ผ้าชุดลายสร้อยดอกหมาก

ผ้าชุดลายสร้อยดอกหมาก

ผ้าชุดมีพื้นติดสีฟ้าเทาอ่อน

  • ราคา 2,800.00.-

จำนวนสินค้า

สินค้าหมด
แชร์สินค้านี้
  • facebook
  • twitter
  • google
จิดาภาผ้าไทย

ผ้าประจำจังหวัดบุรีรัมย์ คือ ผ้าหางกระรอกคู่ตีนแดง เป็นการผสมผสานกันระหว่างผ้าซิ่นตีนแดงกับผ้าหางกระรอกคู่   ผ้าซิ่นตีนแดง เป็นผ้าที่หัวซิ่งและตีนซิ่นทอด้วยสีแดง ตอนกลางของซิ่งมักย้อมสีพื้นด้วยเม็ดมะขาม.. มัดหมี่ลวดลายต่างๆ... สีหลักได้แก่  สีเหลือง  แดง  เขียวหัวเป็ด  สีดำ  โดยทอทั้งผืน  สันนิษฐานว่าเป็นภูมิปัญญาของชาวไทยเชื้อสายลาวที่มีการทอใช้ในคุ้ม พระยาเสนาสงคราม เจ้าเมืองพุทไธสงคนแรก ราว 200 ปีมาแล้ว... ต่อมาเป็นที่นิยมแพร่หลายของชาวเมืองพุทไธสงและกระจายไปอำเภออื่นๆ... ได้รับเลือกเป็น ผ้าเอกลักษณ์ประจำจังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อปี 2546 ผ้าหางกระรอกคู่ เดิมเรียกว่า "ผ้าอันลูนเซียม" เป็นผ้าสมัยโบราณ เดิมทอส่งกรุงรัตนโกสินทร์  ซึ่งสมัยกรุงศรีอยุธยาถึงสมัยรัชกาลที่๕ ใช้ผ้านี้เป็นเบี้ยหวัดของข้าราชการและข้าราชบริภาร จังกวัดบุรีรัมย์ได้มีการคิดค้นพัฒนาลายเมื่อปี ๒๕๔๖ ด้วยการพัฒนาสีให้เป็นสีลายชมพูเปรียบดังสีสิลา ที่ก่อสร้างปราสาทพนมรุ้งและใช้เทคนิคการทอผ้า ๒ หน้า ให้เนื้อผ้ามีมิติดั่งเม็ดทราย ทอด้วยสีควบที่สีต่างกันสลับกับไหมเส้นเดียวสีพื้น เนื้อผ้าเป็นลายทางสีอ่อนๆ คล้ายผ้าพื้น แต่ดูนุ่มฟูราวขนของหางกระรอก       ดังนั้นเพื่อให้จังหวัดบุรีรัมย์มีผ้าที่แสดงถึงเอกลักษณ์และมีความเป็นหนึ่งเดียว (Unique) รวมทั้งสามารถสืบสานภูมิปัญญาดั้งเดิมของจังหวัดไว้ได้ จังหวัดบุรีรัมย์ จึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาผ้าลายเอกลักษณ์จังหวัดบุรีรัมย์ขึ้นเพื่อสร้างสรรค์ผ้าเอกลักษณ์ของจังหวัดขึ้น ดดยใช้ชื่อว่า "ผ้าหางกระรอกคู่ตีนแดง" โดยเกิดจากการผสมผสานระหว่างอัตลักษณ์ของทั้งผ้าซิ่งตีนแดงและผ้าหางกระรอกคู่ ให้เกิดความสวยงามเหมาะสม แก่การเป็นผ้าเอกลักษณ์ประจำจังหวัด สามารถใช้ได้ในงานประเพณีและงานสำคัญต่างๆ รวมถึงเป็นการส่งเสริมการใช้ผ้าไทยตามนโยบายของรัฐบาล ประวัติความเป็นมา                 บ้านหนองโก   หมู่ที่ 6  ตำบลดอนกอก อำเภอนาโพธิ์  จังหวัดบุรีรัมย์  มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมมาตั้งแต่บรรพบุรุษ  และถ่ายทอดให้แก่ลูกหลาน จนถึงปัจจุบัน  โดยเฉพาะสตรีในหมู่บ้านส่วนใหญ่จะเรียนทอผ้าไหม  ในสมัยก่อนการทอผ้าไหมเป็นการทอสำหรับใช้เองในครัวเรือน  นิยมสวมใส่เมื่อมีงานที่สำคัญ เช่นงานแต่งงาน  งานบวช งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่  งานประเพณีในหมู่บ้าน/ตำบลจัดขึ้น                เมื่อปี พ.ศ. 2530    มีชาวบ้านหนองโกได้เดินทางไปรับเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์จังหวัดสกลนคร  และนำผ้าไหมไปถวายด้วยพระองค์ทรงโปรดผ้าไหมทรงรับไว้  และชื่นชอบมาก  และทรงพระราชทานเงินให้เป็นค่าผ้าไหม   สร้างความปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง   ต่อมาหมู่บ้านหนองโก  ได้คัดเลือกผู้ใหญ่บ้านเป็นสุภาพสตรี   คือ นางนิสา   ประดา   เป็นผู้ที่มีฝีมือและทอผ้าไหม เป็นประจำ ได้ประชุมปรึกษาหารือกับชาวบ้าน เพื่อรวมกลุ่มจัดตั้งกลุ่มทอผ้าไหมขึ้น  ชื่อ “ กลุ่มทอผ้าไหมบ้านหนองโก”  เริ่มแรกยังไม่มีชื่อเสียงมากนัก  จวบจนได้รับคำแนะนำปรึกษาจากสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอนาโพธิ์  มีการฝึกอบรมให้ความรู้การพัฒนาด้านการผลิต   การบริหารจัดการกลุ่ม  การส่งเสริมด้านการตลาด   ทำให้กลุ่มมีการพัฒนาผ้าไหมมัดหมี่ที่มีสีสัน  ลวดลายสวยงาม  โดยที่ยังความเป็นผ้าไหมมัดหมี่แบบดั้งเดิมไว้  และพัฒนาลวดลายใหม่ให้เข้ากับสมัยใหม่                    กลุ่มทอผ้าไหมบ้านหนองโก  หมู่ที่ 6 ตำบลดอนกอก อำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์  ได้พัฒนาผ้าไหมมัดหมี่  มาเป็นเวลา  23   ปี   สร้างชื่อเสี่ยงจนเป็นที่รู้จักด้านผ้าไหมมัดหมี่ที่มีความสวยงาม ประณีตและเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่ขายให้กับโครงการศิลปาชีพสวนจิตลดา ลูกค้าคือบุคคลสำคัญความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าคือความสุขของ “ กลุ่มทอผ้าไหมบ้านหนองโก”   การเปลี่ยนแปลงของกิจการ                                              แต่ก่อนทางกลุ่มนิยมการทอผ้าไหมเป็นการทอสำหรับใช้เองในครัวเรือน แล้วจึงมีการพัฒนาเป็นการผลิต เพื่อส่งให้กลุ่มอื่นจำหน่ายให้ และในปัจจุบันทางกลุ่มเริ่มมีการผลิตผ้าไหมแล้วนำผลิตภัณฑ์ไปออกจำหน่ายเอง ความสำเร็จ / อุปสรรคที่ผ่านมา        ทางกลุ่มสามารถมีแหล่งส่งผ้าไหมจำหน่ายเป็นประจำ คือ โครงการศิลปาชีพของสวนจิตลดา ทำให้ทางกลุ่มมีรายได้เข้ากลุ่มอยู่สม่ำเสมอ ประวัติผ้าไหมบุรีรัมย์        ในอดีตการทอผ้าไหมของจังหวัดบุรีรัมย์ยังได้รับการส่งเสริมจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯส่งผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุน มาให้คำแนะนำการทอผ้าไหม ประมาณเดือนธันวาคม พ.ศ.2449 เมื่อครั้งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยเสด็จราชการมณฑลนครราชสีมา มณฑลอุดร และมณฑลร้อยเอ็ด และตอนกลับได้ผ่านมาถึงเมือง  พุทไธสง เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2450 ได้พบนายโยโกตา และนายอิสิตา ชาวญี่ปุนซึ่งเดินทางมาตั้งโรงเลี้ยงไหมที่บุรีรัมย์ ได้เลือกทำเลที่เลี้ยง ที่เมืองพุทไธสง และหาที่พักได้ในบริเวณห้องสมุดประชาชนเดิม(ปัจจุบันได้ถูกรื้อถอนและสร้างเป็นโรงพยาบาลไปแล้ว)จุดที่ตั้งโรง เลี้ยงไหมก็คือบริเวณสวนหม่อนพุทไธสงในปัจจุบัน จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีชื่อเสียงในการทอผ้า ดังปรากฏ ในหลักฐานจาก รายงานการตรวจราชการ ของพระพรหมภิบาล(ในสมัยรัชกาลที่ 5)ซึ่งไปตรวจราชการที่มณฑลนครราชสีมา(เมืองบุรีรัมย์ขึ้นกับมณฑลนครราชสีมาในสมัยนั้น)ได้กล่าวถึงสภาพการทำมาหากินของชาวบุรีรัมย์ และการทอผ้าพื้นเมืองไว้ดังนี้"บ้านทะเมนชัย....แขวงเมืองบุรีรัมย์.....เรือนราษฏรมีอยู่ประมาณ 120 หลังคาเศษ ราษฏร 700 คนเศษ มีวัดสองวัด พระสงฆ์จำพรรษาอยู่วัดละ 9-10 รูป ราษฏรเป็นลาว ประกอบอาชีพเพาะปลูก ทอหูกปั่นฝ้าย ทำไหม มะพร้าวเป็นพื้น... บ้านแขวงเมืองบุรีรัมย์..มีหลังคาเรือนอยู่ประมาณ 80 หลังเศษ     ราษฏร 500 คนเศษเป็นเขมร ประกอบการเพาะปลูก ทอหูกปั่นฝ้าย ทำไหม มะพร้าวเป็นพื้น...บ้านทั้งหก(อยู่แขวงเมืองนางรอง)รวมหลังคาเรือนมีอยู่ประมาณ 230 หลังเศษราษฏร 800 คน พื้นดินเป็นดินปนทราย ต้นไม้มีมะพร้าว ขนุน ส้ม ต้นหม่อนเป็นพื้น เรือนเหล่านี้เสาไม้ เต็ง รัง ไม้ไผ่สับเป็นฟาก ฝากรุใบปรือ หลังคามุงหญ้าแฝก ราษฏรประกอบการเพาะปลูกทอหูก ปั่นฝ้าย ทำไหมขายรับพระราชทาน........จากข้อความดังกล่าวจะเห็นได้ว่าจังหวัดบุรีรัมย์ในอดีตมีการทอผ้าไหมโดยทั่วไป              ปัจจุบันการทอผ้าไหมมีอยู่ทั่วไปทุกอำเภอแต่แหล่งทอผ้าไหมที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดคือที่อำเภอนาโพธิ์ โดยเฉพาะที่บ้านโคกกุง มีศูนย์พัฒนาผ้าไหมและกลุ่มแม่บ้านเลี้ยงไหมนอกจากนี้ยังมีที่บ้านมะเฟือง อำเภอพุทไธสง ซึ่งทอผ้าไหมด้วยกี่ธรรมดาหรือกี่ชาวบ้าน การทอผ้าไหมที่อำเภอพุทไธสงและอำเภอนาโพธิ์ จะมีการทอผ้ามัดหมี่ลายพื้นเมืองดั้งเดิมและแบบลายประยุกต์ โดยเฉพาะผ้ามัดหมี่ตีนแดง ซึ่งเป็นผ้าไหมมัดหมี่ทอหัวซิ่นเป็นพื้นสีแดงไม่มีลวดลายส่วนลายตัวซิ่นนิยมใช้ลายฟันเลื่อย ลายนาค เป็นต้น

เข้าชมร้านค้า

รายละเอียด

  ผ้าชุดสีฟ้าเทาอ่อน ผ้ามัดหมี่ 1 เมตร ผ้าพื้นติดสีเดียวกันอีก 1 เมตร รวมเป็น 1 ผืน

ผ้าชุดลายสร้อยดอกหมาก
ผ้าชุดลายสร้อยดอกหมาก
2,800.00.-
ติดต่อร้านค้า