บริษัทฯ จึงขอทราบว่า บริษัทฯ มีสิทธินำภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัทฯ นำส่งกรมสรรพากรไปแล้ว จำนวน 68,022.12 บาท ตามใบเสร็จรับเงินที่กรมสรรพากรออกให้แก่บริษัทฯ ถือเป็นภาษีซื้อของบริษัทฯ ได้ทั้งจำนวน ความเข้าใจของบริษัทฯ ถูกต้องหรือไม่
แนววินิจฉัย: กรณีบริษัท ได้ชำระค่าบริการฝึกอบรมไปให้บริษัทฯ ในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน และบริษัทฯ ได้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.36 โดยคำนวณเงินค่าบริการฝึกอบรมที่เป็นเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ ณ วันที่ 8 กันยายน 2548 เป็นเงินจำนวน 971,744.50 บาท ยื่นแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.36) เป็นเงินจำนวน 68,022.12 บาท ซึ่งตามข้อเท็จจริงข้างต้นบริษัทฯ จะต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ ณ วันที่ 9 กันยายน 2548 คำนวณเป็นเงินตราไทยเป็นเงินจำนวน 964,658.92 บาท และจะต้องยื่นแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.36) เป็นเงินจำนวน 67,526.12 บาท จึงเป็นเหตุให้บริษัทฯ นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มเกินไปเป็นเงินจำนวน 496.00 บาท แต่การที่บริษัทฯ ยื่นแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.36) ไว้แล้วเป็นเงินจำนวน 68,022.12 บาท โดยได้รับใบเสร็จรับเงินจากกรมสรรพากร ดังนั้น ภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบเสร็จรับเงินดังกล่าว ให้ถือเป็นภาษีซื้อตามมาตรา 77/1(18)(ค) และมาตรา 77/1(22) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ มีสิทธินำภาษีซื้อในกรณีนี้ไปหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร