นคิด ประดิษฐ์สร้างสรรกันมาตามยุคตามสมัย ซึ่งแต่ละตัวยันต์นั่นกาลเวลาได้เป็นตัวพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ จนถึงปัจจุบัน...ยันต์บางยันต์มีอายุเก่าแก่นับร้อยปี .. การสักยันต์ก็เปรียบเสมือนคุณได้ดำเนินรอยตามวัฒนธรรมสมัยก่อน..จึงเป็นการรักษาเอกลักษณ์ของชาติไว้อย่างหนึ่ง การมีรอยยันต์ติดตัวก็เปรียบเสมือนคุณมีพระเครื่องติดตัว เพียงแต่การปลุกเสกเลขยันต์ที่ทำการสักให้ลูกศิษย์นั้น มีคุณค่าทางจิตใจมากกว่าพระเครื่อง ตรงที่ลูกศิษย์ได้ใกล้ชิดอาจารย์ผู้สัก..ได้รับคำสั่งสอนต่างๆ และได้รับการปลุกเสกเป็นคนๆไป ไม่เหมือนการปลุกเสกพระเครื่องที่รวมๆกันเป็นร้อยๆและค่อยแจกทีเดียวคุณค่าจึงต่างกันตรงนี้..เพราะฉนั้นคุณจงภูมิใจเถิดว่าถ้าได้สักยันต์กับอาจารย์ท่านใดแล้ว อาจารย์ผู้นั้นจะมีความตั้งใจอย่างเต็มที่กับศิษย์ทุกคนที่ได้ผ่านเข็มท่านไป.... ว่าต้องได้ของดีกลับไปแน่นอน!!!

.......การลงนะหน้าทองและนะสาลิกาลิ้นทองดียังไง?

   วิชาลงนะหน้าทองและนะสาลิกาลิ้นทองนี้ อ.เสือท่านยังคงความแบบอย่างโบราณกาลทุกประการ เพราะถือว่าคุณครูบาอาจารย์ท่านได้สร้างสรรไว้ดีแล้ว มีความศักดิ์สิทธิ์และพระพุทธคุณเป็นเลิศ การลงนะหน้าทองและนะสาลิกาลิ้นทอง อ.เสือจะทำการนำแผ่นทอง มาลงอักขระหัวใจกำกับทุกแผ่น คือ หัวใจขุนแผน หัวใจเศรษฐี หัวใจสตรี แล้วทำการลงน้ำมันมหาเมตตาลงบนหน้าพร้อมลงทอง ท่องคาถา แล้วลงยันต์ที่หน้าอีกครั้งและลงคาถาซ้ำอีกที ส่วนนะสาลิกาลิ้นทองจะลงนะสาลิกาหลงรังที่แผนทองแล้วนำไปลงที่ลิ้นพร้อมเขียนยันต์กำกับที่ลิ้นอีกครั้งหนึ่งจึงว่าคาถา...จะเห็นได้ว่าจะมีพิธีขั้นตอนที่ซับซ้อนยุ่งยากมาก ศิษย์ทุกคนที่ได้การลงนะหน้าทอง นะสาลิกาลิ้นทองไปต่างมีประสบการณ์ที่ดีทุกท่าน ไม่ว่าเรื่องการงาน คนรัก จึงเห็นได้ว่าวิชานี้มีดีมาแต่โบราณกาลควรค่าแก่การสืบทอดเป็นอย่างยิ่ง (สำหรับผู้ที่ต้องการลงกระโหลกทองคำหรือนะหน้าทอง 108 แผ่น ให้ท่านนำแผ่นทองแท้มาเอง..ซึ่งเป็นสุดยอดวิชาชั้นสูงที่ท่านอาจารย์เสือสามารถลงได้คนเดียวเท่านั้นตามสูตรหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า)

.... กรุณาโทรนัดล่วงหน้าเพราะศิษย์มากันเยอะมากๆ ที่คุณหมวย 09-4488-422 "ชมรมอนุรักษ์การสักยันต์ไทย" อาคารพาณิชย์เลขที่ 183 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 85 ถนนจรัญสนิทวงศ์ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ

* ทาง ชมรมอนุรักษ์การสักยันต์ไทย มิได้ส่งเสริมให้เกิดความงมงาย หรือลุ่มหลงในศาสตร์ลึกลับ เพียงแต่ต้องการสืบสานวิชาแขนงหนึ่งซึ่งเคยรุ่งโรจน์ในประเทศไทยสมัยก่อน จึงน่าจะควรค่าแก่การรักษาไว้ ถ้าคนไทยไม่เห็นคุณค่าเสียแล้วและใครละจะรักษาสิ่งนี้ไว้ได้ อย่างน้อยก็มองในแง่ศิลปวัฒนธรรมไทย หรือความชอบส่วนบุคคล เหมือนผู้ชื่นชอบพระเครื่อง เพราะฉนั้นท่านผู้ที่คิดจะมาให้อาจารย์เสือช่วยเหลือขอให้มีความเชื่อและความชอบเสียก่อนแล้วค่อยตัดสินใจมาจึงเรียนมาเพื่อให้ทราบทุกท่าน เงินทุกบาททุกสตางค์มีค่าควรตรึกตรองให้ถี่ถ้วน* เว๊บที่ท่านเห็นตรงนี้เป็นการเผยแพร่ของศิษย์ที่รักอาจารย์เสือและชมรมอนุรักษ์การสักยันต์จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ภูมิความรู้ต่างๆ ทางอาจารย์เสือมิได้เป็นผู้สั่งการให้ทำใดๆทั้งสิ้น พวกเราผู้ที่มีใจรักในการสักและเป็นสมาชิกหนึ่งใน "ชมรมอนุรักษ์การสักยันต์ไทย" เป็นผู้ริเริ่มจัดทำขึ้นเอง  มิได้มีส่วนที่ต้องการโจมตีหรือดูถูกผู้ใด เพราะในสังคมเราก็มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ตราบใดที่ข้อมูลเหล่านั้นไม่ทำให้ผู้ใดเสียหาย เพราะเราอยู่ในกฎกติกาบ้านเมืองเป็นอย่างดี แม้แต่ทางท่านอาจารย์เสือเองก็มีใบอนุญาติในการสัก ที่ออกโดยกระทรวงสาธารณสุข  ออก ณ ที่ว่าการอำเภอบางพลัด ออกเอกสารให้ว่า ณ สถานที่แห่งนี้ได้รับอนุญาติให้มีการสักแบบเปิดเผย ถูกต้อง ถูกระเบียบ ปลอดภัย ตามกฎหมายเป็นอย่างดี ซึ่งถือได้ว่าที่นี้อาจเป็นที่แรกและที่เดียวในประเทศไทย ซึ่งสร้างความภูมิใจให้ศิษย์ทั้งหลายเป็นอย่างมาก 

แถลงข้อข้องใจ

   การสักยันต์ด้วยเครื่องไฟฟ้า หรือเครื่องTattooนั้น มีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงมาก เนื่องจากอุปกรณ์ที่ใช้ไม่ว่าจะเป็นเครื่องหรือสี จะนำเข้าจากต่างประเทศโดยตรงเพื่อความปลอดภัยของผู้ที่มาสักยันต์ ทางชมรมอนุรักษ์การสักยันต์ไทยเรา จึงเลือกอุปกรณ์การสักที่เหนือมาตรฐาน รวมทั้งสีที่สักลงร่างกายที่ได้รับการยินยอมจากนานาประเทศแล้วว่าปลอดภัย พร้อมทั้งเครื่องมือป้องกันเชื้อโรคไม่ว่าจะเป็นถุงมือ แอลกอฮอล์ หรือแม้กระทั้งเข็มที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง การสักยันต์ในแบบใช้เครื่องจึงมีต้นทุนค่อนข้างสูงจึงต่างจากการสักแบบโบราณ เพราะฉนั้นขอให้ผู้ที่ทำการสักทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ "งานศิลปะตีมูลค่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย" ถ้ายังไม่เข้าใจว่าการสักเครื่องTattoo ราคาเท่าไหร่ คุณลองเอาภาพที่คุณต้องการไปเดินสอบถามราคาที่แถวตรอกเข้าสารได้ทุกๆร้าน ราคาที่นั้นเท่าไหร่ ที่นี่แค่ส่วนเดียว และคุณจะรู้ว่าวงการสักเครื่องเป็นยังไง สถานที่แห่งนี้ถือว่าเป็นศิษย์กับอาจารย์ ไม่ใช่ลูกค้าเราจึงใช้ระบบเห็นอกเห็นใจกัน ที่นี้ยินดีต้อนรับทุกๆท่านที่รักการสัก แต่ถ้าท่านใดที่คิดมาเอาผลประโยชน์ขอให้เดินทางไปศึกษาที่อื่นก่อน อาจจะเหมาะสมมากว่าที่นี้ แต่สำหรับท่านที่ชอบงานสวย เครื่องมือสะอาดปลอดภัย และยังคงความขลังเอาไว้ก็ยินดีต้อนรับสักยันต์หมึกแบบเครื่องไฟฟ้า (TATTOO)ค่าพานครูแล้วแต่ขนาดและความยากง่าย โทรสอบถามโดยตรง!!

                                                                                      จากศิษย์ใกล้ชิด

*สิ่งที่ต้องนำมาด้วย -ดอกกล้วยไม้ 1 กำ 

                      -ดอกดาวเรื่อง 1 พวง

                      -บุหรี่ 1 ซอง

                      -หมากพลู

                      -เหล้าขาว

                      -แผ่นทองคำแท้ สำหรับผู้ที่มาลง นะหน้าทอง นะสาลิกาลิ้นทอง

ดูข่าวหน้าหนึ่ง สุดฮิต จากหนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก" ได้ที่ http://www.komchadluek.net/2008/05/07/x_sun_t006_199723.php?news_id=199723

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.tarad.com/thaitattoo

ติดต่อบูชาเครื่องรางได้ที่ www.tarad.com/saiyasard

และศึกษาประวัติเครื่องรางไทยได้ที่ www.tarad.com/siamtattoo

 

หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ ตำนานการสักยันต์ของไทย
รหัสสินค้า: 000001
รายละเอียด: ประวัติ "พระอุดมประชานาถ" นามเดิม เปิ่น นามสกุล ภู่ระหงษ์ เกิดวันอาทิตย์ที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๖ เดือน ๙ ปีกุน ณ บ้านเลขที่ ๔ หมู่ที่ ๔ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เป็นบุตรของนายฟัก นางยวง ภู่ระหงษ์ เป็นบุตรคนที่ ๙ ในจำนวนพี่น้องร่วมบิดา มารดาเดียวกันรวม ๑๐ คน คือ

   ๑. นางจันทร์ อ่ำระมาด ถึงแก่กรรม
   ๒. นางอินทร์ คงประจักษ์ ถึงแก่กรรม
   ๓. นายเถิ่ง ภู่ระหงษ์ ถึงแก่กรรม
   ๔. นายชุ ภู่ระหงษ์ ถึงแก่กรรม
   ๕. นางไว ภู่ระหงษ์ ถึงแก่กรรม
   ๖. นายเลื่อน ภู่ระหงษ์ ถึงแก่กรรม
   ๗. นายไล้ ภู่ระหงษ์ ถึงแก่กรรม
   ๘. นางรองภู่ระหงษ์ ถึงแก่กรรม
   ๙. พระอุดมประชานาถ "เปิ่น ภู่ระหงษ์"
  ๑๐. นางอางค์ เฮงทองเลิศ

ชีวิตปฐมวัยของหลวงพ่อเปิ่นนับเนื่องแล้วเป็นสิ่งที่น่าศึกษาอย่างที่สุดที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าในสมัยนั้นแถบถิ่นลุ่มแม่น้ำนครชัยศรีอุดมมากไปด้วยวิชาอาคมอาจเนื่องด้วยที่นั่นไกลปืนเที่ยงในตอนนั้นการเรียนรู้วิชาเอาไว้เพื่อป้องกันตัวจึงถือเป็นหนึ่งในลูกผู้ชายทุกคนจักพึงมีหลวงพ่อเปิ่นสนใจในเรื่องของไสยศาสตร์ มาตั้งแต่สมัยเด็กอาศัยว่าครอบครัวของท่านอยู่ใกล้กับวัดบางพระซึ่งในสมัยนั้นมีพระคุณเจ้าที่จำพรรษาอยู่ที่วัดบางพระมีความเก่งกาจมีความเชี่ยวชาญในสายไสยศาสตร์ หลายองค์ เด็กชายเปิ่นจึงเข้าออกเพื่อความอยากรู้อยากใฝ่หา ในวิชาอยู่กับวัดบางพระเป็นประจำ

ในช่วงนี้เองบิดาซึ่งเห็นแววของเด็กชายเปิ่นมาตั้งแต่เล็กๆ ว่ามีจิตใจอันเด็ดเดี่ยวและมีสัจจะเป็นยอด จึงได้ถ่ายทอดความรู้ รวมทั้งวิทยาการ คาถาอาคมที่บิดาพอมีอยู่ให้กับเด็กชายเปิ่น ถือเป็นรากฐานเบื้องต้นตั้งแต่บัดนั้น ครั้นต่อมาครอบครัวย้ายไปตั้งรกรากทำมาหากินที่จังหวัดสุพรรณบุรี บ้านทุ่งคอก อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่นี่เองที่เด็กชายเปิ่นได้ฉายความเป็นนักเลงจริง เป็นคนจริงให้เห็น เพราะการอยู่ในดงนักเลงที่เป็นคนจริง จะต้องเป็นคนจริงไปด้วยโดยปริยาย

เมื่อถึงจุดนี้ผู้ชายไทยใจนักเลงทุกคนจึงต้องหาอาจารย์ศึกษาในทางด้านไสยเวทเพื่อไว้ป้องกันตัวเองบ้าง เพื่อเป็นการเสริมสร้างบารมีให้แก่ตนเองบ้าง เด็กชายเปิ่นจึงต้องขวนขวายหาครูบาอาจารย์ผู้เรืองเวทวิทยาคม เพื่อศึกษาหาวิชามาไว้ป้องกันตัวเอง ได้เวทมนตร์คาถาเอามาท่องจำเป็นอย่างนี้อยู่ตลอด จนกระทั่งได้เข้าฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อแดง แห่งวัดทุ่งคอก อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ศิษย์เอกของหลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน พระคุณเจ้าเก่งพร้อมทุกด้าน โดยเฉพาะเก่งกล้าเป็นอย่างมากทางด้านกัมมัฏฐานและไสยเวท นี่เองคือจุดเริ่มความเก่งกาจของเด็กชายเปิ่น ในเวลานั้นหลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก ท่านเสมือนจะทราบว่า เด็กชายเปิ่นคนนี้มีแววแห่งผู้ขมังเวทย์อย่างแน่นอน อีกทั้งจิตอันใสบริสุทธิ์สะอาด ผนวกกับเป็นคนจริง ท่านจึงได้ถ่ายทอดในสายวิชาของท่านพร้อมวิชาไสยเวทต่าง ๆ ให้กับเด็กชายเปิ่นทุกอย่างที่สอนได้ ด้วยความที่ตนเองใฝ่หาทางนี้โดยตรง ความรู้ที่หลวงพ่อแดงมอบให้ เด็กชายเปิ่นได้รับไว้อย่างมากมาย ที่สำคัญในช่วงนั้นนั่นเองที่เด็กชายเปิ่นเติบโตขึ้นเป็นนายเปิ่นแล้วได้พบเจอกับเพื่อนที่มีความอยากรู้ อยากเรียน อยากทราบในสายไสยเวทเหมือนกัน จึงเป็นที่ถูกคอกันยิ่งนัก ซึ่งต่อมาเพื่อนคนนี้ได้อุปสมบทเป็นพระในพระพุทธศาสนานามว่า "หลวงพ่อจำปา" (มรณภาพแล้ว) เจ้าอาวาสวัดประดู่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย

นายเปิ่น ศึกษาวิชากับหลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอกอยู่จนถึงเวลาที่ครอบครัวย้ายกลับสู่ถิ่นฐานเดิมคือตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐมอีกครั้ง ซึ่งพอดีถึงเวลาอายุครบเกณฑ์ทหาร ในสมัยนั้นการเกณฑ์ทหารแบ่งออกเป็นสองอย่าง คือทหารประจำการ กับทหารโยธา การเข้าเกณฑ์ทหารในครั้งนั้น นายเปิ่นได้ถูกคัดเลือกให้เป็นทหารโยธา ผลัดที่ ๒ แต่นายเปิ่นก็ไม่ได้เป็นทหารรับใช้ชาติ เพราะทางการประกาศยุบเลิกทหารโยธาเสียก่อน จึงต้องช่วยพ่อแม่ทำนาเรื่อยมา สมัยนี้เองที่นายเปิ่นได้รับการถ่ายทอดวิชาสักยันต์อันเกรียงไกร จากหลวงพ่อหิ่ม อินฺทโชโต เจ้าอาวาสวัดบางพระ

หลวงพ่อหิ่ม อินฺทโชโต หากเทียบกันในเรื่องไสยเวทคาถา จัดได้ว่าไม่เป็นสองรองใคร เพียงแค่ท่านเพ่งกระแสจิตเท่านั้น แม้จะมีอันตรายใด ๆ ก็ตามไม่สามารถกล้ำกรายเข้ามาได้ อีกทั้งเรื่องยาสมุนไพรรักษาโรค ที่อื่นหมดทางที่จะรักษาให้หายได้ แต่เมื่อได้มากราบนมัสการขอความเมตตาจากท่าน ท่านจะปรุงยาให้ไปต้มรับประทาน ก็หายได้เหมือนปาฏิหาริย์ คาถาอาคมต่างๆ ตลอดยาสมุนไพร ที่หลวงพ่อท่านรักและเมตตาศิษย์คนนี้เป็นพิเศษ วิชาการต่าง ๆ ท่านจึงถ่ายทอดให้โดยไม่ปิดบัง

เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ เป็นเพราะในช่วงที่เป็นหนุ่มแน่นนายเปิ่นเข้าออกวัดบางพระทุกครั้งขณะที่ว่างจากงาน ใกล้ชิดกับวัดมากและดีที่สุดจนเมื่อถึงเวลาหนึ่งซึ่งนายเปิ่นคิดไปว่าควรจะบวชเรียนเพื่อศึกษาในสายวิชาที่ได้ศึกษามานั้นอย่างจริงจัง ซึ่งวิชาดังกล่าวจะให้ได้ผลอย่างจริงจังจิตใจจะต้องนิ่งสงบไม่มีทางใดดีกว่านอกจากบวชเรียนเท่านั้น จึงขออนุญาตคุณพ่อและคุณแม่ว่าอยากจะบวช ซึ่งทั้งสองท่านต่างก็มีความยินดีมีความปลื้มอกปลื้มใจที่ลูกมีจิตศรัทธาจะบวชเรียนในพระพุทธศาสนานอกจากจะได้รับอานิสงส์จากการบวชของลูกแล้วก็ยังเป็นการที่ลูกจะตอบแทนพระคุณตามโบราณกาลที่ถือเนื่องกันมาโดยลำดับ

ดังนั้นวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๑ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๖ ปีกุน จึงเข้าสู่บรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

บรรพชา วันศุกร์ที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๑ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๖ ปีกุน ณ พัทธสีมาวัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เจ้าอธิการหิ่ม อินทโชโต เป็นพระอุปัชฌาย์

อุปสมบทวันศุกร์ที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๑ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๖ ปีกุน ณ พัทธสีมาวัดบางพระตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

   เจ้าอธิการหิ่ม อินฺทโชโต เป็นพระอุปัชฌาย์
    พระอาจารย์ทองอยู่ ปทุมรัตน เป็นพระกรรมวาจาจารย์
    พระอาจารย์เปลี่ยน ฐิตฺธัมโม เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ได้นามว่า "พระฐิตคุโณ"

เมื่ออุปสมบทแล้ว ได้ศึกษาพระธรรมวินัย ตามหน้าที่ของพระนวกะ ว่างจากงานก็ปรนนิบัติพระอุปัชฌาย์ ซึ่งท่านชราภาพมากแล้ว ขณะเดียวกันก็ได้ศึกษาวิชาการต่าง ๆ จากท่านด้วย ท่านก็ได้ให้ความเมตตาอนุเคราะห์สงเคราะห์ให้ด้วยดี ที่สำคัญของพระปฏิบัติก็คือกัมมัฎฐาน จิตใจเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญที่สุด เวทมนต์คาถาจะขลังหรือศักดิ์ก็เพราะจิต ด้วยเหตุดังกล่าวหลวงพ่อจึงเน้นการปฏิบัตินี้มาก และได้ฝึกหัดให้ชำนาญ ยิ่งกว่านั้นท่านยังได้รับถ่ายทอด อักขระโบราณ เป็นรูปแบบยันต์ต่าง ๆ การลงอาคมคาถา ตามทางเดินของสายพระเวทย์ กล่าวกันว่าอักขระที่หลวงพ่อเปิ่นลงหรือเขียนนั้น สวยงามมีเสน่ห์เป็นยิ่งนัก ในช่วง ๔ ปีกว่า ที่อยู่รับใช้ และเล่าเรียนวิชาอาคมต่าง ๆ จากหลวงพ่อหิ่ม ก็รู้สึกภูมิใจมากที่ไม่เสียทีได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาทำให้รู้และเข้าใจในวิชาการต่างๆ และอยู่ปรนนิบัติจนถึงกาลที่หลวงพ่อหิ่มละสังขาร (มรณภาพ) ซึ่งนับเป็นศิษย์องค์สุดท้ายที่ได้อยู่ปรนนิบัติหลวงพ่อ

อย่างไรก็ดี การศึกษาเล่าเรียนใด ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด แม้นได้รับจากหลวงพ่อหิ่มมาก็ยังไม่อิ่มในรสแห่งพระธรรม เสร็จจากงานฌาปนกิจศพของหลวงพ่อหิ่มแล้ว ก็ตั้งใจจะแสวงสัจจธรรมต่อไปอีก จึงเข้าไปกราบลาหลวงพ่อทองอยู่ ปทุมรัตน พระกรรมวาจาจารย์ และ พระอาจารย์เปลี่ยน ฐิตธมฺโม พระอนุสาวนาจารย์ เพื่อเดินธุดงควัตรแสวงหาธรรมเพิ่มต่อไป พระอาจารย์ทั้งสองต่าง ก็พลอยยินดีและอนุโมทนาในการที่จะปฏิบัติธรรมเพิ่มยิ่ง ๆ ขึ้นไป

เมื่อได้รับอนุญาตจากอาจารย์ทั้งสองแล้ว ได้ทราบข่าวกิตติศัพท์เล่าลือว่าที่ "วัดบางมด"เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร "หลวงพ่อโอภาสี" (พระมหาชวน) ได้อบรมแนะนำสั่งสอนพระกัมมัฎฐาน ได้มีผู้สนใจเข้าไปสมัครเป็นศิษย์กันมาก หลวงพ่อจึงได้เข้าไปฝากตัวเป็นศิษย์ จะเป็นด้วยบุญบารมีที่เคยได้ร่วมกันมาแต่อดีตหรืออย่างไรไม่ทราบ หลวงพ่อโอภาสี เมื่อได้ทราบเจตนาดังนั้น ยินดีต้อนรับและสั่งให้พระจัดสถานที่ให้

ธรรมมะที่ หลวงพ่อโอภาสี แนะนำสั่งสอน ท่านจะเน้นให้ตัดทุกสิ่งทุกอย่าง ให้ปล่อยวาง อย่ายึดถือ โดยเฉพาะศัตรูสำคัญคือขันธ์ ๕ ให้พิจารณาแยกออกเป็นธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ให้เห็นแจ้งชัด ละอุปาทานที่มีอยู่ เมื่อพิจารณาเห็นจริงดังกล่าวแล้ว ความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่มีอยู่จะเบาบางไป สัจจะคือความจริง ได้แก่อนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง ความเป็นทุกข์ และอนัตตา ความไม่มีตัวตนก็จะปรากฏขึ้น ได้อยู่ศึกษาและปฏิบัติกับหลวงพ่อโอภาสี ท่านได้เล่าประสพการณ์ต่าง ๆ ที่ท่านได้ผจญมา และบอกว่ายังมีอาจารย์เก่ง ๆ และดี ๆ อีกเยอะ ในเมืองไทยได้อยู่รับใช้และศึกษาปฏิบัติกับหลวงพ่อโอภาสีเป็นเวลา ๑ ปีเศษก็กราบลาเพื่อออกธุดงควัตรต่อไป

เมื่อกราบลา หลวงพ่อโอภาสี จุดหมายปลายทางจะไปทางภาคเหนือก่อน เพราะได้ยินกิตติศัพท์ว่า ทางภาคเหนือของประเทศไทยนี้ มีพระอาจารย์ที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบเป็นจำนวนมาก ความไม่อิ่มในธรรม และใคร่จะได้ศึกษาปฏิบัติให้ยิ่ง ๆ ขึ้น พบอาจารย์ที่ไหน ก็จะเข้าไปฝากตัวเป็นศิษย์ เพื่อศึกษาธรรมจากท่าน เจริญสมณธรรม อาศัยอยู่ในป่า ตามถ้ำ ตามหุบเขาต่าง ๆ สิ่งแรกที่ได้รับคือ ความกลัวหมดไป ประการที่สอง ได้กายวิเวก ประการที่สาม จิตวิเวกจะเกิดขึ้นผลที่สุดนิรามิสสุขก็จะตามมา

สถานที่ออกเดินธุดงควัตรอาทิเช่น เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง แพร่ สุโขทัย กำแพงเพชร อุตรดิตถ์นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์ ได้ท่องเที่ยวเจริญสมณธรรมทางภาคเหนือเป็นเวลา ๒ ปีเศษก็คิดอยากจะเดินทางลงทางใต้บ้าง

ทางภาคใต้มีภูมิประเทศ อากาศและธรรมชาติสวยงาม ร่มรื่นเย็นสบายดีมาก ทิวทัศน์ชายทะเล ป่าเขาลำเนาไพรไม่แพ้ทางภาคเหนือ ได้เดินทางไปพักและเจริญสมณธรรมตามที่ต่าง ๆ มีปัตตานี ยะลา นราธิวาส และย้อนกลับขึ้นมาที่สุราษฎร์ธานี ได้กราบนมัสการ "หลวงพ่อพุทธทาส"แห่งสวนโมกข์ และ "หลวงพ่อสงฆ์" วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย

เมื่อเดินทางจากภาคใต้แล้ว ก็ใคร่อยากจะเดินทางไปทางทิศตะวันตก จุดหมายปลายทางคือจังหวัดกาญจนบุรี ตามกิตติศัพท์เล่าลือ ณ สถานที่นี้มีผู้แสวงหาสัจจธรรม และความวิเวก และอาจารย์เก่ง ๆ ก็มีมาก ถ้าโอกาสดีอาจจะได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสพการณ์ได้ไม่มากก็น้อย

ช่วงนี้นี่เองที่ชีวประวัติ"หลวงพ่อเปิ่น"ได้หายไป ทราบเพียงว่าท่านได้จาริกธุดงค์ข้ามขุนเขาตะนาวศรี เข้าสู่เมืองมะริด เข้าสู่บ้องตี้เซซาโว่เกริงกาเวีย ซึ่งป่าแถบนั้นเป็นป่าที่ซ่อนอาถรรพ์ลี้ลับนานาประการเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นอันตรายจากสัตว์ อันตรายจากสิ่งลี้ลับมนต์ดำแห่งป่า สิ่งเหล่านี้ไม่ทำให้หลวงพ่อเกิดความหวาดกลัวแต่ประการใด ตรงกันข้ามท่านกลับมุ่งความตั้งใจจะเข้าสู่แดนลี้ลับนี้ให้ได้

ณ ป่านี้นี่เองที่พระธุดงควัตรหายไปอย่างลึกลับ มีมามากแล้วจะเป็นด้วยไข้ป่า ผีป่า นางไม้ วิญญาณร้ายต่างๆ ที่สำคัญที่สุดคือสัตว์ร้ายนานาชนิด โดยเฉพาะ "เสือสมิง"

ที่แห่งนี้จะมีตำนานเล่าขานกันมาตั้งแต่บรรพกาลของเสือร้ายที่สามารถกลับแปลงร่างเป็นมนุษย์ หรือมนุษย์ที่ศึกษาวิชาทางด้านนี้ จนสามารถกลับกลายร่างของตนเองเป็นเสือสมิงไป และไม่ได้กลับร่างเป็นคนได้อีก เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ในสายวิชาเร้นลับวิชาหนึ่ง

ในส่วนหลวงพ่อเปิ่นท่านไม่ได้ประหวั่นพรั่นพรึงในส่วนนี้เลยแม้แต่น้อย จะเป็นด้วยเพื่อจะทดลองวิชาที่ได้เล่าเรียนมาว่าจะขลังหรือศักดิ์สิทธิ์จริงหรือไม่ จิตของท่านสงบนิ่งไม่ได้กลัวอะไรเลยแม้แต่น้อย

ช่วงนี้ข่าวคราวของท่านเงียบหายไปอย่างสนิท มีเพียงจากคำบอกเล่าของชาวบ้านว่าเจอท่านบ้าง ชาวเขา ชาวป่า พวกกะเหรี่ยง บอกว่าเจอท่าน และท่านได้ช่วยเหลือสงเคราะห์ชาวป่าชาวเขาเหล่านี้

กระทั่งปลายปี พ.ศ.๒๕๐๔ บ่ายแก่ของวันหนึ่ง พระธุดงค์วัยเกือบสี่สิบมาปักกลดอยู่ชายทุ่ง ใกล้กับวัดทุ่งนางหรอก อำเภอลาดหญ้า จังหวัดกาญจนบุรี พระธุดงค์องค์นี้ได้สร้างศรัทธาให้แก่ชาวบ้านอย่างมากมาย ทั้งปฏิปทาที่เคร่ง ทั้งสายวิชาพระเวท ทั้งยาสมุนไพรช่วยเหลือชาวบ้าน ยิ่งเกิดศรัทธาอันสูงสุดของชาวบ้านที่พุ่งตรงสู่พระธุดงค์รูปนี้ "หลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ " คือองค์พระธุดงค์องค์นั้น

ประจวบกับวัดทุ่งนางหลอก ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ชำรุดทรุดโทรมมาก ไม่มีเจ้าอาวาสมีเพียงพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่สองสามรูป จนจะกลายเป็นวัดร้างอยู่แล้ว ชาวบ้านจึงเห็นพ้องต้องกันว่าผู้ที่จะช่วยพัฒนาวัดทุ่งนาวัดนางหลอกให้กลับมาคืนมาอีกครั้ง คือองค์พระธุดงค์องค์นี้ จึงได้พร้อมใจกันนิมนต์หลวงพ่อให้ช่วยพัฒนาวัดและเสนาสนะต่างๆ ให้ดีขึ้นเหมือนเดิมและให้หลวงพ่ออยู่เพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน เป็นที่พึ่งทางใจของพวกเขาต่อไป

ด้วยความเมตตาธรรม และเห็นว่าพอจะช่วยได้ หลวงพ่อจึงรับนิมนต์จะช่วยเป็นผู้นำให้ ท่านได้ใช้ความรู้ความสามารถของท่านทุกวิถีทาง เพื่อให้เกิดประโยชน์กับชาวบ้านทั้งหลายที่มีความเดือดร้อน เช่นวิชาแพทย์แผนโบราณ และพระคาถาอาคมต่าง ๆ ที่จำเป็น ชาวบ้านทั้งหลายต่างมีความชื่นชมศรัทธาเลื่อมใสท่านมากยิ่งขึ้น

เพียงระยะเวลาไม่นานที่หลวงพ่อมาสงเคราะห์ การกระทำและการพัฒนาวัดต่างก็ได้ให้ความร่วมมือสามัคคีดีมาก งานยากก็กลายเป็นงานง่าย เมื่อต่างก็ร่วมมือและมีความสามัคคีกันเช่นนี้ ในการพัฒนาวัดก็เจริญรุ่งเรืองไปอย่างรวดเร็ว แปลกหูแปลกตาทันตาเห็น เปรียบเหมือนเทวดามาโปรด จึงทำให้ชื่อเสียง"หลวงพ่อเปิ่น"เป็นที่เล่าลือของชาวบ้านกว้างขวางออกไป จากคำบอกเล่าปากต่อปาก ประจวบกับจริยาวัตรอันงดงามของท่าน มีวิชาแพทย์แผนโบราณ บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับทุกคนที่มีความเดือดร้อน รวมทั้งมีวิชาอาคมที่เป็นเลิศ ภายในระยะเวลาไม่ถึง ๒ ปี วัดทุ่งนางหรอก อำเภอลาดหญ้า จังหวัดกาญจนบุรี มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ในช่วงดังกล่าว ท่านเกิดป่วยกระทันหัน จำเป็นต้องเข้ามารักษาตัวในเมือง ท่านจึงได้กลับมารักษาตัวที่วัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ตั้งใจไว้ว่าเมื่อหายป่วยดีแล้วก็จะกลับไปพัฒนาส่วนอื่นที่จะต้องทำอีกต่อไป

สู่วัดโคกเขมา เมื่อหายป่วยดีแล้ว ก็ตั้งใจจะกราบลาพระอาจารย์เพื่อเดินทางกลับไป ประจวบเหมาะกับที่ชาวบ้านวัดโคกเขมา มาขอพระจากพระอาจารย์เปลี่ยน ฐิตธัมโม ไปเป็นเจ้าอาวาสเพื่อพัฒนาวัด

พระอาจารย์เปลี่ยน ท่านได้บอกชาวบ้านโคกเขมาว่า ดีแล้ว ศิษย์ของฉันเขาไปธุดงค์ เผอิญไม่สบายกลับมารักษาตัว หายดีแล้ว ก็จะกลับไปพัฒนาวัดทุ่งนางหรอก อำเภอลาดหญ้า จังหวัดกาญจนบุรีอีก ฉันเองก็ไม่อยากจะให้เขาไปไกล คิดถึงเขา ฉันจะให้เขาไปช่วยพัฒนาวัดโคกเขมาให้รับรองว่าไม่ผิดหวัง ศิษย์โปรดของ"หลวงพ่อหิ่ม" ชาวบ้านเมื่อได้ทราบเช่นนั้น พากันปลื้มอกปลื้มใจไม่ผิดหวังแน่นอน กิตติศัพท์"หลวงพ่อหิ่ม"ก็เป็นที่รู้ ๆ กันอยู่แล้ว ว่าแน่แค่ไหน จึงกราบอาราธนาให้ท่านไปช่วยสงเคราะห์พัฒนาด้วย ท่านก็ยินดีรับด้วยความเต็มใจ เพื่อฉลองพระคุณของพระอาจารย์ที่ได้ช่วยเหลือมาตลอด

คณะสงฆ์ในตำบลแหลมบัว ออกประกาศและแต่งตั้งให้ "หลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ" เป็นเจ้าอาวาสวัดโคกเขมา ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๙ และนี่เป็นจุดแห่งบุญญาบารมีและชื่อเสียงของ"หลวงพ่อเปิ่น"

เมื่อเข้ารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโคกเขมา หลวงพ่อได้เริ่มพัฒนาวัด ก่อสร้างเสนาสนะ ซ่อมแซมปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ ทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เกิดด้วยแรงศรัทธาของประชาชนที่มีต่อ "หลวงพ่อ" ในเวลานั้น และที่วัดโคกเขมานี่เอง "หลวงพ่อ" ได้สร้างพระเครื่องเป็นครั้งแรก ปัจจุบันพระเครื่องรุ่นนี้ของวัดโคกเขมาหายากมาก เพราะเป็นพระเครื่องที่มีประสบการณ์ สร้างอภินิหาริย์ให้ผู้เช่าบูชาได้ประจักษ์ หลังจากรุ่นรูปหล่อเนื้อทองแดงของท่านแล้ว พระเครื่องและวัตถุมงคลต่าง ๆ จากวัดโคกเขมาจึงออกมาอีก เพื่อให้ศิษย์และประชาชนทั่วไปได้เช่าหาบูชากัน เพื่อนำเงินบำรุงพัฒนาวัด

ที่วัดโคกเขมา หลวงพ่อออกพระเครื่องทั้งเนื้อผง(สมเด็จ) ทั้งรูปหล่อ ทั้งเหรียญพระบูชา(พระสังกัจจายน์) ทุกอย่างทุกองค์ที่หลวงพ่อสร้างมีค่ายิ่งสำหรับชาวบ้านที่รับไป

ทางด้านการปฏิบัติธรรม ทางด้านไสยศาสตร์ หลวงพ่อถือเคร่งในวัตรปฏิบัติจนเป็นที่เลื่อมใสแก่ผู้ที่มากราบไหว้พบเห็น และนั่นเองเป็นสาเหตุที่ทำให้ชื่อหลวงพ่อขจรไกลไปทั่วแคว้น จึงไม่แปลกใจเลยว่า ที่กุฎิหลวงพ่อมีศิษยานุศิษย์มากันเนืองแน่นโดยไม่ขาดสาย

อีกอย่างที่กล่าวขานกันอย่างไม่มีวันจบสิ้น จวบจนปัจจุบันตั้งแต่วัดโคกเขมาเป็นต้นมา นั้นคือ "การสักยันต์" แน่ละหากกล่าวถึง "หลวงพ่อเปิ่น"ในหมู่ของชายฉกรรจ์ ตั้งแต่อดีตมา หากเป็นสมัยท่านแล้วละก็ ก็ต้องยกนิ้วให้กับหลวงพ่อ ในเรื่องไสยศาสตร์ เวทเมนตร์คาถาที่ส่งลงสู่ร่างกายของชายชาตินักสู้ในรูปแบบเฉพาะของท่านเอง ทุกอย่างสมบูรณ์เพียบพร้อมถึงขนาดลงข่าวที่ว่าแม้สิ้นชีพไปแล้ว มีดผ่าตัดยังไม่สามารถเฉือนเนื้อลงได้เลย

หลวงพ่อในสมัยที่ท่านยังมิได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ หลวงพ่อท่านลงมือสักลงอักขระเวทด้วยองค์ท่านเอง มาภายหลังหลวงพ่อได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาการสักให้แก่ศิษย์เป็นองค์สักแทน แล้วหลวงพ่อเพียงทำพิธีครอบให้เท่านั้น

เรื่องการสักของหลวงพ่อกล่าวเพียงบทสรุป ว่าชอบ เสือ ด้วยเหตุผลที่บอกเพียงสั้น ๆ แก่ศานุศิษย์ว่า เสือเป็นสัตว์ที่มีอำนาจ เพียงเสียงคำรามของเสือ สัตว์ทั้งหลายก็สงบเงียบ กลิ่นของเสือ สัตว์ทั้งหลายเมื่อรับสัมผัสจะยอมในทันที หลีกทันก็ต้องหลีก จัดอยู่ในมหาอำนาจ เสือรูปร่างสง่างาม เต็มไปด้วยอำนาจบารมี จัดอยู่ในมหานิยม ที่สำคัญ"หลวงพ่อ" เคยประจันหน้ากับเสือมาแล้ว กลางป่าลึก ระหว่างธุดงควัตรแถวป่าใหญ่ จังหวัดกาญจนบุรี จึงเกิดความประทับใจตั้งแต่นั้นมา

    ช่วงที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดโคกเขมา อันเป็นเวลาที่เจริญรุดหน้าขึ้นอย่างสูง

ในส่วนของวัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เมื่อหลวงปู่หิ่ม อินฺทโชโต มรณภาพลงและหลวงพ่อเปิ่นออกจาริกแสวงธรรม ทางวัดบางพระเงียบเหงาลง ต่อมา"หลวงพ่อทองอยู่ ปทุมรัตน์" พระกรรมวาจาจารย์ของหลวงพ่อเปิ่นได้เป็นเจ้าอาวาสต่อจากหลวงปู่หิ่ม จนมรณภาพลงในปี พ.ศ.๒๕๑๖ เจ้าอาวาสวัดบางพระ จึงว่างลง ชาวบ้านจึงพร้อมใจกัน ไปกราบอาราธนาหลวงพ่อเปิ่นให้กลับมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบางพระ ซึ่งในตอนแรกหลวงพ่อไม่ยอมมาด้วยสาเหตุว่าไม่มีใครดูแลวัดโคกเขมา ซึ่งเป็นเหมือนกับวัดที่ท่านสร้างขึ้นมาใหม่ ภาระและความรับผิดชอบยังอยู่ที่ท่าน

ในส่วนของญาติโยมชาวโคกเขมานั้น เคารพรักใหลวงพ่อเป็นอย่างมาก เพราะเปรียบเทียบเสมือนว่าตัวท่านเป็น น้ำทิพชะโลมใจ ท่านเป็นศูนย์รวมพลังศรัทธา เป็นพระนักพัฒนาที่สร้างแต่ความเจริญรุ่งเรือง

ญาติโยมฝ่ายวัดบางพระ ก็ไม่ได้สิ้นความพยายาม เพียรกราบอาราธนาให้ท่านกลับมาพัฒนาวัดบ้านเกิดของท่านเอง ให้กลับคืนเหมือนเดิม เพราะชาวบ้านทั้งหลายได้ร่วมพิจารณากันแล้วนอกจากท่านแล้วไม่มีใครที่จะทำให้วัดกลับมาเป็นดังเดิมได้ วัดบางพระมีแต่จะทรุดลงไปเรื่อย ๆ ผลที่สุดท่านก็ยอมที่จะมา แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องหาพระมาดูแลวัดโคกเขมาให้ได้ก่อน ท่านจึงจะยอมกลับวัดบางพระ

ในครั้งนั้น กล่าวกันว่าชาววัดโคกเขมา เมื่อทราบว่าหลวงพ่อท่านจะต้องกลับไปพัฒนาวัดบางพระซึ่งเป็นวัดบ้านเกิดของท่าน เสียดายก็เสียดายทำอย่างไรได้เมื่อเหตุมันเกิดก็ต้องยอมแต่ยังอุ่นใจอยู่ว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นไปกราบปรึกษาหารือท่าน ก็คิดว่าจะได้รับคำแนะนำที่ดีมีประโยชน์ บางทีท่านอาจจะลงมือมาช่วยได้อีก

ในที่สุดหลวงพ่อ ท่านก็กลับมาพัฒนาวัดบางพระ สมเจตนาของชาวบ้าน นั่นคือการจบชีวิตการธุดงค์ของหลวงพ่อเปิ่น

ถนนแห่งชายฉกรรจ์ผู้มีเลือดนักสู้ในหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร หรือ ผู้ที่ทำงานเสี่ยงกับอันตรายนานาประการ ต่างก็มุ่งตรงยังวัดบางพระ เพื่อนำวัตถุมงคลที่หลวงพ่อประสิทธิ์ประสาทไว้กับตัวเอง ด้วยเหตุนี้เอง เท่ากับเป็นการนำพาความเจริญทั้งหลายมาสู่ถิ่นตามลำดับจนถึงปัจจุบัน

หลวงพ่อเข้ารับภาระในวัดบางพระเวลานั้น นับเนื่องแล้วเป็นการพัฒนาที่หนักเอาการ ก่อนอื่นจัดระเบียบของวัดให้เข้าที่เข้าทางเสียก่อน ได้แก่การจัดเขตพุทธาวาส และสังฆาวาสให้อยู่เป็นสัดส่วน เพราะเท่าที่เป็นอยู่ในเวลานั่น เขตพุทธาวาสและสังฆาวาสยังคละเคล้าปะปนกันอยู่ ไม่เป็นที่เจริญตาเจริญใจแก่ผู้มาพบเห็น

หลังจากได้วางโครงการเรียบร้อยแล้ว ให้เอาเขตสังฆาวาสทั้งหมดไปรวมอยู่ทางด้านหลัง ส่วนข้างหน้าให้เป็นเขตพุทธาวาสได้แก่โบสถ์ ศาลาการเปรียญ มณฑปพระพุทธบาท มณฑปบูรพาจารย์ ฯลฯ เป็นต้น

ในวันที่ ๒๕ เดือน สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๘ อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๒๓ แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๕ (พ.ศ.๒๕๐๖) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ จึงแต่งตั้งให้ พระใบฎีกาเปิ่น ฉายา ฐิตคุโณ อายุ ๕๓ พรรษา ๒๗ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม มีหน้าที่และอำนาจตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ โดยมี เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม ประทับตราประจำตำแหน่ง

หลังจากได้วางโครงการแยกแยะส่วนต่างๆ แล้ว หลวงพ่อได้ย้ายและสร้างกุฏิสงฆ์ เพื่อให้พอกับพระที่อยู่จำพรรษา และพัฒนาวัดมาโดยตลอดอย่างไม่หยุดยั้ง

ด้วยการพัฒนาวัด และพร้อมด้วยจริยาวัตรอันงดงาม ปลูกศรัทธาปสาทะของผู้พบเห็น บำเพ็ญในสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาอย่างสูง และด้วยการที่ไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ ทางคณะสงฆ์และทางราชการเห็นความสำคัญ จึงได้ประกาศเกียรติคุณความดีให้ปรากฏเป็นอนุสรณ์ตลอดมา

ในวันที่ ๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๓ ให้พระฎีกาเปิ่น วัดบางพระ จังหวัดนครปฐม เป็น "พระครูฐาปนกิจสุนทร"

ช่วงนี้นี้เองที่วัดมีการออกพระเครื่องและวัตถุมงคล เพื่อทดแทนในน้ำใจแห่งศรัทธาที่ศิษยานุศิษย์และชาวบ้านได้ร่วมกันในการพัฒนาวัดบางพระนั่นเองฯ

ในวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๗ หลวงพ่อท่านได้รับพระราชทานเลื่อนสมณะศักดิ์จาก พระครูฐาปนกิจสุนทร เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ เป็น "พระอุดมประชานาถ"

ด้วยการพัฒนาวัดและชุมชนมาโดยตลอด ทางมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์โดยอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัย ถวายปริญญาบัตร พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาสังคมศาสตร์ ณ วันที่ ๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๓๘ แก่องค์หลวงพ่อ แสดงให้เห็นว่าหลวงพ่อได้เป็นนักสังคมสงเคราะห์ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นพระสงฆ์ของประชาชนโดยแท้ ท่านไม่ทิ้งธุระทางการศึกษา พัฒนาสาธารณะประโยชน์เกี่ยวกับการศึกษาไว้มากเพื่อเป็นแนวทางแก่พระภิกษุ - สามเณรในพระพุทธศาสนา

หลวงพ่อท่านได้มองถึงประโยชน์ของการศึกษาถึงวัฒนธรรมความเจริญของท้องถิ่นแห่งนี้เมื่อสมัยก่อน ในการที่จะพัฒนาบุคคลให้มีความรู้คู่คุณธรรมและมีจิตสำนึกรักภูมิลำเนาของตนโดยที่ท่านได้วางการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่ตั้งใจจะสร้างไว้นานแล้ว เพื่อเป็นที่รวบรวมภูมิปัญญาชาวบ้าน และของเก่าแก่ของแถบลุ่มน้ำนครชัยศรี บริเวณตำบลบางแก้วฟ้านี้ ที่เมื่อครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งที่มีการติดต่อค้าขายกัน มีชาวบ้านอยู่มากมาย เป็นแหล่งรวมสรพวิชาความรู้ที่สำคัญแห่งหนึ่งในบริเวณนี้ ซึ่งสามารถดูได้จากโบสถ์เก่าสมัยอยุธยาตอนปลาย เรือสำเภาโบราณที่มีเจดีย์เล็ก ๆ บนเรือนั้น ส่วนวิชาความรู้ต่าง ๆ ในสายพระเวทคาถา ท่านเองได้ศึกษามามากจากหลวงปู่หิ่ม (พระอุปัชฌาย์) หลวงพ่อโอภาสี หลวงพ่อแดงวัดทุ่งคอก หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน เป็นต้น และออกฝึกปฏิบัติทางจิตตามแนวทางในพระพุทธศาสนาเพื่อให้รู้ถึงสภาวธรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในจิตของตน โดยปฏิบัติธุดงควัตรในสถานที่ต่าง ๆ ท่านเองเป็นตัวอย่างของพระนักศึกษาทั้งทางรูปธรรม และนามธรรมอย่างเห็นได้ชัด จนกระทั่งสามารถนำวิชาความรู้ต่าง ๆ มาช่วยเหลือชี้นำแนวทางและพัฒนาจิตใจแก่พุทธศาสนิกชนได้ หลวงพ่อเองเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเมตตาต่อผู้ที่มาหาท่าน รวมถึงสัตว์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในบริเวณวัดบางพระ

หลวงพ่อได้ฝากปริศนาธรรมต่างๆ โดยการปฏิบัติ และสร้างสิ่งต่างๆ ให้เห็นทั้งรูปธรรม - นามธรรม หลายต่อหลายอย่างซึ่งปรากฏแก่ผู้ที่ใกล้ชิดท่าน อันพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งได้ระลึกเสมอว่าสังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาได้ยังประโยชน์ตนประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท ตามพระวาจาที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ครั้งสุดท้าย หลวงพ่อมีศีล และจริยวัตรอันงดงาม ในขณะที่ธาตุสี่ ขันธ์ห้ายังประชุมอยู่ ถือได้ว่าเป็นพระแท้ที่หาได้ยากในยุคนี้

ในวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ เวลา ๑๐.๕๕ น. ณ โรงพยาบาลศิริราช หลวงพ่อได้ละสังขารด้วยอายุ ๗๙ ปี ๕๔ พรรษา ยังความอาลัย เศร้าโศก เสียใจแก่ปุถุชนจิต แต่ได้แสดงให้เห็นถึงมรณัสสติแก่ศิษยานุศิษย์ คุณงามความดีที่ท่านได้กระทำไว้ในพระพุทธศาสนามากมาย จะเป็นตำนานแห่งแผ่นดินไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม เป็นเครื่องเตือนสติให้พุทธศาสนิกชนได้รู้จักและปฏิบัติสืบสานกันต่อไป.
Tell a Friend
หลวงปู่แย้ม วัดสามง่าม พระเกจิอาวุโสนครปฐม
รหัสสินค้า: 000002
รายละเอียด: หลวงปู่แย้ม ฐานยุตโต" เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งวัดสามง่าม ลุ่มน้ำท่าสาร จ.นครปฐม ที่มีความเชี่ยวชาญวิทยาคมเป็นที่เลื่องลือไปทั่วสาร ทิศ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นพระเกจิอาจารย์ระดับแนวหน้า

เกียรติคุณด้านมงคลปูชนียวัตถุที่มีชื่อเสียงของหลวง ปู่แย้ม คือ ตะกรุดโทน ตะกรุดหนังหน้าผากเสือ และกุมารทอง ตามตำรับหลวงพ่อเต๋ คงทอง อดีตเจ้าอาวาสวัดสามง่าม

หลวงปู่แย้ม บำเพ็ญเพียรตั้งมั่นอยู่ในสมณธรรมอย่างเคร่งครัด มีวัตรปฏิบัติเรียบง่าย ปฏิปทางดงามเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้ได้พบเห็น

ปัจจุบัน หลวงปู่แย้ม ฐานยุตโต หรือ พระครูประยุตนวการ อายุ 92 พรรษา 69 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสามง่าม อ.ดอนตูม จ.นครปฐม

อัตโนประวัติ เกิดในสกุล เดชมาก เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2458 ที่บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 4 ต.ดอนตูม อ.บางเลน จ.นครปฐม โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายแหยมและนางวงษ์ เดชมาก

ได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดสามง่าม เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2481 โดยมีพระครูอุตตรการบดี (สุข ปทุมสุวณฺโณ) วัดห้วยจระเข้ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการเต๋ คงทอง วัดสามง่าม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์เพชร วัดสามง่าม เป็นพระอนุสาวนาจารย์

อยู่จำพรรษาที่วัดสามง่าม ได้ศึกษาพระปริยัติธรรม สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี

พร้อมกันนี้ ได้ศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐาน เล่าเรียนวิทยาคม เรียนเขียนอ่านอักขระขอม ลงเลขยันต์ โหราศาสตร์ และแพทย์แผนโบราณ โดยมีหลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม เป็นผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ คอยอบรมสั่งสอน ขัดเกลาให้เกิดความรู้ ความเชี่ยวชาญครบถ้วนสมบูรณ์แบบ เต็มเปี่ยมด้วยภูมิรู้ภูมิธรรม

ในวัยหนุ่ม ท่านชอบออกท่องถือธุดงควัตรตามป่าเขาลำเนาไพร แสวงหาความวิเวกในการปฏิบัติธรรมและแลกเปลี่ยนเรียนร ู้ถ่ายทอดวิทยาคมกับครูบาอาจารย์สำนักต่างๆ เช่น หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก จ.ฉะเชิงเทรา เป็นต้น

ท่านได้ช่วยแบ่งเบาภารกิจของหลวงพ่อเต๋ ผู้เป็นอาจารย์ ด้วยการเป็นศิษย์รับใช้ใกล้ชิด จนได้รับความไว้วางใจแต่งตั้งเป็นรองเจ้าอาวาสวัดสาม ง่าม และเป็นพระกรรมวาจาจารย์

ปฏิปทาของหลวงปู่แย้มเจริญรอยตามครูบาอาจารย์ทุกประก าร ตั้งแต่วัตรปฏิบัติ การปฏิบัติศาสนกิจ การพัฒนาความเจริญให้วัดสามง่ามและชุมชนใกล้เคียง การสงเคราะห์สังคม ที่สำคัญ คือ การสืบทอดตำรับมหาพุทธาคมของสำนักวัดสามง่าม

หลวงปู่แย้ม ได้จัดสร้างสาธารณประโยชน์ และถาวรวัตถุไว้ที่วัดสามง่าม รวมทั้งให้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือวัดวาอารามอารามต่ างๆ หลายแห่งด้วยกัน อาทิ เป็นผู้อุปถัมภ์สร้างอุโบสถวัดดอนตูม จ.นครปฐม, อุโบสถวัดสระสำเภาทอง จ.กาญจนบุรี, อุโบสถวัดทุ่งกฐิน ราชบุรี เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้สงเคราะห์ช่วยเหลือสาธารณประโยชน์ ด้วยการสร้างห้องพิเศษโรงพยาบาลดอนตูม สร้างอาคารเรียนและอุปกรณ์การศึกษาโรงเรียนคงทองวิทย า และโรงเรียนวัดสามง่าม จัดหาทุนบุญมูลนิธิหลวงพ่อเต๋ คงทอง เพื่อการศึกษามิได้ขาด

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2530 ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสวัดร าษฎร์ชั้นโท ที่พระครูประยุตนวการ พ.ศ.2536 ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสวัดร าษฎร์ชั้นเอก ในราชทินนามเดิม

พ.ศ.2545 ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่พระครูประย ุตนวการ

หลวงปู่แย้ม ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดสามง่าม เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2525 ท่านรับภาระหน้าที่ปกครองดูแลพระสงฆ์สามเณรวัดสามง่า ม ต่อจากหลวงพ่อเต๋ ที่ละสังขารไปเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2524

ด้วยความเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวทีและเคารพนับถือครู บาอาจารย์อย่างสูงสุด ดังนั้น ท่านจึงร่วมกับคณะกรรมการวัด ตลอดทั้งคณะศิษยานุศิษย์จัดงานบำเพ็ญกุศล เนื่องในวันคล้ายวันมรณภาพของพระครูภาวนาสังวรคุณ (หลวงพ่อเต๋) เป็นประจำทุกปี ในปีนี้ตรงกับวันที่ 22 มีนาคม 2550

หลวงปู่แย้ม เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีวิริยะอุตสาหะและมีความอดทนเ ป็นเลิศ ยามว่างจากการปฏิบัติศาสนกิจ ท่านจะลงตะกรุดจารด้วยลายมือ พร้อมทั้งถักตะกรุดด้วยฝีมือประณีตงดงาม

อักขระเลขยันต์ที่หลวงพ่อแย้มเขียนหรือจารเพื่อทำวัต ถุมงคลจะมีความเรียบร้อยสวยงาม แม่นยำ ไม่มีอักขระผิดพลาด ฝีมือชั้นครู การปลุกเสกวัตถุมงคลของหลวงพ่อแย้ม ท่านจะตั้งใจมากเป็นพิเศษใช้พลังสมาธิจิตในระดับสูง ใครได้พบเห็นจะเกิดความเลื่อมใสศรัทธา

มงคลปูชนียวัตถุต่างๆ ที่หลวงปู่แย้มสร้างไว้ มีครบทุกประเภทและเป็นที่นิยมทั่วไป ทั้งนี้ เนื่องจากประสบการณ์ที่ผู้นำไปใช้ได้พบเห็นด้วยตนเอง เช่น เหรียญรุ่น 1 พ.ศ.2516 ที่ระลึกงานทำบุญฉลองอายุครบ 5 รอบ สร้างตั้งแต่สมัยหลวงพ่อเต๋ ยังมีชีวิตอยู่อธิษฐานจิตปลุกเสกเรื่อยมา กระทั่ง หลวงพ่อเต๋มรณภาพ จึงนำเหรียญดังกล่าวแจกให้ลูกศิษย์และผู้ใกล้ชิด

เหรียญรุ่น 1 ฉลองอายุครบ 5 รอบ นับเป็นเหรียญที่ได้รับความนิยมอย่างสูง มีประสบการณ์ปาฏิหาริย์เป็นพิเศษ โดยเฉพาะในกลุ่มตำรวจ ทหาร

ส่วนวัตถุมงคลอื่นๆ อาทิ พระกริ่งบารมี 80 เหรียญตลับยาหม่อง เหรียญหล่อใบโพธิ์ พระผงรูปเหมือน พระขุนแผนเนื้อว่านมหาเสน่ห์ นางพญาเสน่ห์จันทร์มหาเศรษฐี เหรียญหล่อใบโพธิ์ รูปหล่อลอยองค์ รูปเหมือนบูชา พระกริ่งบรมครู พระกริ่งพระพุทธยอดฟ้า รูปหล่อลอยองค์ ตะกรุดโทน ตะกรุดหนังสือ ตะกรุดสามห่วง ผ้ายันต์

ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง คือ กุมารทอง หลวงพ่อแย้ม สร้างตามตำรับหลวงพ่อเต๋ มีประสบการณ์อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์มากเป็นพิเศษ ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเลื่อมใสศรัทธา

หลวงปู่แย้ม เป็นพระเกจิอาจารย์อาวุโสของจังหวัดนครปฐม ที่สืบทอดวิชาความรู้ประพฤติปฏิบัติตามแนวทางที่ครูบ าอาจารย์ได้สั่งสอนเอาไว้ได้เป็นอย่างดี เป็นที่เจริญศรัทธาของสาธุชน ได้นำวิชาความรู้ด้านวิทยาคม เป็นอุบายสำคัญในการอบรมสั่งสอนศีลธรรมให้ประชาชนทั่ วไป โดยยึดหลักธรรมคำสอนตามแนวทางของพุทธศาสนาเป็นวิถีสำ คัญในการประพฤติปฏิบัติธรรม

สร้างค่านิยมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ให้เกิดขึ้น ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของบริบทสังคมในยุคปัจจุบัน นับเป็นพระอีกรูปที่คู่ควรยกย่องเป็นมงคลแห่งพุทธศาส นา
Tell a Friend
พระอธิการเกษม (อั๊บ) เขมจาโร วัดท้องไทร จ.นครปฐม
รหัสสินค้า: 000003
รายละเอียด: พระอธิการเกษม เขมจาโร หรือ หลวงพ่ออั๊บ ถือกำเนิดในตระกูล “ทิมมัจฉา” เกิดเมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๔๖๔ ที่บ้านแหลมบัว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เป็นบุตรคนโตในบรรดาพี่น้อง ๘ คน ดังนั้นจึงต้องรับหน้าที่ดูแลน้องๆ และช่วยพ่อแม่ทำไร่นาเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว
การศึกษา เมื่อหลวงพ่ออายุได้ ๒๐ ปีท่านได้ตัดสินใจอุปสมบทตามแบบแผนประเพณีโบราณ โดยอุปสมบท ณ วัดทุ่งน้อย มี “หลวงพ่อมา” เกจิอาจารย์อาคมขลังเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อบวชแล้วหลวงพ่อได้มาจำพรรรษาอยู่ที่วัดท้องไทร ๙ ปี หลังจากนั้นท่านจึงเดินธุดงค์ไปเรื่อยๆ และสุดท้ายก็ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดวังชะโดอีก ๒ ปี จนกระทั่งปี ๒๕๐๘ หลวงพ่อจึงกลับมายังวัดท้องไทรและอยู่ที่วัดท้องไทรจนถึงปัจจุบัน
หลวงพ่ออั๊บท่านเป็นผู้ที่สนใจวิชาอาคมมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นฆราวาส โดยได้ไปศึกษาวิชากับหลวงพ่อน้อย เกจิอาจารย์แห่งวัดธรรมศาลา และยังเดินทางไปเรียนยาสมุนไพรกับบรรดาหมอยาต่างๆ จนท่านมีความเชี่ยวชาญในด้านยาสมุนไพรเป็นอย่างมาก มีวิชาหนึ่งซึ่งเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาของหลวงพ่อเป็นอย่างมากก็คือ “วิชาแช่น้ำมนต์” เพื่อรักษาโรค โดยแต่ละวันมีผู้มาให้หลวงพ่อทำการรักษาเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้แล้วยังมีวิชาที่หลวงพ่อเชี่ยวชาญเป็นพิเศษอีก ซึ่งก็คือ “วิชาลงตะกรุดกันงู” และวิชา “ลงตะกรุดนางพิม” ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป
วัตถุมงคล วัตถุมงคลที่ขึ้นชื่อที่สุดของหลวงพ่ออั๊บได้แก่ “ตะกรุดกันงู” และ “ตะกรุดนางพิม” ซึ่งมีอุปเท่ห์และวิธีการใช้ที่เข้มขลัง
วิชาทำตะกรุดกันงูนี้หลวงพ่อได้ไปเรียนวิชามากับฆราวาสที่ชื่อ “หมอถ่าย” เป็นชาวเขมร ซึ่งฆราวาสผู้นี้หวงวิชานี้มาก เพราะกลัวว่าคนที่เรียนวิชานี้ไปจะไม่เอาวิชาไปช่วยรักษาคน กลัวจะเอาไปหากินโดยการจับงูขาย แต่ในที่สุดก็ยอมถ่ายทอดให้กับหลวงพ่อ
ตะกรุดกันงูของหลวงพ่ออั๊บนั้น มีวิธีใช้คือให้ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วว่า “พุทธังราตนา ธัมมังราตนา สังฆังราตนา” แล้วจึงผูกที่เอว จะป้องกันพิษงูได้ทุกชนิด งูอ้าปากไม่ขึ้น
ส่วนตะกรุดนางพิมนั้น ถือเป็นสุดยอดตะกรุดเมตตาของหลวงพ่อ คาถาที่ใช้ในการภาวนาปลุกเสกก็คือ ตั้งนะโม 3 แล้วว่า อุ กะ ปะ สะ หะ นะ พุท 9 จบ จะเป็นเมตตาอย่างเอกอุ และมีเคล็ดสำหรับการใช้ตะกรุดนางพิมก็คือถ้าอยากให้ได้ผลเร็วให้ใช้เหล้าขาวทาที่ตะกรุดบ่อยๆ จะเห็นผลในไม่ช้า
มูลเหตุในการสร้างตะกรุดนางพิมนั้น เนื่องจากตอนแรกท่านไม่ได้ทำตะกรุดแบบที่เห็นในปัจจุบันนี้ แต่เป็นการสักยันต์นางพิมให้กับผู้ที่อยากได้ก่อน แต่ลูกศิษย์บางคนก็กลัวเจ็บ บ้างก็ไม่กล้าสัก จึงได้มีลูกศิษย์ขอให้หลวงพ่อทำเป็นตะกรุดขึ้นมาเพื่อจะได้ใช้ติดตัว ท่านก็ลองทำดูซึ่งปรากฏว่าได้ผลดีเทียบเท่ากับการสัก ท่านจึงได้ทำตะกรุดนางพิมตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
Tell a Friend
หลวงพ่อแล วัดพระทรง พระเกจิลุ่มแม่น้ำเพชรบุรี
รหัสสินค้า: 000004
รายละเอียด: เมืองเพชรบุรีมีชื่อเสียงโด่งดัง ด้วยเป็นถิ่นกำเนิดพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมมากมาย อาทิ หลวงพ่ออุ้น วัดตาลกง อ.ท่ายาง, หลวงพ่อตัด วัดชายนา อ.ท่ายาง, หลวงพ่อย้อน วัดโตนดหลวง อ.ชะอำ, หลวงพ่อหวล วัดนิคมวชิราราม อ.ชะอำ, หลวงพ่อเฮง วัดห้วยทรายใต้ อ.ชะอำ และพระคณาจารย์อีกมากมาย

อีกหนึ่งรูปที่โด่งดังไม่แพ้กัน คือ "หลวงพ่อแล ทิตัพโพ" วัดพระทรง จ.เพชรบุรี ศิษย์สายหลวงพ่อทองสุข วัดโตนดหลวง และหลวงพ่อเพลิน วัดหนองไม้เหลือง

หลวงพ่อแลถือได้ว่าเป็นสุดยอดพระเกจิชื่อดังรูปหนึ่งในปัจจุบัน โดยเฉพาะเครื่องรางของขลังและพระเครื่องวัตถุมงคลที่มีพุทธคุณ เป็นสุดยอดปรารถนาของชาวพุทธทั่วไป รวมไปถึงวิชาสักยันต์และสรรพวิชาด้านอื่นๆ ที่ได้ศึกษามาจากพระอาจารย์ต้นตำรับจนแตกฉาน กลายเป็นตำนานสืบสายพุทธาคมมายาวนานต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

อัตโนประวัติ มีสายเลือดชาวเพชรบุรี เกิดในสกุล วาดวงศ์ เมื่อวันพุธที่ 19 กรกฎาคม 2459 ที่บ้านไร่สัตว์ ต.ไร่มะขาม อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายอยู่ และนางทอง วาดวงศ์ เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 7 คน

ในช่วงวัยเยาว์มีอุปนิสัยอ่อนโยน รักวิชาศิลปะและการดนตรีปี่พาทย์ไทย ครั้นอายุ 14 ปีได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดบ้านเกิด

กระทั่งอายุครบ 20 ปีได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดหนองไม้เหลือง จ.เพชรบุรี เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2497 โดยมีหลวงพ่อใหม่ วัดเขาทะโมน เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงพ่อยอด วัดหนองไม้เหลือง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และหลวงพ่อเพลิน วัดหนองไม้เหลือง เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ได้รับฉายาว่า "ทิตัพโพ"

จากนั้นจำพรรษาอยู่ที่วัดหนองไม้เหลือง ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่วัดพระทรง เมื่อ พ.ศ.2498 จนถึงปัจจุบัน

หลวงพ่อแลเพียรปฏิบัติพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด และมีความสนใจร่ำเรียนสรรพวิชาความรู้ ด้วยตระหนักอยู่เสมอว่าวิชาความรู้ยิ่งเรียนมากยิ่งมีคุณประโยชน์ และไม่มีวันสูญสลาย โดยศึกษากับครูบาอาจารย์เฉพาะในเพชรบุรีเพียงจังหวัดเดียวถึง 7 ท่าน

เริ่มจากหลวงพ่อเพลิน วัดหนองไม้เหลือง อ.เมือง เรียนวิชาถอนพิษแมลงต่างๆ หลวงพ่อทองสุข วัดโตนดหลวง อ.ท่ายาง ร่ำเรียนวิชาสักยันต์ครู ซึ่งเป็นยันต์สูงสุดของการสัก เป็นยันต์แรกที่เรียกว่า "หัวใจพระราม" มีหน้าที่ควบคุมยันต์ต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นลิงลม, หนุมาน, พญาหงส์เงิน-หงส์ทอง เป็นต้น

ต่อมาได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อชิต วัดมหาธาตุวรวิหาร ที่มีความเชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์ วิชานี้เชื่อกันว่าทำให้หลวงพ่อแลได้สัมผัสที่ 6 สามารถทราบเหตุการณ์ต่างๆ ล่วงหน้าได้

นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาวิชาพระขรรค์ จากหลวงพ่อโสก วัดปากคลอง อ.บ้านแหลม พร้อมทั้งวิชาตะกรุดโทน ตะกรุดแฝด จากหลวงพ่อผัน วัดมหาธาตุวรวิหาร ได้เรียนสักตัวมหาเมฆ จากคุณพ่อต่อ และคุณพ่อจันทร์ ศิษย์พระครูสันต์ แห่งวัดเขาวัง จ.เพชรบุรี พระเถราจารย์สมัยรัชกาลที่ 5 สำหรับการสักตัวมหาเมฆนี้ในประเทศไทยมีหลวงพ่อแลเพียงรูปเดียวที่สามารถสัก ได้

ในปี พ.ศ.2489 เกิดเหตุการณ์อันไม่คาดฝัน ผลักดันชีวิตของท่านให้ต้องแปรเปลี่ยน เมื่อครั้งที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดมหาธาตุ ได้เกิดเหตุร้ายแรงกับครอบครัวและญาติโยมของท่าน เมื่อมีโจรเข้าปล้นเงินทอง ทำร้ายโยมมารดาและพี่น้องทุกคนเสียชีวิต (โยมบิดาเป็นอัมพาตและได้เสียชีวิตไปก่อนแล้ว) ท่านต้องนำเงินจากการขายทองคำหนัก 6 บาท ที่พวกโจรรีบร้อนทำตกไว้ เพื่อนำไปจัดงานศพครอบครัว

จากเหตุการณ์นี้เป็นเหตุให้ท่านตัดสินใจออกเดินธุดงค์ด้วยเท้าเปล่า เพื่อปฏิบัติธรรมและแสวงหาความรู้ มาช่วยคนรุ่นหลังที่ต้องถูกทำร้ายโดยไม่มีทางสู้ โดยออกเดินทางจาก จ.เพชรบุรี มุ่งสู่ จ.นครปฐม เรียนวิชากะลาตาเดียว ราหูอมจันทร์ และเสริมดวงกับหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง อ.เมือง เรียนวิชาลงนะหน้าทองกับหลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม อ.ดอนตูม และวิชาผงยาจินดามณี ที่ทำมาจากเบี้ยแก้ กับหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว อ.เมือง

จากนั้นจึงเดินทางสู่ จ.สมุทรสาคร เรียนวิชาชูชกกับหลวงปู่รอด วัดบางน้ำวน อ.เมือง และเรียนวิชาตะกรุดไม้ไผ่ จากหลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ อ.กระทุ่มแบน ก่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ ฝั่งธนบุรี เรียนวิชาเบี้ยแก้ กับหลวงปู่รอด วัดนายโรง ตลิ่งชัน แล้วมุ่งไปเมืองอยุธยา เรียนวิชาตะกรุดพวง และยันต์หัวใจ ปลาตะเพียนมหาลาภจากหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อ.บางไทร

ก่อนเดินทางขึ้นเหนือถึง จ.นครสวรรค์ เรียนวิชาศาสตรามีดหมอจากหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ อ.ตาคลี และสุดท้ายย้อนมาทางภาคตะวันออก เป็นลูกศิษย์หลวงปู่อี๋ วัดสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เรียนวิชาคุณปลัด

นอกจากเป็นพระเกจิอาจารย์สุดยอดด้านสักยันต์ มีลูกศิษย์ลูกหามากมายแล้ว ด้านวัตถุมงคลที่เลื่องลือของหลวงพ่อแล คือ เหรียญรูปเหมือนหลวงพ่อแลรุ่นแรก ที่โด่งดังในด้านคงกระพัน อาวุธต่างๆ ไม่สามารถย้ำกรายได้หากมีเหรียญหลวงพ่อและรุ่นนี้ไว้กับตัว หลวงพ่อแลยังได้สร้างรุ่น 2 และรุ่น 3 อีกทั้งมีตะกรุด เหรียญพระพิฆเนศวร หนุมาน พญาหงส์ เป็นต้น

หลวงพ่อแลได้ปฏิบัติงานศาสนกิจด้วยดี ได้อบรมสั่งสอนพระธรรมวินัยแก่พระภิกษุ สามเณรและศิษย์วัดในการปกครอง อบรมสั่งสอนศีลธรรมจริยธรรมแก่พุทธบริษัทอย่างสม่ำเสมอ บำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม และบูรณะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพบูชาทางพระพุทธศาสนา

พ.ศ.2538 หลวงพ่อแลเกิดอาพาธอย่างรุนแรง กระเพาะอาหารทะลุเกือบใช้การไม่ได้ พ.ศ.2544 อาการอาพาธหนักขึ้นถึงกับต้องเจาะคอ ทรมานมาก

พ.ศ.2548 ปอดติดเชื้ออย่างแรง ก่อนอาการหนักต้องเข้าห้องไอซียูนับครั้งไม่ถ้วน ต้องย้ายเปลี่ยนโรงพยาบาลถึง 4 แห่ง เข้าพักรักษาตัวอยู่นานถึง 16 เดือน กระทั่งวันที่ 1 ธันวาคม 2549 หลวงพ่อแลมีอาการดีขึ้น และคณะแพทย์อนุญาตให้กลับวัดได้ หลังจากพักฟื้นได้ระยะหนึ่งท่านจึงสร้างวัตถุมงคลพระพิฆเนศวร รุ่น "สมปรารถนา" เพื่อแจกลูกศิษย์ลูกหาที่มาร่วมทอดผ้าป่า เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2550 เพื่อนำปัจจัยมาบูรณะมณฑปวัดพระทรง

ต้นปี พ.ศ.2551 ท่านได้จัดสร้างพระพิฆเนศ เนื้อผง รุ่น "แก้วมหามงคล" ด้านหน้ารูปพระพิฆเนศ 4 กรถือลูกแก้ว ด้านหลังรูปหนุมานเชิญธงขี่สิงห์ โดยอธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยว มอบเป็นของขวัญปีใหม่แก่ศิษยานุศิษย์

วัตถุมงคลดังกล่าวถือเป็นรุ่นสุดท้ายที่หลวงพ่อแลจัดสร้าง เพราะหลังจากนั้นหลวงพ่อแลได้อาพาธติดเชื้อทางกระแสโลหิตอีกครั้ง และได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเพชรรัชต์ แต่ปรากฏว่าอาการไม่ดีขึ้น มีการทรงตัวตลอด

กระทั่งช่วงเช้าของวันที่ 10 มีนาคม 2551 หลวงพ่อแลได้ละสังขารลงด้วยอาการสงบ สิริอายุ 92 ปี พรรษา 54

ยังความอาลัยให้กับบรรดาลูกศิษย์ลูกหาเป็นอย่างยิ่ง
Tell a Friend
หลวงพ่อตัด วัดชายนา จ.เพชรบุรี
รหัสสินค้า: 000005
รายละเอียด: หลวงพ่อตัด วัดชายนา จ.เพชรบุรี ปัจจุบันท่านอายุ 75 ปี พรรษาที่ 55 หลายคนคงเคยได้ยินชื่อและคงคุ้นหูมาบ้าง ไม่มากก็น้อย..โดยเฉพาะเรื่อง "ตะกรุด" และ "ปลัด" แต่คนส่วนใหญ่แทบจะไม่เคยรู้เลยว่าท่านไปเรียนวิชาอาคมกับใคร? และเป็นศิษย์สายไหนบ้าง? วันนี้ผมจะมาบอกให้ครับว่าท่านไปเรียนวิชากับใครมาบ้าง..จากปากคำของหลวงพ่อเอง ที่ผมได้ไปกราบนมัสการท่านและถามจากท่านเองโดยตรง..จริงๆแล้วท่านเป็นพระที่ชอบเรียนวิชาอาคมมาก สนใจตั้งแต่ยังหนุ่ม ท่านบอกว่า "สมัยก่อน ปี 2496เอาหมด เอาทุกอย่างที่ไหนเขาว่าดีไปหมด ในกระจิวนี้ไปขอเรียนมาหมด..." พูดง่ายๆว่าตำราเก่าๆในจังหวัดเพชรบุรีนี้ท่านเรียนมาหมดครับ แต่ท่านไม่ค่อยคุยโอ้อวด ใครจะให้ท่านทำอะไรท่านชอบพูดปัดไปว่า "ไม่เป็นๆ" แต่ก็เมตตาทำให้อยู่เสมอๆ จริงๆแล้วท่านเป็นศิษย์เอกของ2เกจิอาจารย์ยุคเก่า องค์แรกคือเรียนวิชาการทำ "ตะกรุด" จาก ล.พ.ทอง อยู่ที่วัดเขากระจิว เรียนตำราของ ล.พ.กริช ที่ตกทอดมาซึ่งเป็นพระยุคเก่าเป็นอาจารย์สาย ล.พ.กุน วัดพระนอนตกทอดมาอีกทีหนึ่ง...ส่วนองค์ที่สองท่านไปเรียนทำ "ปลัด" จาก ล.พ. ชุ่ม วัดกุฏิบางเค็ม โดยมีเคร็จรับว่าให้ใช้ "ไม้ผูกคอตาย ทำถึงจะดี" นอกจาก2ท่านอาจารย์ที่กล่าวมานี้แล้ว ท่านยังได้เดินทางไปต่อวิชากับ ล.พ.ทองศุข วัดโตนดหลวง อยู่หลายปี..เสร๊จแล้วไปเรียนวิชาคงกระพัน+คาถา"นางโลม"ต่อกับ อาจารย์พงษ์ เป็นอาจารย์สักยันต์ที่มีชื่อเสียงในสมันนั้น..แล้วไปเรียนต่อกับ"หมอพรหม" ได้วิชากันคุณไสย กันเขากระทำมา..หลังจากนั้นก็ได้ไปขอวิชา "นะมหาอ่อนใจ" กับโยมพร โดยวิชานี้ท่านนำได้มาทำสีผึ้งเมตตาค้าขาย..และอาจารย์ของท่านที่สำคัญอีกคนหนึ่งคือ "โยมพุฒ" อยู่แถวชะอำ ก่อนที่ท่านจะสิ้นใจ ท่านได้ให้ ล.พ.ตัดไปหา และบอกว่าจะให้วิชาที่ได้เรียนมาทั้งหมด ซึ้งมีคาถาที่สำคัญๆอยู่หลายบทเช่น "มนต์พระสังฆ์"เรียกเนื้อ เรียกปลา และหนึ่งในคาถาที่สำคัญนั้นคือ "มนต์จินดา"เรียกคน เรียกลาภ และวิชาทำ "พระขรรค์" โดยโยมพุฒ ท่านเป็นศิษย์สายตรงของ ล.พ.โสก วัดปากคลองและล.พ. บุตร วัดพรหมวิหาร...และหลวงพ่อยังมีอาจารย์อื่นๆ อีกหลายท่าน ที่ท่านบอกมาอีกเยอะครับ แต่ผมจำไม่ได้ เพราะอยู่ต่อหน้าท่านผมไม่กล้าจดใส่ในกระดาษเกรงใจท่าน ได้แต่จำมาเท่านั้น..เป็นไงครับ ล.พ.ตัด วัดชายนา ปัจุบันนี้มีคนไปกราบนมัสการท่านเยอะครับ ส่วนใหญ่ไปขอของดีจากท่าน จนท่านทำไม่ทัน ท่านมีเมตตามาก เวลาใครไปขออะไรท่าน ท่านไม่เคยขัด ท่านจะพูดเสมอว่า "คนขอคนอยากได้ คนไม่ให้คนหน้าด้าน"
Tell a Friend
หลวงพ่อลำใย วัดทุ่งลาดหญ้า
รหัสสินค้า: 000006
รายละเอียด: ท่านอาจารย์ลำใย หรือหลวงพ่อลำใย แห่งวัดทุ่งลาดหญ้า ต.ลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

ท่านเป็นพระเถระที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา มีกิจวัตรอันประเสริฐยิ่ง ตลอดชีวิตแห่งการดำรงเพศพรหมจรรย์

นับตั้งแต่บรรพชาเป็นสามเณรจวบจนกระทั่งอุปสมบทเป็นพ ระภิกษุในพระพุทธศาสนา ยาวนานกว่า 60 ปี

คุณงามความดีที่ท่านได้สร้างสมไว้แก่พระพุทธศาสนา และสังคมประเทศชาติ มากมาย

จนมิอาจจะกล่าวได้หมดในเวลาอันสั้นนับแต่ได้รับภาระเ ป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งลาดหญ้า เป็นเจ้าคณะตำบล

เป็นเจ้าคณะอำเภอศรีสวัสดิ์ และเป็นพระอุปัชฌาย์ นอกจากจะพัฒนาวัดจนเจริญรุ่งเรือง ได้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างของกรมการศาสนาแล้ว

ท่านยังสร้างวัดและร่วมพัฒนาวัดทั้งในเขตปกครองและนอ กเขตปกครองอีกกว่า 200 วัด เป็นประธานหาทุนทรัพย์สร้าง”โบสถ์”

“ศาลาการเปรียญ” อีกกว่า 100 วัด สร้าง”โรงเรียน” ทั้งมัธยม-ประถม (รวมที่ดินและอาคารเรียน) กว่า 10 แห่ง

(โรงเรียนมัธยมวัดทุ่งลาดหญ้า-หลวงพ่อลำใย อุปถัมภ์ ได้รับการยกระดับเป็นโรงเรียนมัธยมระดับตำบลเป็นแห่ง แรกของประเทศไทย)

หลวงพ่อสร้าง”สถานีอนามัย”มอบให้แก่ทางราชการทั้งอาค าร และที่ดินนับได้ประมาณ 20 แห่ง

ครั้งหลังสุดเพิ่งสร้าง”สถานพยาบาลบ้านพักคนชรา”บนเน ื้อที่ราว 70 ไร่ สิ้นค่าก่อสร้างประมาณ 100 ล้านบาท

มอบให้แก่กรมประชาสงเคราะห์ และห้องสมุดประชาชนกาญจนาภิเษก ต.ลาดหญ้า พร้อมที่ดิน มูลค่ากว่า 20 ล้าน(ที่ดินติดถนนใหญ่)

มอบให้แก่กรมการศึกษานอกโรงเรียนหลวงพ่อสร้าง”ระบบปร ะปา”มอบให้แก่หมู่บ้านต่างๆหลายสิบแห่ง

และสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแคว ตรงด้านหน้าวัดทุ่งลาดหญ้า มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท และอีกแห่งตรงช่วงที่ผ่านตำบลหนองบัว

มูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท มอบให้เป็นสาธารณะประโยชน์ ในส่วนของการ”สงเคราะห์”ผู้ยากไร้

หลวงพ่อได้กระทำอย่างต่อเนื่องนับเป็นเวลาหลายสิบปี ท่านเป็นธุระจัดหาข้าวสารอาหารแห้งให้แก่สถานสงเคราะ ห์คนชราที่ท่านสร้างขึ้น

และทุกวันที่ 14 เมษายน หลวงพ่อจะจัดงานเทกระจาด แจกข้าวสารอาหารแห้ง รวมถึงเสื้อผ้าและของใช้จำเป็นแก่ผู้ยากไร้

เป็นงานประจำปีที่วัดทุ่งลาดหญ้าในเขตปกครองของท่าน คืออำเภอศรีสวัสดิ์ ซึ่งเป็นอำเภอติดชายแดน มีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

ทั้ง มอญ กระเหรี่ยง และกระหร่าง เป็นอำเภอที่ทุระกันดานมาก ในช่วงเข้าพรรษา ท่านก็จะนำข้าวสารอาหารแห้ง รวมถึงสิ่งของจำเป็น

ไปแจกจ่ายแก่พระสงฆ์ตามวัดต่างๆอย่างทั่วถึงนับเป็นร ัอยวัด ทำให้เขตปกครองของท่านมีความสงบเรียบร้อยมาก

ซึ่งเป็นผลดีต่อบ้านเมืองจากผลงานและจริยาวัตรอันประ เสริฐของท่าน ทำให้ท่านได้การยกย่องเชิดชูจากสถาบันต่างๆมากมาย

รวมถึงได้รับพระราชทาน”เสมาธรรมจักร”ในฐานะ”คนดีศรีส ังคม”จากสมเด็จพระเทพฯ

โครงการที่ท่านกำลังดำเนินงานอยู่ในขณะนี้ คือการสร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน

ภายในบริเวณวัดทุ่งลาดหญ้า ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วบางส่วน น่าเสียดายที่ท่านด่วนจากไป

ด้วยความดีอันมากล้นของหลวงพ่อ ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามั ญ ที่ พระมงคลสิทธิคุณ

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2539 คนๆหนึ่ง พระสงฆ์รูปหนึ่ง เกิดมามีชีวิตที่ไม่สูญเปล่า สร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมประเทศชาติมากมาย

ตลอดชีวิตของท่านมีแต่การให้และการเสียสละโดยไม่เห็น แก่ความเหนื่อยยากลำบากกายใดๆ ท่านได้ทำหน้าที่"พระสงฆ์"

ที่สมควรกราบไหว้จนถึงนาทีสุดท้ายแห่งชีวิต สมควรที่เราทั้งหลายจะยกย่องเชิดชูให้เป็น”ปูชนียบุค คลอันประเสริฐ

Tell a Friend
พระครูสถิตโชติคุณ(หลวงพ่อไสว ฐิตวณฺโณ) วัดปรีดาราม (ยายส้ม)
รหัสสินค้า: 000007
รายละเอียด: ณ ดินแดนศรีทวาราวดี เมืองแห่งพระปฐมเจดีย์อันศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง ซึ่งมีตำนานประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ที่สุดนับด้วยพันปีของสุวรรณภูมิ ได้ปรากฏกำเนิดยอดแห่งเกจิอาจารย์ เป็นที่ศรัทธาเป็นที่พึ่งของชาวบ้านทุกระดับชั้นมีมานานนับเนื่องหลายร้อยรูป จนมาถึงปัจจุบันก็ปรากฏ “หลวงพ่อไสว ฐิตวณฺโณ” ปรากฏบุญญฤทธิ์บารมีโดดเด่นลือลั่นไปทั่วประเทศ ด้วยสรรพวิทยาพุทธาคม ไสยเวทย์ที่เจนจบ ร่ำเรียนสั่งสมมาจากบยอดเกจิอาจารย์มากมายในอดีต ตลอดทั้งได้จาริกธุดงค์ ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานในเถื่อนถ้ำ ภูเขาลำเนาไพรอันเติมไปด้วยภยันอันตรายสรรพสัตว์ร้ายและภูติไพรนานา กระทั่งสำเร็จวิชาชาคมพุทธเวทย์ก็ล่วงเวลาก็ล่วงเวลามาเกือบค่อนศตวรรษ อายุ ๗๗ ปี พรรษที่ ๕๖

หลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม ถือกำเนิดเมื่อ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๔ ตรงกับพุธ แรม ๖ ค่ำ เดือนยี่ ปีระกา ณ บ้าน ราชคราม อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุทยา บิดาชื่อ “เสือ” มาราชื่อ “ยิ้ม” นามสกุล
“พุทธศร” โดยโยมบิดาเป็นผู้ใหญ่บ้านจอมขมังเวทย์ เป็นคนใจดี แต่สนใจเรื่องวิชาอาคมต่างๆ เวลาดื่มเหล้าชอบเคี้ยวแก้วเล่นประจำ แสดงให้ชาวบ้านเห็นว่าวิชาคงกระพันชาตรีของโบราณเป็นของแท้มีจริง แถมยังมีพุทธาคมดับพิษไฟได้ถึงขนาดพ่นไฟ อมไฟเล่นให้ชาวบ้านเห็นเสมอๆ และเป็นการจุดประกายขึ้นภายในจิตใจของ ด.ช. ไสว พุธทศร ให้ชอบและเชื่อในเรื่องของอำนาจเวท์มนต์คาถาอาคมขมัง และพุทธานุภาพของพุทธมนต์ต่างๆ ตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเยาว์ ต่อมาบิดาเสียชีวิตแล้ว ท่านก็ได้ร่อนเร่พเนจร ไปอยู่ที่ต่างๆ หลายแห่งกระทั่งผลบุญนำมาเป็นเด็กวัดยายส้มหรือวัดปรีดารามในปัจจุบัน ได้ศึกษาเล่าเรียนจนจบชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดปรีดารามเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๑ จึงบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดปรีดาราม โดยหลวงปู่ใจ วัดเชิงเลนเป็นพระอุปัชฌาย์สามเณรไสว พุทธศร ได้ศึกษาพระธรรมวินัยอยู่ที่วัดปรีดารามเป็นเวลา ๔ ปี ครั้นที่วันที่ ๔ กรกฎาคม
พ.ศ.๒๔๘๔ เวลา ๑๔.๐๐ น.จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมา วัดปรีดาราม โดยหลวงพ่อใย วัดบางช้างใต้ เป็นอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เจิมวิสุทธิญา โณ เจ้าอาวาสวัดยายส้ม (วัดปรีดาราม) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์เปลื้อง ยติมณี วัดจินดาราม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ฐิตวณฺโณ” จำพรรษาอยู่ที่วัดปรีดาราม ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมสอบ ได้นักธรรมชั้นเอก พร้อมทั้งศึกษาด้านวิปัสสนากรรมฐาน และร่ำเรียนอย่างอุกฤษฏ์ด้านวิทยาคม ไสวเวทย์ วิชาอาถรรพณ์ เร้นลับ พุทธคมต่างๆ มีความรู้ลึกซึ่งเป็นพหูสูตมาตั้งต้น และนำมาช่วยญาติโยมเห็นผมเป็นที่ประจักษ์
บูรพาจารย์ที่ถ่ายทอดวิทยาคม ให้หลวงพ่อมีทั้งฆารวาสและบรรพชิต โดยท่านเป็นผู้คงแก่เรียนเมื่อทราบว่ามีครูบาอาจารย์ดีเก่งกล้าอยู่ที่ทิศใด ท่านก็จะดั้นด้นไปหา ขอศึกษาหาความรู้จนแตกฉาน เรียกว่า ปรนนิบัติอาจารย์เป็นเลิศ อาจารย์ก็เมตตาเห็นว่าตั้งใจจริง จึงถ่ายทอดวิชาให้ ชนิดแบบหมดไส้หมดพุง ถึงลูกถึงคนถึงพริกถึงขิง คือทดลอง ให้เห็นกันจะจะเลยทีเดียว ศิษย์ทำได้ถือว่าสำเร็จ แม้บางครั้งเสี่ยงต่อชีวิตแต่หลวงพ่อก็ไม่ย้อท้อ ขอเพียงให้ได้วิชาหรือศาสตร์อันลึกล้ำพิสดารนั้นมาท่านก็พอใจแล้วครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อไสว เท่าที่พอจะประมวลได้พอสังเขปมีดังนี้

๑.หลวงปู่พูน เกสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดใหม่ปิ่นเกลียว เป็นยอดพระเกจิฯ ร่นเดียวกับหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง นครปฐม หลวงพ่อวงษ์ วัดทุ่งผัดกูด และสหธรรมิกรุ่นพี่ของ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ซึ่งหลวงพ่อเงินท่านนับถือหลวงปู่พูน ในฐานะเป็นพระเกจิฯ รุ่นอาวุโสและเคยนิมนต์ให้มาปลุกเสกวัตถุมงคลรุ่นแรกๆ ของท่านหลวงปู่พูนท่านเป็นเจ้าตำรับวิชาคงกระพันชาตรี ขนาดใช้ฝ่ามือผ่าไม้รวกได้ วัตถุมงคลหลวงปู่พูน เซียนพระรุ่นเก่าๆรู้จักกันดี เช่นพระสังกัจจายน์ เนื้อผงใบลาน นางกวัก เนื้อผงดินเผา ปลัดขิก เหรียญรุ่น ๑ พ.ศ.๒๔๙๐ ผ้ายันต์-ผ้าประเจียด-ตะกรุดโทนปัจจุบันโด่งดังแต่หายากมาก หลวงพ่อไสว ได้รับการถ่ายทอดวิชา การลงอักขระเลขยันต์คงกระพันชาตรี วิชามหาอุด วิชาเมตตามหานิยม และอาถรรพ์เวทย์หลายด้านครบถ้วนจากหลวงปู่พูน ชนิดที่เรียกว่าครอบจักรวาลทีเดียว ที่หลวงพ่อไสวโด่งดังมากคือ ตะกรุดโทน ตำรับหลวงปู่พูน
หลวงปู่พูน มรณะภาพ เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๑ ปัจจุบันมีรูปเหมือนขนาดเท่าองศ์จริงประดิษฐานอยู่ที่ ณ วัดใหม่ปิ่นเกลียว เป็นที่เคารพนับถือของคนนครปฐมมาก ทุกครั้งที่ทางวัดมีงานสำคัญ จะนิมนต์หลวงพ่อไสว ไปร่วมงานในฐานนะศิษย์เอกหลวงปู่พูน วัดใหม่ปิ่นเกลียว อันเป็นที่ อมตะในตำรับผ้ายันต์-ตะกรุดโทน

๒.หลวงพ่อเงิน วัดยายส้ม (วัดปรีดาราม) ท่านบวชที่ วัดใหม่ปิ่นเกลียว เป็นศิษย์รับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่พูน ลำได้รับการถ่ายทอดพุทธวิทยาคมไปจากหลวงปู่พูน หลวงพ่อไสว ได้รับการฝึกฝนสมาธิจิตพื้นฐาน จากหลวงพ่อเงิน วัดยายส้ม เมื่อได้เคล็ดวิชาเบื้องต้นแล้ว หลวงพ่อเงิน วัดยายส้ม จึงได้นำหลวงพ่อไสวไปฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่พูน ซึ่งเป็นปรมาจารย์จึงได้รับการถ่ายทอดสรรพวิทยาคาทั้งหมดฯลฯ ในปัจจุบันมีรูปเหมือนเท่าจริงหลวงพ่อเงิน ประดิษฐานอยู่หน้าอุโบสถหลังเก่าวัดปรีดาราม

๓.อาจารย์ยัง เพชรบุรี เป็นครูสักยันต์ชื่อดังระดับประเทศ เคยบวชเรียนและศึกษาพุทธาคมจากหลวงปู่พูน วัดใหม่ปิ่นเกลียว อาจารย์ยัง ท่านเก่งทางวิชาหาสะเดาะ สะเดาะลูกกุญแจหรือกลอนประตูดุจ ขุนแผน กลับชาติมาเกิด หลวงพ่อเงิน วัดยายส้ม นำหลวงพ่อไสว ไปเรียนวิชาบางประการ อันเป็นเอตทัคคะของอาจารย์ยัง อาจารย์ยังเกรงใจหลวงพ่อเงิน จึงถ่ายทอดวิชาพิเศษให้
หลวงพ่อไสว อาทิเช่น การทำมหายันต์กำเนิดนารายณ์ อันมีฤทธานุภาพยิ่งต่อมาผ้ายันต์กำเนิดนารายณ์ของหลวงพ่อไสว ก็โด่งดังลือลั่นมีศิษย์หลวงพ่อคนหนึ่งเผชิญมหาภัย ใช้ผ้ายันต์อธิษฐาน
ทำให้ฝ่ายตรงข้ามมองมาเห็นตัว กลับเห็นคนโพกผ้าแดงเต็มไปหมด จึงหนีรอดจากปวงภัยไปได้ด้วยปาฏิหาริย์ผ้ายันต์นั้น นอกจากนี้ป้องกันภูตผีปีศาจ ด๗รผู้ร้ายไม่อาจทำอันตรายได้ นิยมติดผ้ายันต์นี้ไว้เหนือประตูบ้าน มีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก มีผู้นักพบประสบการณ์มากมาย

๔.เสือย้อยชูรอด เป็นเสือร้ายจำใจในอดีต เป็นคนหมู่บ้านถนนขาด แถวเกาะวังไทร นครปฐม ตอนหลังกลับใจเป็นคนดีเป็นจอมขมังเวทย์ฤทธิ์เวทย์ขมังขลังนักเป็นที่เลื่องลือหลวงพ่อไสว ได้ขอเรียนวิชา “ยันต์หน้าพระ” หรือนะหน้าคนจากเสือย้อย ซึ่งได้รับการประสิทธิ์ประสาทให้ด้วยความเต็มใจชนิดครอบครูยกตำรับตำราให้เลย หลวงพ่อไสวฝึกฝนสูตรสนธิแม่นยำ และประทับใจในยันต์หน้าพระมาก หลวงพ่อไสวจึงใช้ยันต์เป็นสัญลักษณ์ประจำตัวท่าน โดนใช้ยันต์นี้ประทับอยู่ด้านหลังเหรียญของท่านแทบทุกรุ่น ได้รับปรากฏอิทธานุภาพเป็นที่รำลือเช่นกัน ตำรับยันต์หน้าพระเสือย้อยได้มอบแก่ “พระอาจารย์สำราญ” วัดเขาตะเครา และพระราชสุธรรมเมธี (หลวงพ่อ-เทพ) เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ราชวิหาร อีกด้วย หลวงพ่อไสวจะเขียวยันต์นี้เจิมบ้าน เจิมรถ ลงกระหม่อมให้ลูกศิษย์ โดยบริกรรมภาวานาเรียกสูตรเรื่อยไปตากตำรับ ห้ามยกดินสอ กระทั่งเขียวเสร็จ

๕.หลวงพ่อขาว วัดสวนส้ม อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาครเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา “ปิดทองเข้าหน้าผาก” หรือลงนะหน้าทองตำรับพิสดารให้แก่หลวงพ่อไสว เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยิ่ง ต้องใช้พลังจิตชั้นสูงบริกรรมภาวานา โดยปิดทองคำเปลวที่หน้าผาก โดยใช้ ๓ แผ่นบ้าง ๙แผ่นบ้าง โดยไม่ต้องแกะกระดาษปิดออก หลวงพ่อเสกบริกรรม แล้วตบเบาๆ เปรี้ยงเดียวแผ่นทองคำก็หายไปในหน้าผากทั้งหมด มีอาณุภาพทางเมตตามหานิยม คุ้มภัยนานา

๖.อาจารย์ปิ่น รอดคลองตัน สมุทรสาคร เก่งในเรื่อง “ปลัดขิก” เพราะเป็นศิษย์หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ จ.ชลบุรี เป็นศิษย์หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก จ.ฉะเชิงเทรา เป็นศิษย์หลวงปู่พูน
วัดใหม่ปิ่นเกลียว ปลัดขิกของหลวงพ่อไสวมีผู้อาราธนาฟาดสายรุ้ง ขาดออกจากกัน และเมื่อปลุกเสกในบาตรน้ำมนต์ วิ่งพล่านดุจมีชีวิต และกระโดดออกจากบาตรได้ ปัจจุบันหลวงพ่อไสว เป็นศูนย์รวมหนึ่งเดียวของการปลุกเสกปลัดขิกมีอาณุภาพอัศจรรย์ปรากฏชื่อเกียรติคุณอยู่ในขณะนี้

๗.อาจารย์แช่ม ตะโกสูง จ.นครปฐม เป็นศิษย์หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง หลวงพ่อแช่มนั้นเป็นศิษย์ของหลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก ซึ่งมีอิทธิฤทธิ์หลายประการรวมทั้งย่นระยะทางได้ อาจารย์แช่มเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาแพทย์แผ่นโบราณตำรับพุทธมนต์โอสถแก่หลวงพ่อไสว ซึ่งหลวงพ่อไสว เคยรักษาโรคร้ายแรง ที่โรงพยาบาลไม่รับ หายมาแล้วมากมาย ฯลฯ

๘.พระปลัดตู่ วัดหนองเสือ มีวิชาเร้นลับสำคัญอยู่ เรียกว่า วิชาตกวิญญาณ สำหรับใช้เรียกวิญญาณคนตกน้ำตายเพื่อนำวิญญาณไปอยู่ในที่อันควร พระปลัดตู่ได้ถ่ายทอดวิชาตกวิญญาณ
ให้หลวงพ่อไสวอย่างสมบูรณ์แบบได้ผลอัศจรรย์ยิ่งพิธีสังเขปคือ เมื่อเรียกวิญญาณปลุกเสกหุ่นเสร็จ ตั้งเครื่องเสียกบาลต่างๆ แล้วใส่กระทงกากล้วย ทำบัตรพลี ใช้เบ็ดตกปลาเกี่ยวดินอาคมหย่อนลงไปในน้ำที่มีคนตกไปตาย บริกรรมคาถาเรียกวิญญาณ ผู้ที่มาเห็นปรากฏการณ์ประหลาดมีคลื่นวิ่งเป็นทางยาว สายเบ็ดกระตุกดุจมีปลาใหญ่มากินเหยื่อ จนคันเบ็ดโค้งโก่งไปโก่งมา ต้องกันดึงขึ้นมา ฯลฯ เรื่องนี้ชาวบ้านคลองจินดาต่างประจักษ์กันดี การตายโหงทุกรูปแบบหลวงพ่อก็ไปทำพิธีมาหมดแล้วแม้แต่มีผีเจ้าของสิงที่ไหนท่านก็เคยปรากมาหมดแล้ว โดยมากพาคน โดนผีเข้าที่อาการหนัก มารดน้ำมนต์หลวงพ่อ ผีดิ้นพราด ร้องโหยหวนวังเวง ก่อนจะออก

๙.หลวงพ่อประพันธ์ คำสิงห์ อยู่ในถ้ำดงพญาไฟ ได้ถ่ายทอดวิชาสร้างพระปรอท-ธาตุกายสิทธิ์ให้ศิษย์คนหนึ่งที่รับสัจจะเลิกเป็นโจรสลัด ต่อมาศิษย์คนนั้น ได้ถ่ายทอดวิชาให้แก่หลวงพ่อไสว หลวงพ่อได้สร้างพระปรอทแจกทหารเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทหารหาญผ่านสมรภูมิอย่างโชกโชน ถูกยิงไม่เข้า แคล้วคลาดจากระเบิด ปราศจากโรคภัยรอดมาได้ฯลฯนอกจากนี้หลวงพ่อไสวยังได้ไปเรียนวิชาอาคมเป็นเกร็ดเล็กน้อย จากพระเกจิอาจารย์อีกหลายรูป อาทิ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม หลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง เจ้าแห่งการสร้างพระราหูดันเลื่องลือ เป็นต้น เหตุที่หลวงพ่อไสวมีจิตตานุภาพสูง ก็เพราะท่านได้บำเพ็ญธุดงค์วัตรฝึกสมาธิจิตหลังจากสอบได้นักธรรมเอก โดยอธิฐานออกธุดงค์ในพรรษาที่ ๓ มุ่งหน้าสู่ภาคอีสานไปมนัสการ พระธาตุพนม พรรษที่ ๗ ธุดงค์จาริกไปทางเขาวงพระจันทร์ ดินแดนถ้ำผาท้าวกกขนาก จ.ลพบุรี สู่ จ.อุตรดิตถ์ ฯลฯ สมัยนั้นเป็นป่ารกทึบ เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายนานาชนิด และคลาคล่ำด้วยภูตผีปีศาจโขมดดง ผีก็องกอย ไข้ป่า และกฎอันศักดิ์สิทธิ์ของการสมาทานธุดงค์ เช่นครั้งท่านปักกลดลงไปแล้วครอบเอารังมดเข้าถอนกลดก็ไม่ได้จึงสมาธิแผ่เมตตาว่าคาถากันหมด ซึ่งได้มาจากหลวงพ่อพระครูสาครคุณาธาร เจ้าอาวาส วัดเดชาฯ จ.นครปฐม เกิดปรากกฎการณ์อัศจรรย์ มดฝูงใหญ่รวมกันอยู่ภายในกลดไม่มาไต่ท่านเลย เรื่องราวปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม ยังอีกมาก เท่าที่เสนอมานี้เป็นเพียงสังเขปเท่านั้น เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่า การที่หลวงพ่อกว่าจะก้าวขึ้นมาสู่การเป็นยอดพระเกจิอาจารย์ระดับแนวหน้าของเมืองไทยอีกรูปหนึ่งนั้น ยังมีหนทางอีกยาวไกล ผ่านมามิใช่น้อย
Tell a Friend
พระครูสุนทรวุฒิคุณ (หลวงพ่อพุฒ สุนทโร) วัดกลางบางพระ
รหัสสินค้า: 000008
รายละเอียด: หลวงพ่อพุฒ สุนทโร
พระครูสุนทรวุฒิคุณ (หลวงพ่อพุฒ สุนทโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดกลางบางพระ ตำบลบางพระ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

นามเดิมนั้นท่านมีชื่อว่า พุฒ นามสกุล หาญสมัย เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2453 ตรงกับวันศุกร์ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 12 ปี จอ ณ บ้านเลขที่ 8 หมู่ที่ 4 ตำบลบางพระ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม บิดาของท่านชื่อ นายขำ หาญสมัย มารดาของท่านชื่อนางปาน หาญสมัย ซึ่งท่านมีพี่น้องด้วยกัน 5 คน คือ 1. นางสาวบุญรอด หาญสมัย (ถึงแก่กรรมแล้ว) 2. พระครูสุนทรวุฒิคุณ (หลวงพ่อพุฒ สุนทโร) 3. นางปุ่น นาคละมัย 4. นายปั่น หาญสมัย 5. นางบุญนาค กลั่นสนิท (ถึงแก่กรรมแล้ว)

การศึกษาเล่าเรียนนั้น หลวงพ่อพุฒ ท่านได้ความรู้ติดตัวและได้เรียนมาจากวัด ซึ่งต่อมาหลวงพ่อพุฒได้จบการศึกษาสายสามัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดบางพระ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ครอบครัวของท่านแต่เดิมมีอาชีพทำนา

เมื่อท่านอายุได้ 20 ปี เข้ารับการคัดเลือกของราชการทหารให้เข้ารับราชการ หรือที่เราเรียกกันว่า “เกณฑ์ทหาร” ในที่สุดท่านก็ต้องเข้ารับใช้ชาติเป็นทหารรักษาพระองค์อยู่ถึง 2 ปี ได้กลับมาช่วยครอบครัว บิดา มารดา ของท่านทำงานอย่างขยันขันแข็งจนผู้คนในหมู่บ้าน และละแวกใกล้เคียง ชื่นชมยินดีส่งเสริมให้การทำงานอย่างจริงจังของท่าน ชีวิตความเป็นอยู่ก็อยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีงามจนชาวบ้านในท้องถิ่นต่างเสนอให้ทางราชการแต่งตั้งท่านเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ตำบลวัดละมุด อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2489 ผู้ใหญ่พุฒก็ตัดชีวิตทางโลกเข้าสู่ร่มกาสาวพัตรในรูปพระสงฆ์ ณ พัทธสีมา วัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของท่าน โดยมีเจ้าอธิการหิ่ม อินทโชโต เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ทองอยู่ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์เปลี่ยน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ โดยได้รับฉายาว่า สุนทโร

เมื่อหลวงพ่อพุฒ หรือพระภิกษุพุฒในสมัยนั้น อุปสมบทใหม่ ๆ ท่านก็มีความมุ่งมั่นในการศึกษาพระธรรมวินัย และเมื่อท่านมีโอกาส ท่านก็ศึกษาตำรับตำราต่าง ๆ ซึ่งค่อนข้างจะแปลกกว่าพระรูปอื่น เพราะท่านไม่ชอบปล่อยเวลาให้ล่วงไปอย่างไร้ค่า ซึ่งตำรับตำราในสมัยนั้นก็หายากไม่มีมากมายเหมือนในสมัยปัจจุบัน หนังสือที่ท่านให้ความสนใจเป็นพิเศษส่วนมากก็จะเป็นหนังสือประเภทธรรมะ และตำรายาแผนโบราณ และในปีแรกนั้น พ.ศ. 2489 ท่านก็สามารถสอบนักธรรมชั้นตรีได้ ต่อมาอีก 2 ปี คือในปี พ.ศ. 2491 ท่านก็สามารถสอบนักธรรมชั้นโทและชั้นเอกได้มาโดยลำดับ

หลังจากที่หลวงพ่อพุฒได้อุปสมบทและศึกษาพระธรรมวินัย ตลอดจนวิชาคาถาอาคมต่าง ๆ รวมทั้งได้ออกธุดงค์ได้เพียง 6 พรรษา ในปี พ.ศ. 2495 เจ้าอาวาสองค์ที่ 6 แห่ง วัดกลางบางพระได้มรณภาพลงตามสังขาร ทางคณะสงฆ์ ชาวบ้าน ตลอดจนกรรมการได้นิมนต์หลวงพ่อพุฒ ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสของวัดกลางบางพระเป็นองค์ที่ 7 สืบต่อมา ได้รับนามว่า “พระอธิการพุฒ” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495 หลังจากที่พระอธิการพุฒ ในสมัยนั้นได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสของวัดกลางบางพระ ก็ได้ทำการพัฒนาวัด บูรณะปฏิสังขรณ์ เรื่อยมา โดยได้เริ่มมีการวางผังวัดใหม่เพื่อสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ ซึ่งในสมัยนั้นวัดเป็นที่ลุ่มพอสมควร ต้องทำการถมดินเป็นจำนวนมาก โดยได้รับแรงศรัทธาจากชาวบ้านในสมัยนั้น ซึ่งต้องใช้แรงงานคน ชาวบ้านก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ต่อมาได้ทำการซ่อมแซมบูรณะพระอุโบสถขึ้นใหม่อีกครั้ง เพราะชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ซึ่งในอดีตพระอธิการดาได้ทำการบูรณะซ่อมแซมมาแล้ว 1 ครั้ง เมื่อบูรณะพระอุโบสถเป็นที่เรียบร้อยแล้วในปี พ.ศ. 2497 ก็ได้ดำเนินการก่อสร้างศาลาการเปรียญของวัดกลางบางพระ ซึ่งใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 3 ปีเศษ

ในด้านการศึกษานั้น หลวงพ่อได้รับการแต่งตั้งให้ดูงานด้านการศึกษามาโดยลำดับ คือ พ.ศ. 2496 เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม เป็นเจ้าสำนักเรียนวัดกลางบางพระ เป็นกรรมการสอบธรรมสนาม หลวง พ.ศ. 2500 เป็นกรรมการอุปถัมภ์โรงเรียนวัดกลางบางพระ พ.ศ. 2515 เป็นกรรมการอุปถัมภ์โรงเรียนสหศึกษาบาลี องค์พระปฐมเจดีย์ พ.ศ. 2529 เป็นประธานหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล พ.ศ. 2530 เป็นหน่วยรับพิเศษของเจ้าคณะใหญ่หนกลาง

วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2542 หลวงพ่อมีอาการเหนื่อยและอ่อนเพลีย จึงไปนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลห้วยพลู ต่อมาในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2542 อาการของหลวงพ่อยัง ไม่ดีขึ้นระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย เริ่มไม่มีประสิทธิภาพ รุ่งเช้าวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2542 เวลาประมาณ 08.45 น. หลวงพ่อได้จากพวกเราไปด้วยอาการอันสงบ คณะศิษยานุศิษย์ได้นำศพของหลวงพ่อกลับมายังวัดกลางบางพระและได้รับพระราชทานน้ำสรงศพ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2542 เวลา 17.00 น. อย่างสมเกียรติท่ามกลางความอาลัยของคณะศิษยานุศิษย์ สิริรวมอายุของหลวงพ่อได้ 88 ปี 2 เดือน 8 วัน

จากคุณงามความดีที่ท่านได้สร้างสมปฏิบัติมา จึงได้รับพระราชทานสมศักดิ์ตามลำดับ คือ
1. ได้รับพระราชทานเป็นพระครูชั้นประทวน ในนามพระครูพุฒ สุน?ทโร เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2509 อายุ 54 ปี พรรษา 20
2. ได้รับพระราชทานเป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ในนามพระครูสุนทรวุฒิคุณ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2513 อายุ 58 ปี พรรษา 24
3. ได้รับพระราชทานเป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2518 อายุ 63 ปี พรรษา 29
4. ได้รับพระราชทานเป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอก เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2534 อายุ 80 ปี พรรษา 45
5. ได้รับตราตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์จากสมเด็จพระพุทธโฆษจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2536 อายุ 82 ปี พรรษา 47

วัตถุมงคลที่ท่านสร้างไว้มีมากแต่ที่จะพอนำมากล่าวได้ก็คือ
- เหรียญรุ่นแรก สร้างเมื่อ พ.ศ. 2505 แจกเปิดโรงเรียนวัดกลางบางพระ เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2509 เป็นเหรียญรูปทรงเสมาหลวงพ่อหน้าตรงครึ่งองค์ เห็นสังฆาฏิทำด้วยสตางค์แดงผสมทองแดง และอีกชนิดหนึ่งทำด้วยทองเหลืองฝาบาตร ซึ่งเป็นพิมพ์เดียวกัน หน้าเหรียญเขียนว่า “พระอธิการพุฒ สุน?ทโร” ซึ่งในปัจจุบันหายากพอสมควร
- เหรียญรุ่นที่สองสร้างเมื่อ พ.ศ. 2513 เมื่อครั้งรับพระราชทานเป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรี เป็นเหรียญเต็มองค์นั่งขัดสมาธิ เขียนใต้ฐานว่า “พระครูสุนทรวุฒิคุณ” บนเขียนว่าวัดกลางบางพระ
- เหรียญรุ่นที่สามเป็นเหรียญเสมา สร้างเมื่อ พ.ศ. 2522 เป็นเหรียญรูปหล่อหลวงพ่อครึ่งองค์ สร้างเป็นที่ระลึกในงานฉลองพระครูสัญญาบัตรชั้นโท
- เหรียญรุ่นที่สี่เป็นเหรียญกลมหลวงพ่อครึ่งองค์ด้านหลังเป็นหนังสือ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2528
- เหรียญรุ่นที่ห้าเป็นเหรียญเสมารูปหลวงพ่อเต็มองค์ นั่งถือไม้เท้า ด้านหลังเขียน “ที่ระลึกในงานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นชั้นเอก” สร้างเมื่อ พ.ศ. 2533
- เหรียญรุ่นที่หกเป็นเหรียญเสมาหลวงพ่อเต็มองค์นั่งทับปืนและลูกระเบิด ซึ่งเป็นเหรียญยอดนิยมที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “เหรียญปืนไขว้” หรือ “เหรียญนั่งทับปืน” สร้างเมื่อ พ.ศ. 2533
- เหรียญรุ่นที่เจ็ดเป็นเหรียญเสมารูปหลวงพ่อครึ่งองค์ด้านหน้าเขียนว่า “หลวงพ่อพุฒ อายุ 80 ปี” สร้างเมื่อ พ.ศ. 2533
- เหรียญรุ่นที่แปดเป็นเหรียญรูปไข่หลวงพ่อนั่งเต็มองค์ถือไม้เท้า ด้านหลังเขียนว่า “ที่ระลึกในงานฉลองพระเกตุจุฬามณี” สร้างเมื่อ พ.ศ. 2534
- เหรียญรุ่นที่เก้าเป็นเหรียญเสมาหล่อปืนไขว้ “นั่งทับปืน” มีทั้งเนื้อเงิน เนื้อนวะ และเนื้อทองแดง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2533
- เหรียญรุ่นที่สิบเป็นเหรียญกงจักรหลวงพ่อนั่งทับปืน สร้างเมื่อ พ.ศ. 2533
- นอกจากนี้ยังมีวัวธนูบูชาและห้อยคอ ราหูอมจันทร์ แกะจากกะลาตาเดียวทั้งที่เป็นลูกและห้อยคอ พระผงรุ่นต่าง ๆ ตะกรุด สี และอื่น ๆ อีกมากที่หลวงพ่อท่านได้สร้างไว้ให้ลูกศิษย์ได้บูชา
Tell a Friend
หลวงพ่อรวย ปาสาทิโก วัดตะโก จ.พระนครศรีอยุธยา
รหัสสินค้า: 000009
รายละเอียด: หลวงพ่อรวย ปาสาทิโก เป็นหนึ่งพระเกจิอาจารย์แห่งกรุงเก่าเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ เมืองร่องรอยประวัติศาสตร์การต่อสู้อันยิ่งใหญ่ อุดมไปด้วยพระเกจิอาจารย์นับตั้งแต่อดีตกาลมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่กล่าวขานศรัทธาเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป
หลวงพ่อรวย ปาสาทิโก หรือในสมณศักดิ์พระราชทินนามที่ พระครูสุนทรธรรมนิวิฐ เจ้าอาวาสวัดตะโก ต.ดอนหญ้านาง อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพระเกจิอาจารย์แนวหน้าในยุคนี้ที่งดงามด้วยปฏิปทาศีลวัตรสัจคุณ ดำรงสมณเพศอย่างสมถะ เป็นพระนักปฏิบัติมากว่าที่จะเป็นพระธรรมกถึกทั้งเป็นพระนักพัฒนาทำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่วัดตะโก ท่านได้สืบทอดพุทธาคมมาจาก หลวงพ่อชื่น วัดภาชี ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งสืบทอดวิชาพุทธาคมมาจากหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ ผู้เป็นพระบุรพาจารย์ที่โด่งดังเลื่องลือกิติศัพท์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งสืบสายพุทธาคมโดยตรงจากหลวงพ่อแจ่ม วัดวังแดงเหนือ ที่เชี่ยวชาญวิชาอาคมโดดเด่นในด้านเมตตามหานิยมและคงกระพันชาตรีเป็นหนึ่งอีกด้วย

กิติคุณชีวประวัติ ชาติภูมิ
หลวงพ่อรวย ถือกำเนิดเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๔ (ปัจจุบัน ๒๕๕๐ หลวงพ่อรวย เจริญสิริอายุครบ ๘๖ ปี ๗๐ พรรษาร่มกาสาวพัสตร์) เป็นบุตรคนที่ ๖ ในจำนวนพี่น้องร่วมอุทรเดียวกัน ๘ คน (ชาย ๓ หญิง ๕) ของคุณโยมบิดา มี โยมมารดา สินลา ศรฤทธิ์ (บรรพบุรุษของสกุลศรฤทธิ์นี้ เป็นเชื้อสายชาวกรุงศรีสัตนาคนหุต) ณ บ้านตะโก หมู่ที่ ๒ ต.ดอนหญ้านาง อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา

ปฐมวัยและการศึกษาเบื้องต้น
  ชีวิตในปฐมวัยมีความเป็นอยู่เหมือนๆ กับเด็กในชนบททั่วไป คือได้ช่วยเหลือพ่อแม่ประกอบอาชีพทางด้านเกษตรอันถือได้ว่าเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำมาแต่บรรพชน ทั้งช่วยเหลือเลี้ยงดูเลี้ยงสัตว์ เช่น วัว ควาย มาโดยตลอด
    ส่วนการศึกษาเมื่ออายุได้ ๑๒ ปี ได้เข้ารับการศึกษาเบื้องต้นในโรงเรียนวัดตะโก เพราะเด็กๆ ในสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียนประถมศึกษาของทางราชการในละแวกตำบลดอนหญ้านาง ต้องอาศัยพระสงฆ์เป็นครูสอนบนศาลาการเปรียญของวัด จนมีความรู้อ่านออกเขียนได้ มีความรู้เทียบได้ชั้นประถมปีที่ ๔ ก็ออกจากโรงเรียน
 
สู่เพศพรหมจรรย์
  เมื่ออายุ ๑๖ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดตะโกโดยมีพระสมุห์บุญช่วย เจ้าอาวาสเป็นพระอุปัชฌาย์ ในที่ครองเพศพรหมจรรย์ ท่านได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยในด้านพระคันถธุระ (พระปริยัติธรรม) สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี
อายุครบบวช ราว พ.ศ.๒๔๘๔ ก็อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดตะโก โดยมีพระครูสุนทรธรรมนิวิฐ (หลวงพ่อชื่น) เจ้าอาวาสวัดภาชี เจ้าคณะอำเภอภาชีเป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดจ้อย เจ้าอาวาสวัดวิมลสุนทร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระสมุห์บุญช่วย เจ้าอาวาสวัดตะโก(ในสมัยนั้น) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับสมณฉายาว่า “ปาสาทิโก"” ครั้นอุปสมบทแล้ว อยู่จำพรรษาที่วัดตะโกเรื่อยมาได้ศึกษาด้านคันถธุระพระปริยัติธรรมเพิ่มเติม จนสอบได้นักธรรมชั้นโท ใน พ.ศ.๒๔๘๕ และสอบได้นักธรรมชั้นเอกใน พ.ศ.๒๔๘๗
สืบทอดพุทธาคม
  หลังจากจบนักธรรมเอกแล้ว ท่านคิดว่าเพียงพอสำหรับด้านคันถธุระแล้ว เพราะพระที่อยู่ตามชนบทบ้านนอกพอที่จะรักษาพระธรรมวินัยเพศพรหมจรรย์ให้รุ่งเรืองและเป็นนำสอนชาวบ้านบ้านได้แล้ว ท่านก็หันมาสนใจทางด้านวิปัสสนาธุระโดยมองเห็นประโยชน์ในด้านการปฏิบัติ เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ออกเดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาเรียนพระกรรมฐานกับครูบาอาจารย์เก่งๆ ในยุคนั้น อาทิเช่น
๑.หลวงพ่อชื่น วัดภาชี อยุธยา เชี่ยวชาญด้านวิปัสนากรรมฐานที่สืบทอดพุทธาคมมาจากหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ เป็นที่รู้จักกันดีในยุคนั้นซึ่งมีศิษย์ที่ศึกษาวิชาจากหลวงพ่อกลั่นมากมายอาทิเช่น หลวงพ่อใหญ่ หลวงพ่ออั้น หลวงพ่อเภา หลวงพ่อศรี หลวงปู่ดู่ และหลวงพ่อชื่น ศิษย์หลวงพ่อกลั่นที่กล่าวถึงทั้งหมดนี้ปัจจุบันได้มรณะภาพไปหมดแล้วซึ่งแต่ละองค์ล้วนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอย่างดี
๒.หลวงพ่อแจ่ม วัดแดงเหนือ เชี่ยวชาญเวทมนต์คาถาอาคม ได้ถ่ายทอดสรรพวิชาให้หลวงพ่อรวยทุกอย่าง อาศัยความขยันหมั่นเพียรและความตั้งใจมุ่งมั่นจึงก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จนวิชาที่เล่าเรียนปฏิบัติเข้มขลังในพลังแห่งวิทยาคมสูงส่ง
กิตติคุณ
เป็นพระเกจิที่เปี่ยมเมตตาธรรมสูง มีความเป็นอยู่อย่างสมถะ เชี่ยวชาญสรรพเวทวิยาคม วัตถุมงคลเข้มขลังเปี่ยมพลังพุทธคุณมากประสบการณ์ แคล้วคลาดนิรันตราย และเมตตา มหานิยม โชคลาภ เป็นหนึ่ง

Tell a Friend
หลวงพ่อเก๋ วัดปากน้ำ จ.นนทบุรี
รหัสสินค้า: 000010
รายละเอียด: หลวงพ่อเก๋ ถาวโร เป็นพระเกจิชื่อดังและพระนักพัฒนาที่ชาวเมืองนนทบุรีและปริมณฑล ต่างเลื่อมใสศรัทธาอย่างดียิ่ง


ด้วยความเป็นพระเถระที่มีเมตตาธรรมขั้นสูง เคร่งครัดในพระธรรมวินัย เข้มขลังในวิทยาคมศักดิ์สิทธิ์ด้านเมตตามหานิยม เป็นที่พึ่งพิงทางจิตใจแก่ผู้ทุกข์ร้อน


หลวงพ่อเก๋ หรือ พระครูนนทกิจพิบูลย์ สิริอายุ 95 พรรษา 74 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี และที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลบางเขน


อัตโนประวัติ มีนามเดิมว่า เก๋ โพธิ์จั่น เกิดเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2455 ณ บ้านเลขที่ 17/3 หมู่ 5 ต.ไทรม้า อ.เมือง จ.จันทบุรี


สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาตอนต้น โรงเรียนวัดไทรม้า และเข้าสู่ร่มเงาพระพุทธศาสนา ด้วยการบวชเป็นสามเณรอยู่นานหลายปี


กระทั่งอายุ 17 ปี ท่านได้สึกออกมาอยู่บ้าน เพื่อช่วยเหลือพ่อแม่ หาเลี้ยงชีพด้วยการทำนาทำไร่


ครั้นพ.ศ.2475 มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดโตนด ต.บางกร่าง อ.เมือง จ.นนทบุรี โดยมีพระครูชุ่ม เจ้าอาวาสวัดประชารังสรรค์ ต.บางกร่าง อ.เมือง จ.จันทบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์คำ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการเผื่อน เป็นพระอนุสาวนาจารย์


ได้รับฉายาว่า ถาวโร แปลว่า ความมั่นคงถาวร


ภายหลังอุปสมบท ได้อยู่จำพรรษาที่วัดโตนด และมุ่งมั่นศึกษาพระปริยัติธรรม ควบคู่ไปกับการออกธุดงควัตรปลีกวิเวกไปตามป่าเขาลำเนาไพร


พ.ศ.2480 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นโท


ต่อมา ได้ย้ายไปศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลี ที่วัดเฉลิมพระเกียรติ แต่ศึกษาบาลี ได้เพียง 2 ปี ปรากฏว่า พระอาจารย์จุ้ย เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี ได้ถึงแก่มรณภาพลง ทำให้ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำว่างลง ไม่มีใครมาดำรงตำแหน่งแทน


ท่านได้รับความไว้วางจากคณะสงฆ์เมืองนนทบุรี ให้ย้ายมาดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2482


ก่อนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำอย่างเป็นทางการ ในเวลา 2 ปีต่อมา กลายเป็นเจ้าอาวาส ที่มีอายุพรรษาน้อยที่สุดในสมัยนั้น


ผลงานด้านการศึกษา พ.ศ.2484 เป็นเจ้าสำนักเรียนวัดปากน้ำ พ.ศ.2495 เป็นผู้อุปถัมภ์สร้างโรงเรียนวัดปากน้ำพิบูลย์สงคราม


พ.ศ.2505 เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมประจำสำนักศาสนศึกษาวัดปากน้ำ


พ.ศ.2511 เป็นกรรมการสนามหลวงแผนกธรรม


หลวงพ่อเก๋ ได้ให้ความสนับสนุนส่งเสริมการศึกษา ด้วยการจัดตั้งและมอบทุนการศึกษาทั้งในระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาแก่เด็กนักเรียนเป็นประจำทุกปี


สำหรับพระภิกษุ-สามเณร ได้มีการจัดรถรับ-ส่งนักเรียนที่สมัครสอบธรรมสนามหลวงเป็นประจำ และถวายปัจจัยแก่ครูสอนพระปริยัติธรรม รวมทั้งมอบเงินอุดหนุนการศึกษาของวัดที่ขาดแคลน


ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2482 รักษาการเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี พ.ศ.2482 เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พ.ศ.2484 เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี


พ.ศ.2493 เป็นเจ้าคณะตำบลบางเขน พ.ศ.2511 เป็นพระอุปัชฌาย์


พ.ศ.2542 เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลบางเขน


ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2492 เป็นพระธรรมธร ฐานานุกรมพระศรีสมโพธิ์ เจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ กรุงเทพฯ


พ.ศ.2496 เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นตรีที่ พระครูนนทกิจพิบูลย์


พ.ศ.2506 เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท ในราชทินนามเดิม


พ.ศ.2511 เป็นพระครูสัญญาบัตรเทียบผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก ในราชทินนามเดิม


พ.ศ.2519 เป็นพระครูสัญญาบัตรเทียบผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นพิเศษ ในราชทินนามเดิม


หลวงพ่อเก๋ มีความสามารถพิเศษหลากหลายด้าน อาทิ สามารถเขียนหนังสือขอมได้ มีความชำนาญการด้านงานก่อสร้าง เป็นต้น


ขณะเดียวกัน ท่านยังเป็นพระนักปกครองที่มีความเคร่งครัดยิ่ง ได้มีการกำหนดกฎระเบียบภายในวัดอย่างเข้มงวดเป็นไปตามพระธรรมวินัย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์และกฎมหาเถรสมาคม


กติกาของวัด มีการทำวัตรเช้า-เย็นตลอดปี วันพระทุกกึ่งเดือน พระภิกษุต้องลงทำสังฆกรรมสวดปาฏิโมกข์, ห้ามเล่นการพนันทุกชนิดภายในบริเวณวัด รวมไปถึงทุกวันพระในช่วงเข้าพรรษา หากพระรูปใดไม่มีกิจธุระจำเป็น ให้ลงฟังเทศน์บนศาลาทุกรูป


นอกจากนี้ หลวงพ่อเก๋ ยังมีชื่อเสียงในฐานะพระเกจิอาจารย์เรืองวิทยาคมชื่อดังในด้านพุทธคุณเมตตามหานิยม ที่ได้รับการนิมนต์ให้ร่วมพิธีปรกเสก ในงานพุทธาภิเษกวัตถุมงคลชื่อดังแต่ละรุ่นเป็นประจำ แทบมิเคยได้ขาด


วัตถุมงคลชื่อดังของท่านมีหลายรุ่น อาทิ พระสมเด็จเนื้องาแกะ ใต้ฐานตะกรุด 3 ดอก, เหรียญชุดสร้างศาลาการเปรียญปี 2518, เหรียญข้างกนกปี 2518 เนื้อเงินและนวะโลหะ, พระรูปเหมือนซุ้มระฆัง


นอกจากนี้ ยังมีวัตถุมงคลอีกหลายรุ่น เช่น บาตรน้ำมนต์, พระปิดตา, ตะกรุด, พระรูปหล่อตั้งหน้ารถครึ่งนิ้ว, พระรูปหล่อตั้งหน้ารถ 1.5 นิ้ว,พระบูชา 5 นิ้ว, พระบูชา 9 นิ้ว, ผ้ายันต์ เป็นต้น


หลวงพ่อเก๋ ได้เล่าเรื่องย้อนหลังว่า สมัยก่อนพระอาจารย์ดังๆ ไม่ค่อยมี จะมีดังก็ตามวัด ไม่ค่อยโลดโผนเหมือนสมัยนี้


ในตอนนั้น ได้ศึกษาเล่าเรียนกันธรรมดา ส่วนวิทยาคมต่างๆ ได้เล่าเรียนศึกษากับพระผู้เฒ่าหรือหลวงตาสมัยก่อน ซึ่งพระผู้เฒ่าหรือพระหลวงตาสมัยก่อน พอจะมีความรู้ในเรื่องคาถาอาคม และพิธีปลุกเสกวัตถุมงคล


หลวงพ่อเก๋ บอกอีกว่า เมื่อได้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด ได้ก้มหน้าก้มตา สร้างวัด สร้างวา ไม่ได้สนใจวิชาอะไรเลย จนกระทั่งเมื่อมีการฉลองสมณศักดิ์ ไม่มีอะไรจะแจก ก็ได้เอาความรู้ที่เคยได้เล่าเรียนมาก็ลองทำดู ก็เป็นลักษณะเหรียญที่ทำพิธีปลุกเสก เป็นเหรียญปัจฉิมา เมื่อปี พ.ศ.2511 ก็เริ่มทำมาตั้งแต่นั้น


จนถึงปัจจุบันนี้ อาตมาก็จำไม่ได้แล้วว่ากี่รุ่นแล้ว เพราะอาตมาจะสนใจแต่เรื่องของการก่อสร้างวัดเสียมากว่า สร้างโบสถ์ สร้างศาลา สร้างกุฏิ ทุกอย่างในวัดนี้อาตมาเป็นคนสร้างทั้งหมด


ทุกวันนี้อาตมาก็ทำงานในด้านพระพุทธศาสนา ติดประชาชน ตอนนี้อาตมาก็ได้ซื้อที่ให้วัดไว้จำนวน 61 ไร่ อยู่ในเขตอำเภอไทรน้อย ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดง


ปัจจุบัน หลวงพ่อเก๋ เป็นเจ้าอาวาสวัด ที่มีอายุยืนยาวที่สุด และเป็นพระนักพัฒนาองค์หนึ่งของจังหวัดนนทบุรี


เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดนนทบุรีและชาวชุมชนวัดปากน้ำโดยแท้
Tell a Friend
หลวงพ่อสาคร มนุญโญ วัดหนองกรับ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง
รหัสสินค้า: 000011
รายละเอียด: หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่
จังหวัดระยองเป็นเกจิที่ประชาชนกำลังให้ความนิยมสูงสุดอยู่ในขณะนี้ท่านเป็นพระที่มีศิลลาจารวัตรงดงามและ
มีพุทธาคมอันแก่กล้าไม่ว่าจะเป็นด้านคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม มหาลาภแคล้วคลาด
ซึ่งปรากฏได้ประจักษ์มาแล้วในผู้ที่เคารพนับถือและมีวัตถุมงคลของ
ลป.ทิมไว้บูชาซึ่งในปัจจุบันวัตถุมงคลของหลวงปู่เป็นที่เสาะแสวงหากันมากทั้งประชาชนทั่วไปและบุคคลในวงกา
รพระเครื่อง
ผู้ที่มีอยู่ต่างก็หวงแหนเพราะประสบการณ์ที่ประสบมาด้วยตัวเองจึงทำให้เกิดแรงศรัทธาอันสูงสุด
แม้ลป.ทิมจะล้วงลับไปแล้ว แต่ความศักดิ์ก็ยังคงอยู่ ความศรัทธาจากประชาชนมิได้ลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด
เมื่อครั้งที่หลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่มีลูกศิษย์ลูกหาหลวงปู่หลายท่านได้ถามหลวงปู่ว่า”หลวงปู่ครับ
เมื่อสิ้นหลวงปู่แล้วพวกกระผมจะพึ่งพิงพระรูปใดได้บ้าง”หลวงปู่ทิมได้ชี้ไปที่พระหนุ่มรูปหนึ่ง
ซึ่งในวันนั้นได้มาปฏิบัติหลวงปู่อยู่ด้วย”โน่น ท่านสาคร เขาเรียนของไว้เยอะ
ท่านสาครที่หลวงปู่พูดถึง ก็คือหลวงพ่อสาคร มนุญโญ วัดหนองกรับศิษย์เอกหลวงปู่ทิม
ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคมไว้จนหมดสิ้น
พระครูมนูญธรรมวัตรหรือหลวงพ่อสาครศิษย์เอกผู้สืบทอดพุทธาคมจากหลวงปู่ทิม อิสริโก
เป็นผู้ฝักใฝ่ในด้านเวทย์มนต์คาถาอาคมและวิชาแพทย์แผนโบราณมาตั้งแต่เด็กๆ
นามเดิมว่า สาครไพสาลี เกิดในกระกูลชาวไร่-ชาวนา เมื่อวันอังคาร แรม ๙ ค่ำ เดือน ๓ ตรงกับวันที่ ๓
กุมภาพันธ์ ๒๔๘๑ ซึ่งตรงตามคติโบราณที่ว่าบุคคลนั้นจะมีความพิเศษอยู่ในตัว
หากถือปฏิบัติก็จะพบกับความสำเร็จเจริญยิ่งๆขึ้นไปหากร้ายก็จะร้ายอย่างหาที่เปรียบไม่ได้และบุคคลที่เกิด
ในราศีนี้จิตจะฝักใฝ่ด้านไสยศาสตร์เวทย์มนต์คาถา
โยมบิดาชื่อ นายกุ โยมมารดาชื่อนางนิด หลวงพ่อสาครเกิดที่บ้านท้ายทุ่ง หมู่สอง๒ ต.หนองกรับ อ.บ้านค่าย
(บ้านท้ายทุ่งแห่งนี้เป็นสถานที่เดียวกับบ้านเกิดของลป.ทิม)
หลวงพ่อสาครมีพี่น้องทั้งหมด๒คนคือ
๑.นางอยู่ ไพสาลี
๒.หลวงพ่อสาคร
หลวงพ่อสาครได้เข้าศึกษาเบื้องต้นในชั้นประถมปีที่ ๑
เมื่ออายุได้๕ปีที่โรงเรียนวัดหนองกรับจนจบชั้นประถมปีที่๔ เมื่อพ.ศ. ๒๔๙๐
ได้ออกมาช่วยโยมบิดา-มารดาประกอบอาชีพทำนาและเมื่อมีเวลาว่างก็จะออกเดินทางไปบ้านละหารไร่
เพื่อศึกษาวิชาไสยศาสตร์กับโยมหล่อและโยมทัต ซึ่งทั้งสองถือว่าเป็นผู้เรืองวิชาอาคมในสมัยนั้น
และเข้าปฏิบัติหลวงปู่ทิมอยู่เป็นนิจ
ซึ่งนับว่าเป็นศิษย์รุ่นเยาว์ที่หลวงปู่ให้ความเมตตาเรียกใช้อยู่เสมอด้วยนิสัยและความสนใจด้านไสยศาสตร์ม
าแต่เด็กและโตขึ้นจึงเป็นคนหนุ่มที่มีวิชาอาคมติดตัวแต่ก็ได้ใช้วิชาที่ได้ร่ำเรียนมาไปทำร้ายใครกลับมีแต
่ช่วยเหลือเพื่อนๆรุ่นเดียวกันมาตลอด
เมื่ออายุครบ ๒๐ปี
โยมมารดาและญาติพี่น้องจึงได้ร่วมกันจัดพิธีอุปสมบทให้เป็นพระภิกษุที่วัดหนองกรับเมื่อวันพุธที่ ๔
มิถุนายน ๒๕๐๑ โดยมีพระครูจันทโรทัย(หลวงพ่อดิ่ง)เป็นพระอุปัชฌายะเป็นพระกรรมวาจาจารย์และพระอธิการเคียง
วัดไผ่ล้อมเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า”
มนูญโญ”เมื่ออุปสมบทแล้วได้เดินทางไปจำพรรษาที่วัดละหารไร่และได้ฝากตัวเป็นศิษย์ลป.ทิมเพื่อศึกษาพระธรรม
วินัยและพุทธาคมจากหลวงปู่ทิมอย่างจริงจังจึงได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคมต่างๆจากหลวงปู่ทิมจนหมดสิ้นโดยมิไ
ด้ปิดบังแต่อย่างใดเรียกได้ว่าเรียนได้กระจ่างชัดรู้จริงสามารถปฏิบัติได้
เมื่อมีความเชี่ยวชาญในวิชาอาคมที่เรียนแล้วด้วยใจรักในด้านนี้จึงได้เสาะแสวงหาศึกษาวิชาอาคมจากลพ.เพ่ง
สาสโน วัดละหารใหญ่ ซึ่งหลวงพ่อเพ่งรูปนี้เดิมเป็นมหาดเล็กในเสด็จเตี่ยกรมหลวงชุมพรเขตดุดมศักดิ์ฯ
จึงได้ศึกษาวิชาอาคมจากหลวงปู่ศุข
วัดปากคลองมะขามเฒ่ามีวิชาด้านคงกระพันธ์เป็นเยี่ยมเขียนอักขระลงบนแผ่นตะกั่วเพียงตัวเดียวให้คนทดลองยิง
ก็ยิงไม่ออกเมื่อหลวงพ่อสาครได้ศึกษาวิชาอาคมจากหลวงพ่อเพ่งเป็นอย่างดีแล้ว
ก็ได้รับคำแนะนำจากหลวงปู่ทิมให้ไปศึกษาวิชาจากหลวงปู่หิน
วัดหนองสนมซึ่งหลวงพ่อสาครก็ได้รับความเมตตาจากหลวงปู่หินถ่ายทอดวิชาให้เป็นอย่างดีหลังจากศึกษาวิชาอาคม
จากหลวงปู่หินแล้วหลวงพ่อสาสรก็เดินทางไปศึกษาวิชากับหลวงปู่โสม วัดบ้านช่อง อ.พานทอง
จ.ชลบุรีซึ่งเป็นพระที่มีวิชาอาคมแก่กล้าอีกองค์หนึ่งของภาคตะวันออกหลวงพ่อสาครก็ได้ศึกษาจนกระทั่งจบกระ
บวนท่า ด้วยนิสัยใฝ่รู้หมั่นศึกษา
หลวงพ่อสาครได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคมจากบรรดาเกจิอาจารย์ต่างๆอีกหลายองค์ อาทิ
พ. ศ. ๒๕๐๓ ได้เดินทางไปศึกษากับอาจารย์เชียงคำ ที่เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า
พ.ศ. ๒๕๐๖ ศึกษากับอาจารย์สิน วัดนาวัง อ.บางละมุง ชลบุรี
พ.ศ. ๒๕๑๘ เดินทางไปศึกษากับอาจารย์สุพจน์ ที่ประเทศเขมร
พ.ศ. ๒๕๒๓ ศึกษากับพระอาจารย์สุมล คำเสียง ที่จังหวัดศรีษะเกษ
พ.ศ. ๒๕๒๕ ศึกษากับหลวงพ่อบุญเย็น วัดแจ้งนอก จ.นครราชสีมา
พ.ศ. ๒๕๒๖ ศึกษากับหลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา
พ.ศ. ๒๕๒๗ ศึกษากับหลวงพ่ออาคม วัดดาวนิมิตร จ.เพชรบูรณ์
พ.ศ. ๒๕๒๘ ศึกษากับหลวงพ่อบึม วัดปราสาทกิน จ.ปราจีนบุรี
ฯลฯ
หลวงพ่อสาครยังได้ศึกษากับเกจิอาจารย์ที่เชี่ยวชาญทางด้านไสยเวทย์ต่างๆอีกหลายท่านทั้งพระภิกษุและฆราวาส

ในปีพ.ศ. ๒๕๐๘ พระครูเกลี้ยงธรรมถีโยเจ้าอาวาสลำดับที่๙วัดหนองกรับได้มรณภาพลง
ทายกทายิกาชาวบ้านหนองกรับได้เดินทางไปหาหลวงปู่ทิมที่วัดละหารไร่เพื่ออาราธนาหลวงพ่อสาคร มนูญโญ
ให้กลับมาเป็นเจ้าอาวาสวัดหนองกรับ หลวงปู่ทิมได้อนุญาต
หลวงพ่อสาครจึงมาเป็นเจ้าอาวาสวัดหนองกรับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ถึงแม้ว่าท่านจะมาเป็นเจ้าอาวาสวัดหนองกรับก็มิได้ทอดทิ้งหลวงปู่ทิมผู้เป็นอาจารย์ยังคงเดินทางไปกราบนมั
สการดูแลหลวงปู่อยู่เสมอจนกระทั่งหลวงปู่ทิมได้มรณภาพลงในปี๒๕๑๘หลวงพ่อสาครก็เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ในก
ารจัดบำเพ็ญกุศลศพหลวงปู่ทิมอย่างเต็มที่สมกับที่เป็นศิษย์ก้นกุฏิอย่างแท้จริงจนบรรดาลูกศิษย์ลูกหาอื่นๆ
ของหลวงปู่ทิมกล่าวยกย่องชมเชยหลวงพ่อสาครกันทั่ว
หลวงพ่อสาครนอกจากจะสนใจศึกษาวิชาอาคมต่างๆแล้วท่านก็มิได้ทอดทิ้งในด้านการศึกษาพระธรรมวินัย
และเมื่อรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหนองกรับซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่มีอายุกว่า๒๐๐ปีและเคยถูกไฟไหม้เผากุฏิเสนา
สงฆ์จนวอดวายท่านก็มิได้ดูดายเมื่อมาเป็นเจ้าอาวาสก็ได้บูรณะและสร้างเสนาสนะใหม่ขึ้นมาเพื่อให้ภิกษุสงฆ์
สามเณรและพุทธศาสนิกชนได้ใช้ปฏิบัติศาสนกิจต่อไปด้วย
ความสามารถพิเศษของหลวงพ่ออีกอย่างหนึ่งคือมีความชำนาญในด้านปฏิมากรรมและวิจิตรศิลป์
การแกะสลัก,การปั้นลวดลายและวาดภาพฝาผนังตลอดจนการลงรักปิดทอง
ท่านจึงได้ลงมือบูรณะและก่อสร้างเสนาสนะถาวรวัตถุต่างๆด้วยตัวท่านเอง
ในปีพ.ศ.๒๕๒๔ ได้รับพระราชทานเป็นพระครูชั้นโท
“พระครูมนูญธรรมวัตร”หลวงพ่อสาครได้สร้างวัตถุมงคลขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.๒๕๐๘
มีด้วยกันสองพิมพ์พิมพ์แรกเป็นสมเด็จรัศมีมีเนื้อผงใบลานเก่าสีดำหลวงพ่อได้นำใส่บาตรแล้วเผาไฟทำให้มีเนื
้อแกร่งและอีกพิมพ์หนึ่งเป็นรูปปั้นหลวงปู่ทิมเนื้อผงใบลานสีดำเนื้อเดียวกับสมเด็จพิมพ์รัศมี
หลวงพ่อสาครได้นำออกมาแจกแก่ญาติโยมครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ในงานทอดผ้าป่า
พระชุดนี้ได้ก่ออภินิหารอย่างมากมายช่วยคุ้มครองชีวิตแก่ผู้นำติดตัวมาแล้วหลายราย
ต่อมาในปี๒๕๒๔หลวงพ่อสาครได้นำผงปัถมัง,ผงอิทธิเจที่ท่านเขียนเลขยันต์อักขระต่างๆ
,ผงของของหลวงปู่.ทิม,ผงอิทธิเจหลวงพ่อเพ่ง วัดละหารใหญ่,ผงปัดตลอดอาจารย์ภูเมือง,ผงพุทธคุณหลวงพ่อสิม
วัดถ้ำผาปล่อง,ผงพุทธคุณครูบาคำหล้า จ.เชียงใหม่,ผงพุทธคุณอาจารย์มั่น,ผงวิเศษหลวงพ่อจง
วัดหน้าต่างนอกและผงของเกจิอาจารย์ต่างๆที่หลวงพ่อได้ไปศึกษามาหลวงพ่อสาครได้นำผงเหล่านี้มาสร้างเป็นสมเ
ด็จพุทธนิมิตซึ่งเป็นพระประธานในอุโบสถวัดหนองกรับหลังจากสร้างออกมาแล้วก็เป็นที่ฮือฮาขึ้นมาอีกครั้งเมื
่อทหารนาวิกโยธินนายหนึ่งได้เหยียบกับระเบิดจนตัวลอยละลิ่วเมื่อเพื่อนๆวิ่งไปดูทหารคนนั้นไม่เป็นอะไรเลย
ในคอคล้องสมเด็จพุทธนิมิตองค์เดียวเท่านั้นจึงยกโขยงมาขอสมเด็จพุทธนิมิตจากหลวงพ่อไปเป็นจำนวนมาก

หลังจากนั้นหลวงพ่อได้สร้างวัตถุมงคลขึ้นอีกหลายพิมพ์ซึ่งก็ล้วนมีประสบการณ์ทั้งสิ้นจนทำให้วัตถุมงคลเหล
่านี้หมดไปจากวัดอย่างรวดเร็ว
ในปีเดียวกัน(๒๕๒๔)หลวงพ่อสาครได้รับพระราชทานเป็นพระครูชั้นโท
หลวงพ่อได้สร้างเหรียญปิดตารุ่นฉลองสมศักดิ์ขึ้นด้านหลังเป็นยันต์ห้าเหรียญรุ่นนี้เป็นที่โจษขานกันมาอีก
รุ่นหนึ่งในบรรดาพ่อค้าแม่ค้าในจังหวัดระยองเหราะทำให้มีฐานะดีขึ้นมาทุกวันนี้เพราะเหรียญปิดตาหลวงพ่อสา
ครนี่แหละ

หลวงพ่อสาครนับว่าเป็นที่เจริญรอยตามคณาจารย์โดยแท้ด้วยศิลลาจารวัตรที่งดงามอีกรูปหนึ่งท่านเป็นพระที่สม
ถะที่มากด้วยพระธรรมวินัยมีอาคมอันแก่กล้า
หลวงพ่อสาคร มนูญโญ วัดหนองกรับนับว่าเป็นเพชรน้ำเอกอีกรูปหนึ่งที่ประชาชนให้ความเคารพนับถือ
ท่านเป็นพระผู้สืบสานอาคมจากหลวงปู่ทิมผู้เป็นอาจารยืมิขาดตกบกพร่อง
Tell a Friend
หลวงปู่ชื่น วัดตาอี จ.บุรีรัมย์
รหัสสินค้า: 000012
รายละเอียด:
 
สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เกิดกลียุคทั่วโลก ยิ่งประเทศเล็กประเทศน้อยได้รับผลกระทบมากที่สุด นอกจากข้าวยากหมากแพงแล้ว ประชาชนยังต้องรับกรรมหนักเพราะครอบครัวแตกสลายเนื่องจากความแร้นแค้นยากจนเป็นสาเหตุใหญ่
       ครอบครัวของ หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ ซึ่งเป็นชาวกัมพูชาก็ได้รับความรุนแรงของไฟสงครามเช่นเดียวกัน ทำให้ญาติพี่น้องของหลวงปู่ชื่น ลับหายตายจากไปหลายคน ซึ่งประเทศกัมพูชาขณะนั้นร้อนระอุสุด ๆ จนดูโหดร้ายไปทุกอย่าง ทำให้หลวงปู่ชื่นเกิดความเบื่อหน่ายจึงเดินธุดงค์เข้ามายังแผ่นดินไทยที่มีแต่ความสงบร่มเย็น

      “ หลวงปู่ชื่น นามเดิมชื่อ ชื่น นามสกุล ศรีโสด เกิดเมื่อวันศุกร์ เดือน 11 ปีมะเมีย ตรงกับปี พ.ศ. 2461 เกิดที่บ้านหินกอง อำเภอหินกอง จังหวัดสวายศรีโสภน ประเทศกัมพูชา โยมบิดาชื่อ นายชุบ โยมมารดาชื่อ พิม ศรีโสด มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 7 คน คือ นายเรียว, นายโพธิ์, นายบุญ, นายเกิด, หลวงปู่ชื่น, นางยอด และนางยาว ครอบครัวมีอาชีพทำนาทำไร่ตามประสาชาวบ้านในชนบททั่วไปของชาวเขมร

      ชีวิตในวัยเยาว์ของ หลวงปู่ชื่น นิสัยท่านเป็นคนใจบุญ มีความสุขุมลุ่มลึก และมีใจโอบอ้อมอารีชอบเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง ทั้งยังมีจิตใจเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่เด็ก ๆ พออายุได้ 15 ปี ได้ขอบิดามารดาบรรพชาเป็นสามเณร ซึ่งพ่อแม่ไม่ขัดข้อง ท่านจึงได้บวชเป็นสามเณร ณ วัดในหมู่บ้านเกิดของท่าน

      หลังจากบวชเณรได้ระยะหนึ่งพอถึงอายุ 20 ปี หลวงปู่ชื่น ก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาโดยได้รับฉายาว่า “ติคญาโณ” เมื่ออุปสมบทเป็นพระภิกษุโดยสมบูรณ์แล้ว หลวงปู่ชื่นได้ศึกษาบทสวดมนต์และบทสวดปาติโมกข์ ซึ่งใช้เวลาเพียงหนึ่งพรรษาก็สวดพระปาติโมกข์ได้แล้ว นับว่าหาพระที่เก่งเช่นนี้น้อยมาก เพราะการท่องบทพระปาติโมกข์พระบางรูปต้องใช้เวลานานนับ 5 ปี 10 ปี เนื่องจากเป็นบทสวดที่ยาวและยากที่สุดนั่นเอง

      “ หลวงปู่ชื่น สอบนักธรรมชั้นตรีได้ในพรรษาที่ 3 หลังจากนั้นท่านจึงออกเดินธุดงค์ปลงสังขารลัดเลาะไปตามป่าดงพงพี ข้ามเขาลงห้วยในดินแดนประเทศกัมพูชา ทำให้ท่านได้พบกับครูบาอาจารย์ที่เก่ง ๆ อยู่หลายรูป ซึ่งแต่ละอาจารย์ก็ได้ถ่ายทอดวิชาอาคมที่ตนมีอยู่ให้ หลวงปู่ชื่น จนหมดสิ้น โดยเฉพาะฤๅษีที่บำเพ็ญพรตอยู่กลางป่าดงดิบได้ถ่ายทอดวิชาขั้นสุดยอดให้ หลวงปู่ชื่น เพื่อให้นำไปช่วยเหลือศิษย์ต่อไปอีก”

      หลวงปู่ชื่น เป็นพระเถระที่มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย มีศีลจารวัตรที่งดงาม ชอบบำเพ็ญกุศลเพื่อเสริมสร้างบารมีให้แก่กล้าขึ้น ท่านจะตื่นตั้งแต่ตีสามทำวัตรสวดมนต์ และช่วงค่ำก็เช่นกันท่านจะสวดมนต์มิได้ขาด (นอกจากจะมีกิจนิมนต์และป่วยเท่านั้น)

      “ หลวงปู่ชื่น ชอบทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมเป็นที่สุด และให้ความเป็นธรรมแก่ศิษยานุศิษย์เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีของศิษย์ทั้งหลายอีกด้วย ท่านจึงเป็นที่รักเคารพของศิษย์และประชาชนทั่วไปเป็นจำนวนมากในขณะนี้”

ได้อาจารย์เก่งวิชาทุกด้าน
หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ เป็นศิษย์สาย “เขากุเลน” ซึ่งเป็นศูนย์รวมเวทวิทยาอาคมชั้นสูง ที่เป็นฉบับแท้ดั้งเดิมของเขมรโบราณ อาจารย์องค์แรกของท่านคือ “หลวงปู่เอื้อย และหลวงปู่ดี สุวรรณดี” สองปรมาจารย์ผู้มีพลังจิตอันลึกล้ำ ทั้งยังมีอิทธิฤทธิ์-ปาฏิหาริย์มากมายเป็นที่เลื่องลือกันมากในประเทศกัมพูชา

    หลวงปู่ชื่นได้มองเห็นกาลไกลไปข้างหน้าว่า “พรเวทวิทยาคม” ที่ท่านกำลังศึกษาอยู่นี้จะเป็นประโยชน์มากแก่การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ทั้งยังได้ช่วยเหลือสงเคราะห์ญาติโยมและผู้เดือดร้อนต่าง ๆ ในอนาคตภายหน้าแน่นอน ท่านจึงมุมานะพยายามขยันศึกษาเล่าเรียนวิชาอาคมจนสุดความสามารถ ตลอดจนศึกษาการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั่งสมาธิควบคู่ไปด้วย เพื่อเพิ่มพูนพลังจิตให้แก่กล้าขึ้น

      “ หลวงปู่ชื่น ท่านเรียนกรรมฐานควบคู่ไปกับวิชาอาคมจนท่านเรียนรู้ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว โดยมีการทดสอบจากผู้เป็นอาจารย์จนเป็นที่พอใจ โดยเฉพาะหลวงปู่เอื้อยท่านมีเมตตาถ่ายทอดวิชาและเคล็ดลับต่าง ๆ ให้ หลวงปู่ชื่น จนหมดสิ้น หลวงปู่เอื้อย ท่านเป็นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในเขมร ดังชนิดผู้หลักผู้ใหญ่ในเขมรขณะนั้นยังมอบตัวเป็นศิษย์หลายคน” ในเวลาต่อมาเมื่อหลวงปู่เอื้อยมรณภาพลง หลวงปู่ชื่นจึงออกเดินธุดงค์บุกป่าฝ่าดงดิบในดินแดนเขมรเพื่อแสวงหาครูบาอาจารย์อีกมากมาย จนกระทั่งท่านได้พบกับหลวงปู่ดี สุวรรณดี บน “เขากุเลน” ซึ่งท่านเป็นพระผู้มากด้วยอภิญญาญาณชั้นสูง และเป็นผู้มีพลังจิตอันลึกล้ำมหัศจรรย์เหนือโลกโดยแท้

      ด้วยบุญญาบารมีของ หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ ทำให้หลวงปู่ดีรับหลวงปู่ชื่นเป็นศิษย์แล้วจึงพากันออกเดินธุดงค์ไปด้วยกันตามสถานที่ต่าง ๆ “หลวงปู่ชื่นได้ศึกษากรรมฐานและเวทวิทยาคมกับธาตุทั้ง 4 ตลอดจนเกร็ดเคล็ดลับการสร้าง-การปลุกเสกวัตถุมงคล เครื่องรางต่าง ๆ มากมายจากหลวงปู่ดี ทำให้ท่านมีวิชาติดตัวมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้”

      หลวงปู่ชื่นได้เมตตาเล่าเรื่องราวและประสบการณ์ในการเดินธุดงค์ของท่านให้ฟังว่า “ หลวงปู่ดี ท่านนี้เก่งมาก ท่านเชี่ยวชาญพระเวทแทบทุกชนิด ท่านเคยเสกผ้าให้เป็นนกกระยางได้ และเสกใบไม้ให้เป็นต่อเป็นแตนได้ ทั้งยังรู้ภาษาสัตว์แทบทุกชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านสามารถล่องหนหายตัวและย่นระยะทางได้ ตลอดจนท่านเดินบนผิวน้ำได้อย่างน่าอัศจรรย์อีกด้วย” หลวงปู่ชื่นเล่าว่า หลวงปู่ดีท่านเคยแสดงให้ดูมาแล้ว ท่านเห็นกับตามาแล้วจึงกล้ามาเล่าให้ฟัง ท่านแสดงให้ดูก็เพื่อให้เป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติธรรมสืบต่อกันไปนั่นเอง “การเรียนวิชาอาคมจะมีฤทธิ์เข้มขลังได้ ต้องประกอบไปด้วยพลังจิตอันเป็นสมาธิแก่กล้าควบคู่กันไปด้วย” หลวงปู่ชื่น กล่าว

      หลวงปู่ชื่น เป็นพระที่คงแก่เรียนคือท่านชอบศึกษาค้นคว้าตำรับตำราและวิชาการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอักขระเลขยันต์ หรือวิชาอาคมอะไรท่านจะทดลองสร้างทดลองปลุกเสกอยู่เสมอ เมื่อท่านลองแล้วเห็นว่าดีจริงและใช้ได้ผลดีจริงตามตำรา ท่านก็คัดวิชาวิเศษเหล่านั้นมาสร้างมาปลุกวัตถุมงคลให้บรรดาลูกศิษย์ และลูกหลานท่านให้ได้รับแต่สิ่งที่เป็นมงคลเป็นของวิเศษไว้บูชากัน จากการคัดเลือกพิจารณาตรวจจากหลวงปู่ชื่นแล้วว่า “ดีจริง-เห็นผลจริง” จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่วัตถุมงคลของท่านมีประสบการณ์ต่อเนื่องเรื่อยมา จนเป็นที่กล่าวขานร่ำลือจากปากของผู้ที่บูชาวัตถุมงคลของหลวงปู่ชื่นว่ายอดเยี่ยมอยู่ในขณะนี้

      ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงขอนำท่านทั้งหลายได้รู้จัก หลวงปู่ชื่น เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้มีโอกาสรู้จัก หลวงปู่ชื่น อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน และใกล้ชิดหลวงปู่มากขึ้น เพราะลูกศิษย์บางคนอยู่ห่างไกลซึ่งยังไม่มีโอกาสเดินทางมากราบไหว้หลวงปู่ จะด้วยสาเหตุและปัจจัยใด ๆ ก็ตาม ผู้เขียนขอเป็นสื่อ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อเป็นการหยั่งความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่ลูกศิษย์ที่มีความเคารพนับถือหลวงปู่ หรือท่านที่มีวัตถุมงคลของ หลวงปู่ชื่น ไว้แล้ว ขอให้รู้ว่าเราทั้งหลายก็เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์องค์เดียวกัน เพราะมีวัตถุมงคลที่มาจากการปลุกเสกจากหลวงปู่ด้วยกันทั้งนั้น ทั้งนี้เพื่อช่วยจรรโลงเกียรติคุณของ หลวงปู่ชื่น ให้แพร่หลายขจรไป ตลอดยั่งยืนนานต่อไปในภายภาคหน้านั่นเอง

Tell a Friend
หลวงปู่กาหลง เตชวัณโณ (หลวงปู่กาหลง เขี้ยวแก้ว)
รหัสสินค้า: 000013
รายละเอียด: หลวงปู่กาหลง เขี้ยวแก้วตอนท่านจะถือกำเนิดมีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้น โดยมีชายคนหนึ่งชื่อ"ลุงบาง" อาชีพหาปลา มีอยู่คืนหนึ่งขณะที่ลุงบางออกหาปลา ได้เห็นดวงไฟประหลาดลอยมายังหน้าบ้านของหลวงปู่ จึงตามดวงไฟดังกล่าวเพื่อจะดูให้รู้ว่าคือดวงไฟอะไร พอตามไปแกก็เห็นพระฤาษีตนหนึ่งจูงเด็กน้อยเข้าไปในบ้านของหลวงปู่ฯ เมื่อลุงบางเห็นดังนั้นจึงยกมือขึ้นไหว้ด้วยความศรัทธา แล้วตั้งจิตอธิษฐานว่าหากสิ่งที่เห็นเป็นเรื่องจริง เด็กที่เกิดในบ้านต้องเป็นเด็กชาย และหากเป็นจริงก็จะเลิกอาชีพหาปลาหันมาเข้าวัดฟังธรรม
ไม่นานโยมแม่ของหลวงปู่ฯก็คลอดลูกออกมาเป็นเด็กชาย และให้ชื่อว่า "กาหลง" ส่วนลุงบางเมื่อพบว่าสิ่งที่ตนเห็นเป็นจริง ก็เลิกหาปลาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาและปิดเรื่องที่เห็นในคืนนั้นเอาไว้มิได้บอกใคร
หลวงปู่กาหลงอุปสมบทเมื่ออายุได้ ๒๐ ปี ที่วัดนาบุญ คลองเจ็ด จ.ปทุมธานี ในวันที่หลวงปู่ฯอุปสมบท ลุงบางได้เล่าเหตุการที่ได้เห็นมาเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วให้พระอุปัชฌาย์ฟัง และขอถวายตัวเป็นโยมอุปัฐากตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

หลวงปู่กาหลง เขี้ยวแก้ว เป็นพระเถราจารย์ผู้มีฤทธิ์อำนาจวาจาประกาศิต ด้วยเขี้ยวแก้วกลางเพดานปาก พระเถราจารย์ที่มีบุญอำนาจวาสนา อาคมแก่กล้า ความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์พระผู้มีวัตรปฏิบัติเคร่งครัด 1 ปีสรงน้ำ 1 ครั้ง ลป.กาหลงท่านเล่าว่าเคยสิ้นลมหายใจมรณภาพมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยท้าววิษณุกรรมมารับ แต่โบสถ์วัดเขาแหลมหลังที่ 9 ยังสร้างไม่เสร็จจึงต่ออายุขัยให้
“เขี้ยวแก้ว “ นับว่าเป็นของกายสิทธิ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเฉพาะผู้มีบุญวาสนาบารมี สูงเท่านั้นและยังสามารถงอกสูงขึ้นและหดเข้าไปได้ด้วยแรงอธิษฐานของท่าน ซึ่งเขี้ยวแก้วนี้มีมาแต่เกิ เมื่อครั้งยังเด็กที่ปลายเขี้ยวมีลักษณะคล้ายรูปองค์พระนั่งสมาธิ แต่เมื่อท่านคิดว่าเป็นถึงรูปองค์พระไม่เหมาะสมที่จะอยู่ในปากเพราะต้องใช้ ฟันบดเคี้ยวอาหาร จึงตั้งจิตอธิษฐานให้หลุดหายไปคงเหลือแต่เขี้ยวแก้วเสมือนหนุมานทหารเอกพระ รามที่พระอิศวรได้ประทานกุณฑลขนเพชรเขี้ยวแก้วให้เป็นของวิเศษกายสิทธิ์ เพื่อต่อสู้กับศัตรู
หลวงปู่กาหลงได้มีโอกาสศึกษาวิชาอาคมปฏิบัติพระ กัมมัฎฐานกับครูบาอาจารย์หลายท่าน เช่น หลวงพ่อเนียม วัดนาบุญ ปทุมธานี หลวงปู่ช้าง วัดเขียนเขต ปทุมธานี หลวงปู่ด๊วด วัดกลางคลอง 4 ปทุมธานี หลวงปู่ทา วัดพะเนียงแตก นครปฐม หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง นครปฐม หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยา หลวงพ่อทองศุข วัดโตนดหลวง เพชรบุรี หลวงปู่จันทร์ วัดนางหนู ลพบุรี เจ้าคุณพระอินทสมาจารย์(เงิน) วัดอินทรวิหาร กทม เจ้าคุณพระราชมงคลมุนี(สนธิ์) วัดสุทัศน์ กทม. และศึกษาสายวิชาหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า
วัตถุมงคลของท่านโดยเฉพาะรุ่นพระกริ่งเขี้ยวแก้ว ท่านเคยประกาศเอาไว้ว่า "ของ ๆ ฉัน ๆ ตั้งใจทำมากับมือต่อไปจะมีค่ายิ่งกว่าทองคำจะหายากยิ่งกว่าเพชร ถ้าฉันไม่แน่จริงคงสร้างโบสถ์ได้ไม่ถึง 8 หลัง หรอก" "ฉันทำเครื่องรางของขลังมาตั้งแต่ปี 2485 แต่ไม่เคยประกาศให้ใครรู้มีแต่บอกต่อกัน ถ้าไม่แน่จริงฉันคงสร้างโบสถ์ได้ไม่ถึง 8 หลังหรอก ขณะนี้กำลังสร้างหลังที่ 9" "วัตถุมงคลทุกอย่างที่ฉันสร้างจะไม่มีวัดเสื่อม " ส่วนหนึ่งในคำพูดของเกจิอาจารย์หนึ่งในมหาพิธี 25 พุทธศตวรรษปี 2500

นับว่าท่านเป็นเกจิอาจารย์รุ่นเก่าที่ เก่งกาจมานานเคยเข้าร่วมพิธีปลุกเสกครั้งยิ่งใหญ่ พิธี 25 พุทธศตวรรษ ณ สนามหลวง และพระวิหารหลวง วัดสุทัศน์ อีกทั้งยังสร้างผลงานฝากไว้ใน พุทธศาสนาโดยสร้างโบสถ์ไว้ถึง 8 หลัง 8 วัด เป็นพระภิกษุสงฆ์ที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบมีอาคม แก่กล้ามีอำนาจวาสนาบารมี ความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ เป็นผู้ประกอบด้วยคุณงามความดีเป็นเนื้อนาบุญแห่งพุทธศาสนาเป็นรอยอริยะที่ ผู้มีไว้ครอบครองควรพิจารณาระลึกถึงความดี เดินตามรอยเส้นทางความถูกต้อง มีคุณธรรม ยึดมั่นในศีลในธรรมตามแบบอย่างท่านสืบไป


Tell a Friend
ลพ.อุ้น วัดตาลกง จ.เพรชบุรี
รหัสสินค้า: 000014
รายละเอียด: หลวงพ่ออุ้น หรือ พระครูวินัยวัชรกิจ สิริอายุ 91 พรรษา 71 เป็นเจ้าอาวาสวัดตาลกง ต.มาบปลาเค้า อ.ท่ายาง จ.

เพชรบุรี ท่านเกิดในสกุล อินพรหม เมื่อวันศุกร์ที่ 9 มีนาคม 2459 ที่บ้านหนองหินถ่วง ต.มาบปลาเค้า อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายบุญ และ นางเล็ก อินพรหม ท่านเป็นบุตรชายคนโตในจำนวนพี่น้องร่วมอุทรเดียวกัน 8 คน คือ 1.ลพ.อุ้น 2.นายอิ่น 3.นายเอื่อน 4.นายพวง 5.นายแดง 6.นางพุด 7.นางเพี้ยน 8.นางพ้วน



ลพ.อุ้น เริ่มการศึกษาเล่าเรียนหนังสือไทย-ขอมที่วัดไสค้าน จนกระทั่งจบการศึกษาภาคบังคับ แล้วมาช่วยเหลือบิดา มารดาประกอบอาชีพในด้านเกษตรกรรม เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ นายอุ้น ได้เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม2479 ณ พัทธสีมา วัดตาลกง โดยมีพระอธิการชัน วัดมาบปลาเค้า เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการผิว วัดตาลกง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการขาว วัดอินจำปา เป็นพระอนุสาวนาจารย์



หลังอุปสมบท ได้อยู่จำพรรษาที่วัดตาลกง ศึกษาพระธรรมวินัยอยู่รับใช้หลวงพ่อผิว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการศึกษาพุ

ทธาคมโดยเริ่มจากการอยู่ปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อผิว ธมฺมสิริ ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เชี่ยวชาญวิทยาคมด้านอยู่ยงคงกระพันเมื่อท่านมาอยู่รับใช้ใกล้ชิด จนเป็นที่โปรดปรานมาก ท่านจึงได้รับการถ่ายทอดสรรพวิชาจากลพ.ผิว จนหมดสิ้นในพรรษาต่อมา พระอุ้นได้เดินทางไปกราบนมัสการ ลพ.ทองศุข ที่วัดโตนดหลวง และถวายตัวเป็นศิษย์เพื่อขอศึกษาเล่าเรียนวิชาโดยเริ่มจากเรียนฝึกวิชากสิณจนเชี่ยวชาญในกสิณ 10 รวมทั้งยังได้เรียนตำรับผงเมตตาต่างๆ อีกด้วย



ลพ.ทองศุข ท่านเห็นความมานะพยายาม ประจวบกับที่ลพ.ผิว อดีตเจ้าอาวาสวัดตาลกง มีความคุ้นเคยกันมาก่อน

จึงรับท่านไว้เป็นศิษย์ แล้วถ่ายทอดวิชาให้อย่างเต็มกำลัง ซึ่งที่จริงแล้วศิษย์ ลพ.ทองศุข นั้นมีด้วยกันอยู่หลายรูป

และล้วนมีชื่อเสียงด้วยกันทั้งนั้น เช่น ลป.คำ วัดหนองแก ลป.นิ่ม วัดเขาน้อย ลพ.ยิด วัดหนองจอก ลพ.พิมพ์มาลัย

วัดหุบมะกล่ำ ลพ.อบ วัดถ้ำแก้ว ลพ.แผ่ว วัดโตนดหลวง ลพ.แล วัดพระทรง เป็นต้นโดยก่อนที่จะมีการศึกษาเล่า

เรียนวิชา ลพ.ทองศุข ได้ดูฤกษ์ยามก่อนแล้วกำหนดนัดวันให้เดินทางไปทำพิธียกครู โดยมีขัน 5 ดอกไม้ ธูป เทียน

บายศรี ทำพิธีไหว้ครูอย่างเป็นทางการ จึงกล่าวได้ว่าลพ.อุ้น เป็นศิษย์ผู้สืบสายพุทธาคมจากลพ.ทองศุขรูปหนึ่ง

อย่างแท้จริง มิใช่เป็นเพียงการกล่าวอ้าง สำหรับการเรียนวิชาของท่านนั้น ต้องเดินทางจากวัดตาลกงไปเรียนที่วัด

โตนดหลวง ครั้งหนึ่งจะต้องไปพักอยู่วัดโตนดหลวงถึง 15 วัน ไปกลับอย่างนี้เป็นประจำและยังออกปริวาสกรรมร่วมกับลพ.ทองศุข ขึ้นเขาไปบำเพ็ญเพียรในป่าช้าบ่อยครั้งต่อมา ท่านได้พบกับลพ.จัน วัดมฤคทายวัน ซึ่งเป็นญาติกับลพ.ทองศุข โดยลพ.จันได้ถ่ายทอดวิชาสะกดชาตรี ให้กับ ลพ.อุ้น ซึ่งเป็นวิชาที่ใช้สะกดสัตว์ร้ายให้อยู่กับที่ สำหรับวิชาที่โดดเด่นมากของ ลพ.ทองศุข ยากที่ศิษย์ผู้ใดจะได้รับการถ่ายทอด คือวิชาทำผงพระจันทร์ครึ่งซีก ซึ่งเป็นเมตตามหานิยม มีพุทธคุณอมตะล้ำลึก นอกจากนั้นยังได้รับการถ่ายทอดการทำผงอิทธิเจ ผงปถมัง ผงมหาราช และผงหน้าพระภักษ์ ส่วนอีกวิชาหนึ่งที่ได้รับการถ่ายทอดจาก ลพ.ศุข คือการสักยันต์คงพระพันชาตรี ส่วนวิชา นะ ปัดตลอด นั้น ลพ.อุ้นก้ได้รับการถ่ายทอดมาด้วยจากนั้น ท่านได้ไปกราบนมัสการพระอธิการชัน วัดมาบปลาเค้า ขอศึกษาเล่าเรียนวิทยาคม ได้รับการถ่ายทอดวิชาอยู่ยงคงกระพัน ทำตะกรุด เสกลิงลมขับคุณไสย เป็นต้น



เมื่อได้เรียนวิทยาคมต่างๆ มาอย่างช่ำชอง ได้เคยนำวิชามาช่วยชาวบ้านขับคุณไสย ขับผี ไล่วิญญาณพเนจรที่เข้าสิงชาวบ้านจนขึ้นชื่อ ที่ใดในแถบตำบลนั้นมีปัญหาเรื่องผีเข้า ถ้าขู่ว่าจะพาไปหาหลวงพ่ออุ้น มักจะออกไปทันที



ด้านการพัฒนาวัด หลวงพ่ออุ้นได้อยู่ช่วยเหลือหลวงพ่อผิว สร้างวัดตาลกงมาตั้งแต่แรก จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

หลวงพ่ออุ้น เป็นตัวอย่างของพระภิกษุที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย เป็นพระที่ไม่สะสม ไม่ปรุงแต่ง ไม่ยึดติดในลาภสักการะ มีแต่สงเคราะห์ช่วยเหลือ แผ่เมตตาบารมี



ผลงานการสร้างเสนาสนะสงฆ์ตลอดทั้งถาวรวัตถุต่างๆ ปรากฏเป็นรูปธรรมมากมาย เช่น อุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ ฌาปนสถาน สำนักสงฆ์ โรงเรียน ถนน และอื่นๆ อีกมากมายหลวงพ่ออุ้น ได้ริเริ่มพัฒนาดำเนินการจัดสร้างสำนักสงฆ์ท่าไม้ลายขึ้น ตั้งอยู่หมู่ 6 ต.เขาเจ้า อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และได้สร้างโรงเรียนขึ้นพร้อมกัน ทุกวันนี้หลวงพ่อยังไปมาสำนักสงฆ์แห่งนี้อย่างสม่ำเสมอ ได้นำเอาเครื่องอุปโภคบริโภคไปแจกให้เด็กนักเรียนอยู่เป็นประจำ



ประวัติลำดับงานปกครองคณะสงฆ์และสมณศักดิ์

พ.ศ.2500 เป็นพระกรรมวาจาจารย์

พ.ศ.2504 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอธิการอุ้น สุขกาโม เจ้าอาวาสวัดตาลกง

พ.ศ.2508 ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูฐานานุกรม ที่ พระครูสังฆรักษ์อุ้น สุขกาโม

พ.ศ.2522 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ที่พระครูวินัยวัชรกิจ

พ.ศ.2531 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท ในราชทินนามเดิม



ลพ.อุ้น เป็นพระที่มีความรู้ความสามารถในไสยเวทพุทธาคม วิปัสสนากัมมัฏฐาน มีญาณสมาบัติแก่กล้า มีวิชาทำ

วัตถุมงคล ตามตำรับพระเกจิอาจารย์โบราณคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงในยุคอดีต เอกลักษร์ของท่านอีกข้อหนึ่งคือ การ

พูดตรงไปตรงมา ท่านเป็นพระอริยสงฆ์ที่มีความสำรวมในศิลจารวัตรและมีความเมตตาธรรมมากครับถ้าใครได้เข้าไปกราบท่านจะทราบถึงความเมตตาของท่านที่มีมากครับ และทุกปีท่านก็จะมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กที่เรียนดีแต่ยากจนเป็นประจำทุกปี



สำหรับการสร้างวัตถุมงคลขึ้นเป็นครั้งแรกของหลวงพ่ออุ้น คือ การสร้างพระผงสมเด็จเหม็น โดยเริ่มต้นการสร้างใน พ.ศ.2495 และสิ้นสุดลงในปลาย พ.ศ.2497 รวมเวลาการสร้างกว่า 3 ปี สร้างไว้ประมาณ 84,000 องค์ โดยหลวงพ่ออุ้นร่วมกับพระสงฆ์ภายในวัดตาลกงช่วยกัน นำผลพุทธคุณ ที่มีผงอิทธิเจของลพ.แก้ว วัดเครือวัลย์ ที่ทำไว้สมัยลพ.แก้ว อยู่ที่วัดปากทะเล มาหมักผสมกับข้าวสุกจากปากบาตร และข้าวก้นบาตรของพระสงฆ์ หากหมักทิ้งไว้หลายวันก็จะมีกลิ่นเหม็นมาก จึงเป็นที่มาของชื่อ สมเด็จเหม็น



หลังจากสร้างพระผงสมเด็จเหม็น มีการสร้างพระผงต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เช่น พระผงสมเด็จ 7 ชั้น เนื้อเหม็น

พระสมเด็จ 9 ชั้น เนื้อผสมแร่ พระสมเด็จขี่เสือเนื้อผง เป็นต้น นับรวมกันแล้ว มีพระผงอยู่ประมาณ 26-30 พิมพ์ได้



ต่อมา ได้สร้างวัตถุมงคลด้วยเนื้อแร่เขาพรหมชะแง้ เช่น พระสมเด็จขี่เสือใหญ่ เสือเล็ก พระสมเด็จปรกโพธิ์ ซึ่งมี

พุทธคุณครอบจักรวาลเหมือนดังเหล็กไหล



นอกจากนั้นเป็ระยะเวลาหลายปีจึงได้มีการ สร้างวัตถุมงคลในปี พ.ศ.2540 โดยสร้างเหรียญรูปไข่รุ่นแรกขึ้น มี 4 เนื้อ คือ ทองคำ สร้างไว้ 9 เหรียญ , เงิน สร้างไว้ 99 , เหรียญ นวะสร้างไว้ 500 เหรียญ และเนื้ออัลปาก้าสร้างไว้ 10,000 เหรียญรวมทั้งยังมีรูปเหมือนปั๊ม รุ่นแรก ที่สร้างในปีเดียวกัน ซึ่งพระชุดนี้เป็นพระที่มีประสบการณ์สูงมากจนทำให้ผู้คนรู้จัก ลพ.อุ้น กันอย่างกว้างขวาง



ปี 2541 ได้สร้างเหรียญเสมา ซึ่งถือว่าเป็นเหรียญรุ่น 2 ของท่าน และเป็นรุ่นที่เอาไปแจกทหารไปติมอร์



พ.ศ.2542 สร้างพระกริ่ง 3 พิมพ์ คือ พระกริ่งตั๊กแตนใหญ่ พระกริ่งบาเก็ง พระกริ่งจีนสมาธิ และเหรียญหล่อ 1

พิมพ์ คือ เหรียญหล่อสุริยประภา จันทรประภา โดยสร้างด้วยกัน 2 เนื้อ คือเนื้อนวะ และเนื้อชนวน



และหลังจากนั้นก็ได้สร้างวัตถุมงคลออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่จะสร้างอย่างละไม่มากรวมถึงจัดสร้างเครื่องรางต่างๆ มากมาย อาทิ ผ้ายันต์ ตะกรุด หนุมาน มีดหมอ เป็นต้น วัตถุมงคลของท่านที่จัดสร้างขึ้นนั้นมากด้วยพุทธคุณด้านคุ้มครองปลอดภัยและเมตตามหานิยม จึงทำให้ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง



นับได้ว่า ลพ.อุ้น เป็นพระนักปฏิบัติวิปัสสนาธุระ และสืบทอดพุทธาคมจากบุรพาจารย์ที่โด่งดังในอดีต มากด้วยครูอาจารย์ บริสุทธิ์ด้วยปฏิปทาสีลวัตร เปี่ยมด้วยเมตตาบารมีธรรมเป็นเนื้อนาบุญของพุทธศาสนิกชนที่เข้าใกล้

กราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ ครับ
Tell a Friend
หลวงพ่อ คูณ ปริสุทฺโธ วัดบ้านไร่
รหัสสินค้า: 000015
รายละเอียด: หลวงพ่อคูณ ถือกำเนิดที่บ้านไร่ ม.6 ต.กุดพิมาน อ.อ่านขุนทด จ.นครราชสีมา ในครอบครัวของชาวไร่ชาวนาที่อยู่ห่างไกลความเจริญ บิดาชื่อ นายบุญ ฉัตรพลกรัง มารดาชือ นางทองขาว ฉัตรพลกรัง เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2466 (บางตำราว่าวันที่ ๔ ตุลาคม) ตรงกับวันแรม 10 ค่ำ เดือน 10 ปีกุน เป็นบุตรชายคนหัวปี มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๓ คน คือ

๑ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ
๒ นายคำมั่ง แจ้งแสงใส
๓ นางทองหล่อ เพ็ญจันทร์

มารดาคือ นางทองขาว เล่าให้เพื่อนบ้านฟังว่า ก่อนตั้งครรภ์ กลางดึกของคืนวันหนึ่งเวลาประมาณตี ๓ นางได้ฝันเห็นเทพองค์หนึ่ง มีกายเรืองแสงงดงาม ลอยลงมาจากสวรรค์ มาที่บ้านของนางและกล่าวว่า...

เจ้าและสามีเป็นผู้มีศีลธรรม เมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง ประกอบการงานอาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งยังสร้างคุณงาม ความดีมาตลอดหลายชาติ เราขอำนวยพรให้เจ้า และครอบครัวมีแต่ความสุขสวัสดิ์ตลอดไป

และเทพองค์นั้นยังได้มอบดวงแก้วใสสะอาดสุกว่างให้แก่นางด้วย

"ดวงมณีนี้ เจ้าจงรับไปและรักษาให้ดีต่อไปภายหน้า จะได้เป็นพระพุทธสาวกหน่อเนื้อพระชินวร เพื่อสืบพระพุทธศาสนา เป็นเนื้อนาบุญ ที่พึ่งของสัตว์โลกทั้งปวง"

การศึกษา

เนื่องด้วยบุรพกรรมและสังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้แน่นอน บิดามารดาของหลวงพ่อคูณ ได้เสียชีวิตลงในขณะที่ลูกทั้ง ๓ คน ยังเป็นเด็ก หลวงพ่อคูณกับน้อง ๆ จึงอยู่ในความอุปการะของน้าสาว สมัยที่หลวงพ่อคูณอยู่ในวัยเยาว์ ๖-๗ ขวบ ได้เข้าเรียนหนังสือ กับพระอาจารย์เชื่อม วิรโธ พระอาจารย์ฉาย และพระอาจารย์หลี ทั้งภาษาไทย และภาษาขอม ที่วัดบ้านไร่ สถานการศึกษาแห่งเดียวในหมู่บ้าน มิได้มีโรงเรียนทำการสอนเช่นในสมัยปัจจุบัน นอกจากเรียนภาษาไทยและขอมแล้ว พระอาจารย์ทั้ง ๓ ยังมีเมตตาอบรมสั่งสอนวิชา คาถาอาคม เพื่อป้องกันอันตรายต่าง ๆ ให้แก่หลวงพ่อคูณด้วย นับว่าหลวงพ่อคูณรู้วิชาไสยศาสตร์มาแต่เยาว์วัย

อุปสมบท

หลวงพ่อคูณอุปสมบท เมื่ออายุได้ 21 ปี ณ พัทธสีมาวัดถนนหักใหญ่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๔๘๗ (หนังสือบางแห่งว่า ปี ๒๔๘๖) ตรงกับวันศุกร์ เดือน 6 ปีวอก โดยพระครูวิจารย์ดีกิจ อดีตเจ้าคณะอำเภอด่านขุนทด เป็นพระอุปัชฌาย์ พระกรรมวาจาจารย์ คือพระอาจารย์สุข วัดโคกรักษ์ หลวงพ่อคูณได้รับฉายาว่า ปริสุทโธ

หลังจากที่หลวงพ่อคูณอุปสมบทเป็นพระภิกษุเรียบร้อยแล้ว ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดบ้านหนองโพธิ์

ต.สำนักตะคร้อ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา (บางตำรากล่าวว่าเมื่อบรรพชาแล้วได้เล่าเรียนกับหลวงพ่อคง ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดถนนหักใหญ่ก่อน แล้ว หลวงพ่อคงจึงนำไปฝากกับหลวงพ่อแดง)

หลวงพ่อแดง เป็นพระนักปฏิบัติทางด้านคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ อย่างเคร่งครัด และทั้งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เรืองวิทยาคมเป็นอย่างยิ่ง จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้คนและลูกศิษย์เป็นอย่างมาก

หลวงพ่อคูณตั้งใจร่ำเรียนพระธรรมวินัย ตามรอยพระพุทธองค์ ที่ตรัสไว้ว่า...

" เทว เม ภิกขเว วิชชา ภาคิยา"

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิชานั้นมีอยู่ ๒ อย่าง คือ

๑ สมถะ ความสงบระงับแห่งจิตที่ปราศจากกิเลสอาสวะทั้งปวง

๒ วิปัสสนา ความเห็นแจ้งซึ่งธรรมเบื้องสูงอันสุขุมลุ่มลึก ในทางพุทธศาสนาและจงเดินตามหนทางนั้นเถิด...

หลวงพ่อคูณ ได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อแดงมานานพอสมควร หลวงพ่อแดงจึงพาหลวงพ่อคูณไปฝากตัวเป็น ลูกศิษย์หลวงพ่อคง พุทธสโร ซึ่งหลวงพ่อทั้งสองรูปนี้ เป็นเพื่อนกันต่างให้ความเคารพซึ่งกันและกัน เมื่อมีโอกาสได้พบปะ มักแลกเปลี่ยนธรรมะ ตลอดจนวิชาอาคมแก่กันเสมอ

หลวงพ่อคง พุทธฺสโร เป็นพระอาจารย์ผู้ทรงคุณทั้งทางธรรม และทางไสยเวทย์ และได้อบรมสั่งสอนให้กับหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ด้วยความรักใคร่มิได้ปิดบังอำพราง โดยการให้การศึกษาพระธรรมควบคู่กับการปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน น้นเรื่องการมี "สติ" ระลึกรู้ พิจารณาอารมณ์ต่าง ๆ ที่มากระทบและให้เกิดความรู้เท่าทัน ในอารมณ์นั้น เช่น เมื่อเกิดอารมณ์ "หลง" ท่านให้พิจารณาว่า...

"อนิจจัง ไม่เที่ยง
ทุกขัง เป็นความทุกข์
อนัตตา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของเขา สักแต่ว่าเป็นรูป เป็นนาม จึงมิใช่ของเราและของเขา”

และท่านจึงให้แนวทางพิจารณา 5 ประการ คือ

พิจารณาว่า ความเกิดเป็นเรื่องธรรมดา หาล่วงความเกิดนี้ได้
พิจารณาว่า ความแก่เป็นเรื่องธรรมดา หาล่วงความแก่นี้ได้
พิจารณาว่า ความเจ็บเป็นเรื่องธรรมดา หาล่วงความเจ็บนี้ได้
พิจารณาว่า ความตายเป็นเรื่องธรรมดา หาล่วงความตายนี้ได้
พิจารณาว่า เรามีกรรมเป็นเรื่องธรรมดา เรามีกรรมเป็นของตนเอง เรากระทำความดี จักได้ดี เรากระทำความชั่ว จักได้ชั่ว"

ส่วนพระกัมฏฐานนั้น หลวงพ่อคงได้สอนให้ใช้หมวดอนุสติ โดยดึงเอาวิธีกำหนด “ความตาย” เป็นอารมณ์ เรียกว่า “มรณัสสติ” เพื่อให้ เกิดความรู้เท่าทัน ไม่หลงในในอารมณ์ รูป รส กลิ่น เสียง ไม่ประมาทในความโลภ ความโกรธ และความหลง กำหนดลมหายใจเข้าออกทำจิตให้เกิด สัมมาสมาธิ เรียกว่า “อานาปานสติ”

เวลาล่วงเลยนานพอสมควร กระทั่งหลวงพ่อคงเห็นว่า ลูกศิษย์ของตนมีความรอบรู้ชำนาญการปฏิบัติธรรมดีแล้ว จึงแนะนำให้ออกธุดงค์จาริกไปตามป่าเขาลำเนาไพร ฝึกปฏิบัติธรรมเบื้องสูงต่อไป แรก ๆ หลวงพ่อคูณก็ธุดงค์ จาริกอยู่ในเขตจังหวัดนครราชสีมา จากนั้นจึงจาริกออกไปไกล ๆ กระทั่งถึงประเทศลาว และประเทศเขมร มุ่งเข้าสู่ป่าลึก เพื่อทำความเพียรให้เกิดสติปัญญา เพื่อการหลุดพ้น จากกิเลส ตัณหา และอุปทานทั้งปวง

สู่มาตุภูมิ

หลังจากที่พิจารณาเห็นสมควรแก่การปฏิบัติแล้ว หลวงพ่อคูณจึงออกเดินทางจากประเทศเขมรสู่ประเทศไทย เดินข้ามเขตด้านจังหวัดสุรินทร์ สู่จังหวัดนครราชสีมา กลับบ้านเกิดที่บ้านไร่ จากนั้นจึงเริ่มดำเนินการก่อสร้างถาวรวัตถุทาง พระพุทธศาสนา โดยเริ่มสร้างอุโบสถ พ.ศ.๒๔๙๖ โดยชาวบ้านได้ช่วยกันเข้าป่าตัดไม้ ซึ่งในสมัยก่อนมีอยู่มาก การตัดไม้ในสมัยนั้น ไม่ค่อยสะดวกนัก เพราะไม่มีเครื่องจักร ไม่มีถนน กว่าจะได้ไม้ที่เลื่อยแปรสภาพสำเร็จแล้ว ต้องเผชิญกับการขนย้ายที่ยากลำบาก โดยอาศัยโคเทียมเกวียนบ้าง ใช้แรงงานคนลากจูง บนทางที่แสนทุรกันดาร เนื่องจากถนนทางเกวียนนั้นเป็นดินทรายเสียส่วนใหญ่ เมื่อต้องรับน้ำหนักมากก็มักทำให้ล้อเกวียนจมลงในทราย การชักจูงไม้แต่ละเที่ยวจึงต้องใช้เวลาถึง 3-4 วัน

แต่กระนั้นหลวงพ่อก็สามารถนำชาวบ้านช่วยกันสร้างพระอุโบสถจนสำเร็จ (ปัจจุบันได้รื้อลงแล้ว และก่อสร้างหลังใหม่แทน) นอกจากสร้างพระอุโบสถแล้ว หลวงพ่อยังสร้างโรงเรียน กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ รวมทั้งขุดสระน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค ยังความสะดวกสบาย และความเจริญในบ้านไร่ยิ่งนัก แม้ปัจจุบันจะไม่ได้เห็นสิ่งดังกล่าว เนื่องจากหลวงพ่อได้เปลี่ยนสิ่งก่อสร้างดังกล่าวทั้งหมด มาเป็นปูนเป็นอิฐให้สวยงามและทนทานยิ่งขึ้น

นอกจากการก่อสร้างอุโบสถแล้ว หลวงพ่อคูณยังสร้างกุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ ขุดสระน้ำไว้เพื่อุปโภคและบริโภค และที่สำคัญยังสร้างโรงเรียนไว้เพื่อเด็กบ้านไร่อีกด้วย นอกเหนือจากนั้น หลวงพ่อยังได้สร้างโรงพยาบาล โรงเรียน ตลอดจนบริจาคเงินทองเพื่อช่วยเหลือสาธารณะสุขต่างๆ

สร้างวัตถุมงคล

หลวงพ่อคูณสร้างวัตถุมงคลมาตั้งแต่บวชแล้ว ๗ พรรษา โดยเริ่มทำวัตถุมงคล ซึ่งเป็นตะกรุดโทน ตะกรุดทองคำ เพื่อฝังที่ใต้ท้องแขน ณ วัดบ้านไร่ ราว พ.ศ.๒๔๙๓

“ใครขอ กูก็ให้ ไม่เลือกยากดีมีจน” เป็นคำกล่าวของท่าน เนื่องจากวัตถุมงคลของหลวงพ่อได้ชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ เมื่อมีผู้ถามว่า หลวงพ่อแจกให้กับคนไม่ดีเป็นโจรผู้ร้ายอย่างนี้หลวงพ่อไม่บาปหรือ

“กูจะไปรู้หรือว่ามันเป็นใคร ถ้ามันเป็นโจร เมื่อมันได้รับประโยชน์จากของที่กูแจก มันคงคิดได้ว่า เป็นเพราะพระศาสนา มันจะได้เข้ามาสนใจปฏิบัติธรรม….”

“ถ้ามีใจอยู่กับ “พุทโธ” ให้เป็นกลางๆ ไม่สอดส่ายไปไหน นั่นหมายความว่า ใจเป็นสมาธิ จะช่วยปกป้องคุ้มครองเราได้ดียิ่ง… ยิ่งกว่ามีวัตถุมงคลใดๆ ในโลก”

การปลุกเสกวัตถุมงคลของหลวงพ่อคูณ หลวงพ่อคูณจะใช้คาถาไม่กีบท

หัวใจพระคาถามีว่า

มะอะอุ
นะมะพะธะ
นโมพุทธายะ
พุทโธ และยานะ

แต่ในการปลุกเสก หลวงพ่อคูณจะใช้วิธี อนุโลมปฏิโลม (การต่อตามและย้อนลำดับ) เรียกว่า คาบพระคาถา

เมื่อนำหัวใจธาตุ ๔ คือ นะมะพะธะ มาใช้ หลวงพ่อคูณจะภาวนาด้วยจิตอันเป็นหนึ่ง(สมาธิ) ให้อักขระทั้ง ๔ นี้ เป็น ๑๖ อักขระ ดังนี้

นะ มะ พะ ธะ
มะ พะ ธะ นะ
พะ ธะ นะ มะ
ธะ นะ มะ พะ

ระยะเวลาการปลุกเสกของท่านใช้เวลาไม่มากนัก ขึ้นอยู่กับอารมณ์จิต ท่านเคยปรารภว่าเมื่อจะปลุกเสกวัตถุใด ใจต้องเป็นสมาธิ เมื่อใจมีสมาธิ ปลุกเสกสิ่งใดก็ขลัง ระยะเวลาหนึ่งนาทีก็ดีแล้ว แต่หากใจไม่เกิดสมาธิ ปลุกเสกทั้งคืนทั้งวันก็ไม่มีผล อย่างนี้สู้ไปทำอย่างอื่นดีกว่า

ท่านั่งยอง

หลวงพ่อให้เหตุผลว่า เป็นท่าที่สบายที่สุด อีกทั้งเป็นลักษณะของคนเตรียมพร้อมที่ลุกเดินไปไหนมาไหนได้ทันที จะหยิบจับอะไรก็ง่ายและสะดวกในการทำงาน

การบำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณะ

หลวงพ่อคูณได้จัดสร้างโรงพยาบาลถึง 3 หลัง ตลอดจนโรงเรียน และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ ยังได้บริจาคเงินทองเพื่อช่วยเหลือสาธารณะสุขต่างๆ ทุกๆวัน แต่ละเดือนเป็นจำนวนหลายแสนบาท

"หลวงพ่อเป็นคนยากจนมาโดยกำเนิด จึงอยากคิดช่วยเหลือคนอื่น การนำเงินออกไปช่วยคนอื่น ก็จะมีคนบริจาคเรื่อยๆ ถ้าเก็บไว้จะทำให้ตนตาบอด ใจก็บอดอีกด้วย จึงอยากช่วยคนอื่นอยู่เรื่อยไป วันใดไม่มีคนมาขอเงิน ก็ไม่ค่อยสบายใจ”

ข้อห้าม ข้อควรปฏิบัติ

หลวงพ่อคูณสั่งว่า เมื่อมีพระเครื่องของหลวงพ่อคูณติดตัว ให้ภาวนา "พุทโธ" ทำจิตให้เป็นสมาธิแน่วแน่ ละเว้นถ้อยคำด่าทอ ค่าพ่อแม่ตน และพ่อแม่บุคคลอื่น และอย่าผิดสามีหรือภรรยาผู้อื่น ให้สวยมนต์ก่อนเข้านอนทุกคืน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด และหวงพ่อคูณย้ำว่า "ถ้ามีใจอยู่กับ พุทโธ ให้เป็นกลาง ๆ ไม่สอดส่ายไปที่ไหน นั่นหมายความว่า ใจเป็นสมาธิ จะช่วยปกป้องคุ้มครองเราได้ดียิ่ง...ยิ่งกว่ามีวัตถุมงคลใด ๆ ในโลก"

คาถาที่หลวงพ่อคูณใช้บริกรรมเวลานั่งสมาธิ

เวลาหายใจเข้า ให้บริกรรมว่า ตาย

เวลาหายใจออก ให้บริกรรมว่า แน่

เป็นตายแน่... ตายแน่... ตายแน่ไปเรื่อย ๆ จะรู้สึกสบาย จิตสงบ
Tell a Friend
ชมรมอนุรักษ์การสักยันต์ไทย
183 ซอยจรัญสนิทวงศ์85 บางพลัด กรุงเทพมหานคร ไทย
โทรศัพท์: 09-4488422
อีเมล์ติดต่อกับร้านค้า
หัวเรื่อง : *
ชื่อของคุณ : *
อีเมล์ของคุณ : *
รายละเอียด : *
 
Page Views Shop: