รายละเอียดของร้านค้า ข่าวสารของร้านค้า รายการสินค้า วิธีการชําระเงิน ติดต่อเรา
ภาษาไทย

เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลความรู้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการสักยันต์ไทย ที่มีลวดลายสวยงาม  และให้แนวความรู้ทางเครื่องรางของขลังของไทยที่หายากและเป็นที่เสาะแสวงหา

1. เครื่องราง หมายถึง วัตถุใดๆที่พระเกจิอาจารย์ได้ทำการปลุกเสกขึ้นมาเพื่ออุปเท่ห์ในการใช้ เช่น ตะกรุดทองเเดงหรือตะกั่ว ผ้ายันต์ ลูกอม ฯลฯ

2. ของขลัง หมายถึง ของทนสิทธิ์ วัตถุใดๆที่มีดีในตัวเอง โดยพระเกจิอาจารย์ไม่ได้ทำการปลุกเสก เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น เขี้ยวเสือกลวง เขี้ยวหมูตัน เขากวางคุด ข้าวสารหิน ไม้ไผ่ตัน ฯลฯ

3. เครื่องราง-ของขลัง หมายถึง ของขลังใดๆที่มีดีในตัว ที่ได้ผ่านกรรมวิธีปลุกเสกหรือลงอักขระโดยพระเกจิอาจารย์ เช่น ตะกรุดหนังหน้าผากเสือ ตะกรุดไม้ไผ่ตัน เขี้ยวเสือกลวงลงอักขระ เบี้ยเเก้ ไม้ครู ฯลฯ

เบญจภาคีเครื่องราง-ของขลัง มีดังนี้

1. ตะกรุดมหาโสฬสมงคล หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง

2. เบี้ยเเก้ หลวงปู่รอด วัดนายโรง

3. ปลัดขิก หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก

4. เขี้ยวเสือ หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย (คลองด่าน)

5. หนุมาน หลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน

 ถ้าเป็นนักสะสมเครื่องราง-ของขลังยุคเก่า ท่านก็จะกล่าวถึง 9 เครื่องราง-ของขลัง ทรงคุณค่าครับ จนมีคนเเต่งเป็นโคลงกลอนดังนี้ ....

 " หมากดีที่วัดหนัง  ถ้าเบี้ยขลังวัดนายโรง

 ไม้ครูอยู่คู่วัดอินทร์  ส่วนมีดบินวัดหนองโพธิ์

 พิสมรวัดพวงมาลัย  ครั่งเหลือร้ายวัดโตนดหลวง

 ราหูคู่วัดศรีษะฯ  เเหวนอักขระวัดหนองบัว
 
 ลูกเเร่ที่วัดบางไผ่  ฤทธิ์เหลือร้ายหาใดปาน

 เก้าสิ่งล้วนเป็นมงคล  ทั่วทุกคนควรค้นหา

 ติดกายยามญาตตรา  ภัยมิกล้ามาเเพ้วพาน"

 สำหรับข้อมูลเเละรูปภาพ เครื่องราง-ของขลัง ที่ผมจะนำเสนอเพื่อความรู้เเละการอนุรักษ์นั้น ผมได้มาจากเเหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้

 อนึ่งผมเองไม่ใช่เซียนเครื่องรางของขลังเเต่อย่างใด ผมเป็นเพี่ยงผู้นิยมชมชอบ เครื่องราง-ของขลังเท่านั้น ผมจึงไม่สามารถตัดสินชี้ขาดเครื่องราง-ของขลัง ของใครว่าเเท้หรือเก๊ได้

ถาม ...ทำไมผมถึงชอบเครื่องราง-ของขลัง ?

ตอบ...เครื่องราง-ของขลัง มีเสน่ห์มากครับ เครื่องราง-ของขลัง ในสมัยก่อนนั้นจะมีกรรมวิธีทำที่ยุ่งยากซับซ้อนมาก ส่วนใหญ่เครื่องราง-ของขลัง ยุคเก่ามักจะต้องผ่านมือพระเกจิอาจารย์เเทบทุกชิ้นครับ พระเกจิอาจารย์ยุคเก่าจะใส่ใจในกรรมวิธีที่ได้รับการสืบทอดมากครับ คนยุคเก่าจึงนิยมใส่พระเครื่องเพียงองค์เดียวเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจให้นึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครับ ส่วนเครื่องราง-ของขลังนั้น...เพียบครับ

 ถาม...ทำไมคนจึงนิยมพระเครื่องมากกว่าเครื่องราง-ของขลัง?

 ตอบ...ต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับว่าเครื่องราง-ของขลัง ยุคเก่านั้นเป็นของเเฮนด์เมด ทำด้วยมือเเทบทุกชิ้น (ไม่เหมือนเครื่องราง-ของขลังยุคใหม่นะครับ ที่ผลิตจากโรงงาน) เพราะฉะนั้นจึงหาข้อยุติได้ยากว่าเเท้หรือเก๊หรือเป็นของเกจิท่านใด ต้องอาศัยผู้ชำนาญที่มีประสบการณ์เท่านั้น

 ถาม...เครื่องราง-ของขลัง นั้นยากต่อการศึกษาสะสมใช่หรือไม่ ?

 ตอบ...ยากเเน่นอน เเต่เมื่อศึกษาเเล้วสนุกมากครับ สำหรับคอเครื่องราง-ของขลังเเล้ว ต้องเปิดใจให้กว้าง ถึงจะไม่มีมาตรฐานที่เเน่นอน เเต่มีเอกลักษณ์ครับ

 ถาม...ที่มาของเครื่องราง-ของขลังนั้นเชื่อถือได้หรือไม่

 ตอบ...สำหรับพระเครื่องนั้นผมให้เครดิตที่มานั้นน้อยมากครับ ผมจะให้เครดิตที่องค์พระเครื่องมากกว่าครับ เเต่สำหรับเครื่องราง-ของขลังนั้น บางอย่างเป็นการทำให้เฉพาะบุคคล บางอย่างนั้นประวัติในหนังสือตามเเผงนั้นเลือนลางมาก เเถมเป็นของเเฮนด์เมดอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นผมให้เครดิตกับที่มานั้นมากครับ

 ถาม...ถ้าเกิดสนใจศึกษาเครื่องราง-ของขลังเเล้วควรเริ่มที่ตรงไหน?

 ตอบ...
1.ศึกษาประวัติพระเกจิอาจารย์ที่เราสนใจ ตลอดจนกรรมวิธีการสร้าง เอกลักษณ์ของ เครื่องราง-ของขลัง พุทธคุณ ประสบการณ์

 2. เมื่อเรารู้กรรมวิธีการสร้าง เเละเอกลักษณ์ของเครื่องราง-ของขลังเเล้ว ตัวเครื่องราง-ของขลังนั้นจะบอกให้เรารู้เองว่าเป็นของที่ทำเลียนเเบบ(เก๊)หรือไม่

 3. ศึกษากับผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ เเละ จริงใจ

4. เปิดใจให้กว้าง รับฟังความคิดเห็น เเต่ต้องหนักเเน่น ใช้เหตุผลให้มากครับ คำนึงถึงความเป็นไปได้เพราะเครื่องรางเป็นของเเฮนด์เมด เช่น เครื่องราง-ของขลัง ยุค 60-70 ปีก่อน เนื้อไม้ดูเก่ามากเเต่ทำไมมีรอยสว่านไฟฟ้าได้ เเสดงว่า ไม่เก๊ก็เป็นของเกจิอาจารย์ยุคใหม่

 5. ควรศึกษา รักเก่า ตะกั่วเก่า ทองเเดงเก่า เงินเก่า ว่าเป็นอย่างไร

 6. ค้นหาตัวตนที่เเท้จริงของตัวเองว่าชอบเครื่องราง-ของขลังสายไหน เเล้วศึกษาสะสมสายนั้น เช่น สายวัดสะพานสูง สายเขี้ยวงา สายเพชรบุรี สายนครปฐม สายสุพรรณ ฯลฯ ไม่ควรสะสมเเบบสะเปะสะปะ

ความเป็นมา...

  ปัจจุบันทางอ.เสือท่านได้ประจำอยู่ที่ "ชมรมอนุรักษ์การสักยันต์ไทย" ทำการลงนะหน้าทอง สาลิกาลิ้นทอง เพื่อเสริมเสน่ห์ เมตตาให้ผู้คนรักใคร่ และยังทำการสักยันต์ทั้งแบบลงหมึกและน้ำมันว่าน108..สามารถใช้ได้ทั้งเข็มแบบโบราณและเครื่องสักแบบไฟฟ้า(Tattoo) เรื่องฝีมือและความขลัง หายห่วงเพราะอ.เสือเป็นศิษย์สาย พระครูวิมลคุณากร (หลวงปู่ศุข) วัดมะขามเฒ่า ต.ปากคลอง อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาถ และหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งคุณตาของท่านได้เป็นศิษย์ที่ได้ศึกษาและรวบรวมตำราวิชามาโดยตรงจากท่านเหล่านั้นและได้มอบต่อให้กับ อ.เสือ เพื่อได้เรียนรู้ ช่วยเหลือญาติโยมต่อไปในภายภาคหน้า ตัวท่าน อ.เสือ เองยังได้เดินทางไปศึกษาต่อกับฆราวาสชื่อดังอีกหลายท่าน จนเป็นที่ไว้วางใจในการปลุกเสกพระเครื่องหลายๆพิธีด้วยกัน โดยเฉพาะพระเกจิที่ท่านอ.เสือไปศึกษาวิชาอาคมทางด้านไสยเวทอยู่ด้วยนับแรมปีคือท่านหลวงพ่อกาย พันธะสาโร พระเกจิชื่อดังชาวกัมพูชา (เขมร) ซึ่งท่านอ.เสือเป็นเพียงผู้เดียวที่ได้รับการสืดทอดวิชาของท่านโดยหมดสิ้น อ.เสือเป็นที่เคารพรักของศิษย์ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่นิยมการสักยันต์ที่มีรูปแบบลวดลายวิจิตรตระการตาสวยงาม ซึ่งกล้าพูดได้ว่ามีอ.เสือเพียงผู้เดียวที่สักยันต์ได้งดงามที่สุดในวงการ ซึ่งกล้าให้ท่านมาลองพิสูจน์ดูได้....หรือท่านที่ชื่นชอบเครื่องราง..วัตถุมงคลหายากของแท้ๆ เช่นกุมารทอง รัก-ยม หุ่นพยนต์ วัวธนู-ควายธนู ขุนแผน พ่อพราย แม่พราย สีผึ้ง น้ำมันเมตตามหานิยม ฯลฯ ซึ่งเครื่องรางและวัตถุมงคลเหล่านี้ได้ผ่านการคัดสรรจากท่านอ.เสือแล้วว่ามีคุณค่าต่อการบูชาจริงๆ และได้ทำการปลุกเสกจากพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของประเทศไทยทั้งนั้น เพื่อนำรายได้สมทบทุนสร้างวัดของแต่ละท่านให้แล้วเสร็จ จึงเป็นโอกาศที่ดีที่ท่านยังได้ร่วมทำบุญไปด้วย หรือจะให้ท่านอาจารย์เสือจัดสร้างให้ท่านก็ไม่ขัดแต่ต้องติดต่อโดยตรงเอง!!

.....การสักยันต์เป็นมาอย่างไรและดีอย่างไร?

   ตั้งแต่โบราณกาลมาการสักยันต์เกิดก่อนพระเครื่องที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน ซึ่งชาวบ้านหรือนักรบสมัยก่อนไม่นิยมการแขวนพระไว้กับตัวถือว่าเป็นของสูงควรค่าอยู่ที่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น จึงเกิดการสักยันต์ลงที่ร่างกายขึ้นสืบทอดกันมา จนเป็นวัฒนธรรมในยุคสมัยก่อน.. การสักยันต์ไม่ว่าจะเป็นการมุ่งเน้นเรื่องคงกระพัน ชาตรีหรือเมตตามหานิยม..ต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ เป็นการเตือนสติให้ระลึกกระทำแต่คุณงามความดีตามที่ครูบาอาจารย์ท่านสั่งสอน..จึงถือได้ว่าการสักยันต์เป็นศาสตร์ที่สอนให้คนเป็นคนดี..จึงไม่น่าแปลกใจที่วิชาเหล่านี้จะหล่อหลอมรวมเขาไปอยู่ร่วมกับศาสนาเราโดยไม่รู้ตัว..จะเห็นได้จากอาจารย์สักยันต์หลายๆท่านก็เป็นพระสงฆ์ทั้งนั้น.. การสักยันต์คือการนำอักขระเลขและอักษรซึ่งมีความหมายตามแต่ละอาจารย์แต่ละท่านจะค้นคิด ประดิษฐ์สร้างสรรกันมาตามยุคตามสมัย ซึ่งแต่ละตัวยันต์นั่นกาลเวลาได้เป็นตัวพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ จนถึงปัจจุบัน...ยันต์บางยันต์มีอายุเก่าแก่นับร้อยปี .. การสักยันต์ก็เปรียบเสมือนคุณได้ดำเนินรอยตามวัฒนธรรมสมัยก่อน..จึงเป็นการรักษาเอกลักษณ์ของชาติไว้อย่างหนึ่ง การมีรอยยันต์ติดตัวก็เปรียบเสมือนคุณมีพระเครื่องติดตัว เพียงแต่การปลุกเสกเลขยันต์ที่ทำการสักให้ลูกศิษย์นั้น มีคุณค่าทางจิตใจมากกว่าพระเครื่อง ตรงที่ลูกศิษย์ได้ใกล้ชิดอาจารย์ผู้สัก..ได้รับคำสั่งสอนต่างๆ และได้รับการปลุกเสกเป็นคนๆไป ไม่เหมือนการปลุกเสกพระเครื่องที่รวมๆกันเป็นร้อยๆและค่อยแจกทีเดียวคุณค่าจึงต่างกันตรงนี้..เพราะฉนั้นคุณจงภูมิใจเถิดว่าถ้าได้สักยันต์กับอาจารย์ท่านใดแล้ว อาจารย์ผู้นั้นจะมีความตั้งใจอย่างเต็มที่กับศิษย์ทุกคนที่ได้ผ่านเข็มท่านไป.... ว่าต้องได้ของดีกลับไปแน่นอน!!!

.......การลงนะหน้าทองและนะสาลิกาลิ้นทองดียังไง?

   วิชาลงนะหน้าทองและนะสาลิกาลิ้นทองนี้ อ.เสือท่านยังคงความแบบอย่างโบราณกาลทุกประการ เพราะถือว่าคุณครูบาอาจารย์ท่านได้สร้างสรรไว้ดีแล้ว มีความศักดิ์สิทธิ์และพระพุทธคุณเป็นเลิศ การลงนะหน้าทองและนะสาลิกาลิ้นทอง อ.เสือจะทำการนำแผ่นทอง มาลงอักขระหัวใจกำกับทุกแผ่น คือ หัวใจขุนแผน หัวใจเศรษฐี หัวใจสตรี แล้วทำการลงน้ำมันมหาเมตตาลงบนหน้าพร้อมลงทอง ท่องคาถา แล้วลงยันต์ที่หน้าอีกครั้งและลงคาถาซ้ำอีกที ส่วนนะสาลิกาลิ้นทองจะลงนะสาลิกาหลงรังที่แผนทองแล้วนำไปลงที่ลิ้นพร้อมเขียนยันต์กำกับที่ลิ้นอีกครั้งหนึ่งจึงว่าคาถา...จะเห็นได้ว่าจะมีพิธีขั้นตอนที่ซับซ้อนยุ่งยากมาก ศิษย์ทุกคนที่ได้การลงนะหน้าทอง นะสาลิกาลิ้นทองไปต่างมีประสบการณ์ที่ดีทุกท่าน ไม่ว่าเรื่องการงาน คนรัก จึงเห็นได้ว่าวิชานี้มีดีมาแต่โบราณกาลควรค่าแก่การสืบทอดเป็นอย่างยิ่ง (สำหรับผู้ที่ต้องการลงกระโหลกทองคำหรือนะหน้าทอง 108 แผ่น ให้ท่านนำแผ่นทองแท้มาเอง..ซึ่งเป็นสุดยอดวิชาชั้นสูงที่ท่านอาจารย์เสือสามารถลงได้คนเดียวเท่านั้นตามสูตรหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า)

.... กรุณาโทรนัดล่วงหน้าเพราะศิษย์มากันเยอะมากๆ ที่คุณหมวย 09-4488-422 "ชมรมอนุรักษ์การสักยันต์ไทย" อาคารพาณิชย์เลขที่ 183 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 85 ถนนจรัญสนิทวงศ์ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ

* ทาง ชมรมอนุรักษ์การสักยันต์ไทย มิได้ส่งเสริมให้เกิดความงมงาย หรือลุ่มหลงในศาสตร์ลึกลับ เพียงแต่ต้องการสืบสานวิชาแขนงหนึ่งซึ่งเคยรุ่งโรจน์ในประเทศไทยสมัยก่อน จึงน่าจะควรค่าแก่การรักษาไว้ ถ้าคนไทยไม่เห็นคุณค่าเสียแล้วและใครละจะรักษาสิ่งนี้ไว้ได้ อย่างน้อยก็มองในแง่ศิลปวัฒนธรรมไทย หรือความชอบส่วนบุคคล เหมือนผู้ชื่นชอบพระเครื่อง เพราะฉนั้นท่านผู้ที่คิดจะมาให้อาจารย์เสือช่วยเหลือขอให้มีความเชื่อและความชอบเสียก่อนแล้วค่อยตัดสินใจมาจึงเรียนมาเพื่อให้ทราบทุกท่าน เงินทุกบาททุกสตางค์มีค่าควรตรึกตรองให้ถี่ถ้วน* เว๊บที่ท่านเห็นตรงนี้เป็นการเผยแพร่ของศิษย์ที่รักอาจารย์เสือและชมรมอนุรักษ์การสักยันต์จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ภูมิความรู้ต่างๆ ทางอาจารย์เสือมิได้เป็นผู้สั่งการให้ทำใดๆทั้งสิ้น พวกเราผู้ที่มีใจรักในการสักและเป็นสมาชิกหนึ่งใน "ชมรมอนุรักษ์การสักยันต์ไทย" เป็นผู้ริเริ่มจัดทำขึ้นเอง  มิได้มีส่วนที่ต้องการโจมตีหรือดูถูกผู้ใด เพราะในสังคมเราก็มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ตราบใดที่ข้อมูลเหล่านั้นไม่ทำให้ผู้ใดเสียหาย เพราะเราอยู่ในกฎกติกาบ้านเมืองเป็นอย่างดี แม้แต่ทางท่านอาจารย์เสือเองก็มีใบอนุญาติในการสัก ที่ออกโดยกระทรวงสาธารณสุข  ออก ณ ที่ว่าการอำเภอบางพลัด ออกเอกสารให้ว่า ณ สถานที่แห่งนี้ได้รับอนุญาติให้มีการสักแบบเปิดเผย ถูกต้อง ถูกระเบียบ ปลอดภัย ตามกฎหมายเป็นอย่างดี ซึ่งถือได้ว่าที่นี้อาจเป็นที่แรกและที่เดียวในประเทศไทย ซึ่งสร้างความภูมิใจให้ศิษย์ทั้งหลายเป็นอย่างมาก 

แถลงข้อข้องใจ

   การสักยันต์ด้วยเครื่องไฟฟ้า หรือเครื่องTattooนั้น มีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงมาก เนื่องจากอุปกรณ์ที่ใช้ไม่ว่าจะเป็นเครื่องหรือสี จะนำเข้าจากต่างประเทศโดยตรงเพื่อความปลอดภัยของผู้ที่มาสักยันต์ ทางชมรมอนุรักษ์การสักยันต์ไทยเรา จึงเลือกอุปกรณ์การสักที่เหนือมาตรฐาน รวมทั้งสีที่สักลงร่างกายที่ได้รับการยินยอมจากนานาประเทศแล้วว่าปลอดภัย พร้อมทั้งเครื่องมือป้องกันเชื้อโรคไม่ว่าจะเป็นถุงมือ แอลกอฮอล์ หรือแม้กระทั้งเข็มที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง การสักยันต์ในแบบใช้เครื่องจึงมีต้นทุนค่อนข้างสูงจึงต่างจากการสักแบบโบราณ เพราะฉนั้นขอให้ผู้ที่ทำการสักทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ "งานศิลปะตีมูลค่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย" ถ้ายังไม่เข้าใจว่าการสักเครื่องTattoo ราคาเท่าไหร่ คุณลองเอาภาพที่คุณต้องการไปเดินสอบถามราคาที่แถวตรอกเข้าสารได้ทุกๆร้าน ราคาที่นั้นเท่าไหร่ ที่นี่แค่ส่วนเดียว และคุณจะรู้ว่าวงการสักเครื่องเป็นยังไง สถานที่แห่งนี้ถือว่าเป็นศิษย์กับอาจารย์ ไม่ใช่ลูกค้าเราจึงใช้ระบบเห็นอกเห็นใจกัน ที่นี้ยินดีต้อนรับทุกๆท่านที่รักการสัก แต่ถ้าท่านใดที่คิดมาเอาผลประโยชน์ขอให้เดินทางไปศึกษาที่อื่นก่อน อาจจะเหมาะสมมากว่าที่นี้ แต่สำหรับท่านที่ชอบงานสวย เครื่องมือสะอาดปลอดภัย และยังคงความขลังเอาไว้ก็ยินดีต้อนรับสักยันต์หมึกแบบเครื่องไฟฟ้า (TATTOO)ค่าพานครูแล้วแต่ขนาดและความยากง่าย โทรสอบถามโดยตรง!!

                                                                                      จากศิษย์ใกล้ชิด

*สิ่งที่ต้องนำมาด้วย -ดอกกล้วยไม้ 1 กำ 

                      -ดอกดาวเรื่อง 1 พวง

                      -บุหรี่ 1 ซอง

                      -หมากพลู

                      -เหล้าขาว

                      -แผ่นทองคำแท้ สำหรับผู้ที่มาลง นะหน้าทอง นะสาลิกาลิ้นทอง

ดูเรื่องราวบนหน้าหนังสื่อพิมพ์สุดฮิต "คม ชัด ลึก" ได้ที่ http://www.komchadluek.net/2008/05/07/x_sun_t006_199723.php?news_id=199723

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.tarad.com/thaitattoo

หรือประวัติพระเกจิได้ที่ www.tarad.com/newbuddha

หรือติดต่อบูชาเครื่องรางได้ที่ www.tarad.com/saiyasard

 

เบี้ยแก้ เครื่องราง ของกันคุณไสยมีไว้ปลอดภัยสบายใจดี
รหัสสินค้า: 000001
รายละเอียด: เบี้ยแก้ เป็นเครื่องราง...อย่างหนึ่งของไทยที่คุ้นหูในสมัยก่อน แต่สมัยนี้ ไม่ค่อยมีคนรู้จักกันแล้ว เกจิอาจารย์ท่านสร้างจากการบรรจุปรอท ที่ปลุกเสกแล้ว เข้าไว้ในตัวเบี้ยจั่น แล้วหาวิธีอุดไว้ไม่ให้ ปรอทหนีออกมาข้างนอก

เวลาเขย่าจะได้ยินเสียงปรอทกระฉอกไปมาเสียงดังขลุกๆ ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง เสียงหนักเบาขึ้นอยู่กับปริมาณมากน้อยของปรอทที่บรรจุ

เสียงขลุกๆของปรอท ยังขึ้นอยู่กับฤดูกาล ถ้าเบี้ยแก้ตัวที่บรรจุปรอทมาก เขย่าในฤดูร้อน มักไม่ได้ยินเสียง แต่ถ้าเขย่าในฤดูหนาว เสียงจะดังฟังชัดเจน

เบี้ยแก้บางตัว มีเสียงขลุกไพเราะ ขลุกหลายจังหวะ มีเสียงหนักเบาสลับกันไป เหมือนนักร้องมีลูกคอหลายชั้น หรือนกเขาเสียงคู่ เสียงเอกที่มีลูกเล่นหลายชั้น

เบี้ยแก้ที่ขึ้นชื่อ มีหลายสำนัก หนังสือเปิดตำนานเครื่องรางของขลังเมืองสยาม คุณ สมชาย โตมั่น มีรายละเอียดว่า แต่ละสำนัก มีวิธีบรรจุปรอทและวิธีอุดต่างกัน

เบี้ยแก้ของหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว นครชัยศรี เมื่อท่านบรรจุปรอทลงในเบี้ยจั่นแล้ว ก็เอาชันโรงใต้ดินที่ปลุกเสกแล้ว อุดยาบริเวณปากร่องใต้ท้องเบี้ย แล้วจึงหุ้มด้วยผ้าแดงลงอักขระเลขยันต์

จากนั้นก็เอาด้ายถักหุ้ม ใช้ลวดทองแดงขดเป็นห่วงไว้คล้องคอหรือร้อยเชือกคาดเอว

เบี้ยแก้สำนักที่ขึ้นชื่อไม่แพ้หลวงปู่บุญ คือเบี้ยแก้หลวงปู่รอด วัดนายโรง อ.ตลิ่งชัน กทม. วิธีหุ้มเบี้ยด้านดอก อาจดูคล้ายกัน แต่ ด้านในแตกต่างกัน ของหลวงปู่รอดใช้แร่ตะกั่วหุ้ม แล้วลงอักขระลงบนพื้นตะกั่วรอบตัวเบี้ย

คุณไชยรัตน์ โมไนยพงศ์ เป็นผู้หนึ่งที่สนใจศึกษาเบี้ยแก้ รวบรวมไว้ในหนังสือเครื่องรางของขลัง เท่าที่คุณไชยรัตน์สังเกต ยันต์ที่ลงมีทั้งยันต์ที่เป็นคาถาและยันต์ตาราง ยันต์ตารางมีทั้งสี่ช่องและเก้าช่อง

เบี้ยแก้ตัวหนึ่ง คุณไชยรัตน์มั่นใจว่า เป็นของหลวงปู่บุญ เชือกที่ถักหุ้มผุกร่อนชำรุด จนหมดสภาพ เมื่อเปิดออกจึงเห็นยันต์ที่กำกับใต้ท้อง เป็นยันต์พุทธซ้อน และยันต์ท้อรันโต

ยันต์ท้อรันโต ดีทางคงกระพัน ยันต์พุทธซ้อน ดีทุกด้าน หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ หลวงพ่อศุข วัดมะขามเฒ่า ใช้เป็นยันต์ครู

นอกจาก 2 สำนักนี้แล้ว ยังมี เบี้ยแก้วัดคฤหบดี วัดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งตรงข้ามท่าเทเวศร์ คุณสมชาย โตมั่น ยังตามสืบสาวไม่ได้ชัดเจนว่าหลวงพ่อชื่อใดสร้าง

แต่นัยว่า ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่รอด วัดนายโรง ตัวเบี้ยเล็กกว่า และเบากว่า 2 วัดรุ่นอาจารย์ เส้นด้ายที่ถักหุ้มตัวเบี้ย หยาบกว่า มีทั้งลงรัก ปิดทอง และลงยางมะพลับ

ลักษณะการหุ้มตัวเบี้ย เป็น 2 แบบ แบบแรกถักหุ้มทั้งตัวเบี้ย แบบที่ 2 ถักเหลือเนื้อเป็นวงกลมไว้หลังเบี้ย

เสียงขลุกของปรอท มีจังหวะและน้ำหนักต่างจากสำนักวัดกลางฯและวัดนายโรง

วิชาทำเบี้ยแก้ไม่แพร่หลายนัก นอกจาก 3 สำนักนี้แล้ว ยังมีเบี้ยแก้อีก 3 สำนักที่อ่างทอง แต่เพราะเบี้ยแก้มีจำนวนน้อย ประวัติการสร้างจึงไม่ค่อยชัดเจน

เบี้ยแก้วัดนางใส อยู่หลังตลาด อำเภอวิเศษชัยชาญ ประวัติเท่าที่พอสืบสาวได้ หลวงพ่อผู้สร้าง มรณภาพไปนานแล้ว เป็นพระอุปัชฌาย์หลวงพ่อโปร่ง เจ้าอาวาสวัดท่าช้าง ปัจจุบัน

เบี้ยแก้วัดนางใสไม่ได้ถักด้ายหุ้ม อุดด้วยชันโรงใต้ดินแล้วก็ให้หุ้มเลี่ยมด้วยเงิน ทอง หรือนาก เหลือเนื้อเบี้ยเป็นวงกลมไว้ด้านหลัง

เบี้ยแก้วัดโพธิ์ปล้ำ ต.ท่าช้าง อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง หลวงพ่อผู้สร้างเป็นอาจารย์ หลวงพ่อโปร่งเช่นเดียวกัน

เบี้ยแก้วัดท่าช้าง...ต.สี่ร้อย อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง หลวงพ่อโปร่ง ปัญญาธโร เจ้าอาวาสปัจจุบันสร้างไว้ ลักษณะเบี้ยแก้เหมือนของ 2 อาจารย์ผู้ประสาทวิชาให้

มีคนโบราณเขียนถึงสรรพคุณของเบี้ยแก้ไว้ว่า...

เบี้ยแก้ตัวนี้สำคัญนัก พ่อค้าแม่ขายจักหมั่นไหว้บูชา จะไต่เต้าเจ้าสัวแสนทะนาน ลาภเต็มห้อง ทองเต็มไห ขุนนางใดมีไว้ในตัว ดีนักแล จะให้คุณเป็นถึงท้าวเจ้าพระยา พานทอง........

คุณสมชาย โตมั่น บรรยายทิ้งท้ายไว้ว่า

เบี้ยแก้เป็นอิทธิวัตถุชั้นหนึ่ง เตือนใจให้สะดุ้งกลัวภัยที่มองไม่เห็น หากบุคคลใด

มีไว้เป็นสมบัติ นำติดตัวโดยคาดไว้กับเอวหรือโดยประการอื่น ย่อมปกป้องภยันตรายได้ทั้งปวง

เป็นเมตตามหานิยม แคล้วคลาด มหาอุดคงกระพันทุกประการ คุ้มกันเสนียดจัญไร คุณไสย ยาสั่งและการกระทำย่ำยี ทั้งหลายทั้งปวงได้ชะงัด...นักแล.





อีกข้อมูลหนึ่งที่ให้มาศึกษากันของสายหลวงปู่บุญวัดกลางบางแก้ว
เบี้ยแก้คืออะไร

เบี้ยแก้ คือ เครื่องรางชนิดหนึ่ง ซึ่งมีอุปเท่ห์การใช้มากมายหลายอย่าง ทั้งกันและแก้สิ่งชั่วร้ายเสนียด
จัญไร คุณไสย คุณคน คุณผี บาเบื่อ ยาเมา ทั้งหลาย คณาจารย์ยุคเก่าที่สร้างเครื่องรางประเภทเบี้ยแก้
เอาไว้มีด้วยกันหลายรูป แต่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด เห็นจะมีอยู่เพียง ๒ รูปคือ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว
และหลวงปู่รอด วัดนายโรง นอกนั้นก็มีชื่อเสียงอยู่เฉพาะพื้นที่ เช่น หลวงพ่อพักตร์ วัดโบสถ์ จ.อ่างทอง ,
หลวงพ่อม่วง, หลวงพ่อทัต, หลวงพ่อพลอย วัดคฤหบดี บางยี่ขัน, หลวงพ่อแขก วัดบางบำหรุ, หลวงพ่อคำ
วัดโพธิ์ปล้ำ, หลวงพ่อนุ่ม วัดนางใน จ.อ่างทอง และมีอาจารย์อื่นอีกที่สร้างได้แต่ไม่แพร่หลาย

วิธีการสร้างเบี้ยแก้

เมื่อหาตัวเบี้ยมาได้แล้ว (เบี้ยพวกนี้ไม่ค่อยพบในบ้านเรา สมัยก่อนต้องหาซื้อตามร้านเครื่องยาจีน
เข้าใจว่าเบี้ยที่นำมาใช้นี้จะถูกนำเข้ามาพร้อมกับสินค้าจากประเทศจีนในอดีต.....ผู้เขียน) คณาจารย์
ผู้สร้างก็บรรจุปรอทที่ปลุกเสกแล้วเข้าไปในตัวเบี้ย แล้วหาวิธีอุดมิให้ปรอทไหลออกมาได้ (ปรอทที่ใช้
นี้เป็นปรอท หรือปรอทดินโบราณมีวิธีการจับปรอทโดยนำไข่เน่าไปทิ้งไว้ในน้ำครำไม่ช้าปรอทจะกิน
ไข่เน่าจนเต็ม)

ปรอทมีคุณสมบัติเป็นของเหลวลื่นไหลการจะนำปรอทมาบรรจุเบี้ยแก้ คณาจารย์ผู้สร้างจำต้องมีพระเวท
เข้มขลัง เพราะต้องใช้พระเวทฆ่าปรอทหรือบังคับให้ปรอทรวมตัวกันอยู่ในเบี้ยบางราย ถึงกับบริกรรมพระเวท
เรียกปรอทเข้าในตัวเบี้ยได้เอง การปิดปากเบี้ยเพื่อกันไม่ให้ปรอทไหลออกมาได้นั้นนิยมเอาชันโรงใต้ดิน
ที่ปลุกเสกแล้วมาอุดใต้ท้องเบี้ยให้สนิทเรียบร้อย แล้วจึงหุ้มด้วยวัสดุอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ผ้าแดง แผ่นตะกั่ว
แผ่นทองแดง วัสดุที่ใช้หุ้มหรือปิดนี้ก็ต้องลงอักขระเลขยันต์และปลุกเสกกำกับด้วย เช่นเบี้ยแก้หลวงปู่บุญ
วัดกลางบางแก้วจะมีลวดทองแดงขดเป็นห่วง ๓ ห่วง เพื่อให้ใช้เชือกคล้องคาดเอว

เบี้ยแก้ที่ผ่านการบรรจุปรอทจนกระทั่งถักหุ้มเรียบร้อยแล้ว ก็ยังไม่ถือว่าเสร็จสิ้นขึ้นตอนกรรมวิธี
เพราะคณาจารย์เจ้าผู้สร้างท่านต้องปลุกเสกกำกับอีกจนมั่นใจว่าใช้ได้จริงๆ แล้วเล่ากันว่า คณาจารย์บางรูป
สามารถปลุกเสกเบี้ยแก้ จนกระทั่งตัวเบี้ยคลานได้ เรื่องนี้ไม่ใช่ผู้เขียนเขียนขึ้นมาเอง หากแต่ได้รับการบอก
เล่าจากหลวงพ่อพระครูรัตนโสภณ เจ้าอาวาสวัดบางบำหรุ ซึ่งท่านกรุณาเล่าว่า สมภารฉายอาจารย์ของท่าน
และเป็นเจ้าอาวาสวัดบางบำหรุก่อนท่านเคยสร้างเบี้ยแก้เอาไว้ และสามารถปลุกเสกเบี้ยแก้จนตัวเบี้ย
คลานได้เหมือนหอย เมื่อเขียนมาถึงตรงนี้ ก็จะเข้าประเด็นที่ ขึ้นต้นเอาไว้ว่า

หลวงปู่บุญท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาเบี้ยแก้มาจากท่านใด

ตามทัศนะของผู้เขียน ไม่เห็นด้วยกับข้อมูลที่บอกว่าหลวงปู่บุญ ท่านเรียนเบี้ยแก้มาจากหลวงปู่แขก
ซึ่งบางท่านบอกว่าเป็นชีปะขาวบางท่านบอกว่าเป็นสมภารวัดบางบำหรุ และยังระบุต่อไปอีกว่า หลวงปู่แขก
ที่กล่าวถึงนี้เป็นอาจารย์ของหลวงปู่รอด วัดนายโรง

ตามข้อมูลที่ผู้เขียนสืบค้นได้นั้น หลวงปู่รอดวัดนายโรง ท่านมีชีวิตอยู่ก่อนหน้าหลวงปู่แขกนานนัก
และหลวงปู่แขกที่ว่านี้ ก็มิได้เป็นชีปะขาว หากแต่เป็นสมภารวัดบางบำหรุต่อจากสมภารพรหมเจ้าอาวาส
วัดบางบำหรุรูปแรก เท่าที่มีประวัติคือ สมภารพรหมครองวัดบางบำหรุอยู่ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๕๖-๒๔๖๑
ถัดมาก็เป็นสมภารแขกซึ่งบอกไว้แต่เพียงว่าตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๖๑ ถัดจากสมภารแขกก็เป็นสมภารฉาย
ครองวัดอยู่จนถึง พ.ศ. ๒๔๘๐ หากจะคำนวณอายุดู หลวงปู่แขกไม่น่าจะมีอายุแก่กว่าหลวงปู่บุญ
อย่างมากก็คงจะรุ่นราวคราวเดียวกัน หรืออาจจะอ่อนกว่าเสียด้วยซ้ำเพราะหลวงพ่อรัตน์เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า
"เมื่อท่านยังเป็นเด็กวัดอยู่นั้น สมภารแขกมี ชื่อเสียงโด่งดังมาก อายุขณะนั้นประมาณ ๗๐-๘๐ ปี หากนับ
ถึงปัจจุบันก็คงจะรุ่นๆ เดียวกับหลวงปู่บุญ จึงเป็นไปไม่ได้ที่สมภารแขกจะเป็นอาจารย์ของหลวงปู่รอด
และหลวงปู่บุญ แต่อาจเป็นไปได้ว่า หลวงปู่รอดที่เป็นอาจารย์ถ่ายทอดวิชาเบี้ยแก้ให้กับหลวงปู่บุญ
และหลวงปู่แขก เพราะหลวงปู่รอดนั้นท่านมีอายุนั้นในรุ่นหลังของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ไม่มากนัก
(คงมีอายุห่างจากสมเด็จฯ ประมาณ ๓๐ ปี-ผู้เขียน)

ตามหลังสือประวัติวัดทั่วราชอาณาจักรซึ่งกรมาการศาสนาเป็นผู้จัดพิมพ์นั้น ระบุว่าหลวงปู่รอดเป็น
สมภารรูปแรกของวัดนายโรง เพราะฉะนั้นในกระบวนเบี้ยแก้ทั้งหมดเท่าที่พบเห็นกันอยู่ต้องถือว่า เบี้ยแก้
ของหลวงปู่รอดวัดนายโรงเก่าแก่ที่สุด ส่วนสาเหตุที่น่าเชื่อว่าหลวงปู่แขกกับหลวงปู่บุญ มีความสัมพันธ์
กันก็เพราะว่า พื้นเพเดิมของหลวงปู่แขกนั้น ท่านเป็นชาวนครชัยศรีเช่นเดียวกับหลวงปู่บุญจึงน่าจะเป็น
ไปได้ว่า หลวงปู่บุญท่านอาจจะไปมาหาสู่กับหลวงปู่แขก และได้มาทราบกิติศัพท์และเกียรติคุณของ
หลวงปู่รอด วัดนายโรง เมื่อคราวมาเยี่ยมหลวงปู่แขกที่วัดบางบำหรุ จึงได้ขอเรียนวิชาทำเบี้ยแก้กับ
หลวงปู่รอด

อนึ่งหลวงพ่อรัตน์วัดบางบำหรุเล่าว่า สมภารพรหม เจ้าอาวาสวัดบางบำหรุก่อนหลวงปู่แขกก็อยู่ใน
ฐานะศิษย์ของหลวงปู่รอด วัดนายโรง เอาละครับผู้เขียนขอเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างเบี้ยแก้
ของหลวงปู่บุญไว้เพียงเท่านี้ ผิดถูกเท็จจริงประการใดขอให้อยู่ในดุลยพินิจของท่านผู้รู้ทั้งหลายด้วย

อิทธิคุณและพิธีกรรมการใช้เบี้ยแก้

ข้ออธิบายต่อไปนี้ คัดลอกจากต้นฉบับเดิมของวัดกลางบางแก้ว เพื่อให้ท่านที่มีเบี้ยแก้ได้ทราบถึง
อิทธิคุณและการใช้อย่างถูกต้อง อันจะบังเกิดผลดีแก่ผู้ใช้

- ป้องกันอัตวิบากกรรม แก้ภาพหลอน จิตรหลอน ภาพอุปทาน แก้อำนาจภูผีปีศาจ อาถรรพณ์เวททำให้
มัวเมาขลาดกลัว ขนพองสยองเกล้า ลมเพลมพัด คุณไสย คุณผี คุณคนทั้งปวงอุบาทวเหตุ อุบาทวภัย
ทั้งปวง มัวเมายาพิษ ยาสั่งทั้งหลาย ไข้ป่า ไข้ป้าง ไข่ผีป่า ผีโป่ง ผีปอบ ต้องกระทำจากภูตผี ผีพราย
ผีตายโหง กองกอยวิกลจริต จิตวิกลวิกาล วิญญาณ อุปาทานวิกลเหมือนผีเข้าเจ้าสิงสู่ปราศจากสิ้นแล

- ให้อธิษฐานเอาน้ำมนต์ เอาดอกพุทธรักษาดอกไม้ ดอกเข็มแดงหลากสี ตั้งขันธูปเทียน ขันห้า
ข้าวตอก ดอกไม้แก้บาทวพิษ บาทยัก อัมพาต บาดแผล ฝีมะเร็ง ฝีคุณ หัวพิษ หัวกาฬ ทรางชัก
รางขนพอง สันนิบาตลูกหมา ลูกนก หลังแอ่น คางแข็ง บ้าหมู ภายนอกภายใน อาบกินด้วย ตั้งจิตหน่วงลง
ในคุณพระศรีรัตนตรัยใช้ได้แล

- เมื่อเข้าศึกสงครามให้เอาไว้ด้านหน้าสารพัดศัตรู บีทาย่ำรุกไล่ให้เอาไว้ด้านหลัง หาเจ้าฟ้ามหากษัตริย์
เจ้าขุนมูลนาย ให้เอาไว้ด้านข้างขวา เมื่อหาหญิง หานางพญาไว้ข้างซ้าย สารพัดศาสตรามิต้องข้างกายเลย
ดุจฝนเสนห่า ข้าวปลาอาหารเป็นพิษ คางแข็ง เคี้ยวไม่กลืนเลยแล

- ปลิงก็ดี ทากร้ายก็ดี มีในป่ามืด ในน้ำห้วยหนอง คลองบึง มันไม่เก่าะกินเลือดทั้งวัวทั้งควาย ช้างม้า
ก็ดีแล แก้งูพิษ เขี้ยวขนอน แมวเซา เห่าแก้วก็ดีมิต้องกายมาขบกัดเลยแล




Tell a Friend
มีดหมอ ศาสตราวุธของผู้เรืองวิชา
รหัสสินค้า: 000002
รายละเอียด: เหตุใดทำไมจึงเรียกว่า "มีดหมอ" ทั้ง ๆ ที่หมอไม่ได้มาเกี่ยวข้องสักหน่อย ผู้ที่สร้างมีดหมอมักจะเป็นพระเกจิฯ ที่มีวิชาอาคมต่างหาก ก็ตามประสาคนช่างสงสัยนั่นแหละครับ เมื่ออยากรู้ก็ต้องถามคนที่รู้งานนนี้แน่นอนครับผมต้องไปถามเซียนพระ ทำไมจึงเรียกมีดที่กระเกจิฯ สร้างขึ้นมาว่ามีหมอ ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงแล้วน่าจะเรียกว่า "มีดพระ" จึงจะเหมาะสม คำตอบที่ออกมาจากปากของเซียนพระก็คือ....."มันเกิดจากการสันนิษฐานหลายด้าน.....(ประการแรกคือ หากเรียกว่ามีดพระ ก็จะกลายเป็นว่าพระนั้นสร้างศาสตรวุธ ซึ่งถือว่าไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง พระท่านมิใช่นักรบ แต่พระเป็นสาวกขององค์พระศาสดา มีหน้าที่ช่วยเหลือมนุษย์ให้พ้นทุกข์).....(ประการต่อมาก็คือ สมัยก่อนนั้นเรื่องราวเกี่ยวกับผีเข้า หรือถูกคุณไสย มักจะมีให้เห็นกันอยู่เนือง ๆ ผู้ที่จะปราบหรือขับไล่ภูติผีปิศาจ มีคนอยู่สองกลุ่มด้วยกัน).....(กลุ่มแรกคือพระเกจิฯ ที่เรืองเวทย์ มีวิชาอาคม).....(กับอีกกลุ่มหนึ่งคือพวกหมอผี โดยเครื่องมือที่ใช้ในการสยบวิญญาณความชั่วร้าย จะเป็นพวกมีดที่พระเกจิฯ ทำขึ้นเสียเป็นส่วนมาก) ดังนั้นการเรียกชื่อจึงมักเรียกว่า (มีดหมอ) จนติดปาก"



    พอได้รับฟังคำอธิบายก็ถึงบางอ้อขึ้นมาทันที อย่างน้อย ๆ เวลาที่สนทนากับใคร เราก็สามารถงัดเอาเรื่องมีดหมอขึ้นมาคุยได้อย่างไม่กระดากปาก ผมจำได้ว่าสมัยที่ยังเป็นเด็กอยู่นั้น ลุงของผมแกชอบเล่นคุณไสยเป็นชีวิตจิตใจ มนต์ดำซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในเดียรัจฉานวิชา แกก็อุตส่าห์หอบสังขารไปเรียนถึงจังหวัดสุรินทร์ เรียนกับพระชาวเขมร ซึ่งถือว่ามีความชำนาญทางด้านนี้เป็นพิเศษ ตอนไปอยู่จังหวัดสุรินทร์ลุงเล่าให้ฟังว่าต้องระวังเรื่องอาหาร เพราะในบางครั้งอาจจะโดนยาสั่งก็เป็นได้ ซึ่งยาสั่งนี้หากใครโดนเข้าไปแล้วมีหวัง ไม่ตายก็คางเหลือง สติสตังค์เพี้ยนกลายเป็นคนบ้า ๆ บอ ๆ ไปเลย ดังนั้นเวลาที่แกจะกินอาหารแต่ละมื้อ แกจะต้องใช้มีดหมอของหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (อาจารย์ของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค) จุ่มลงในอาหารก่อนทานทุกครั้งไป



    ผมถามแกว่าทำแบบนี้เพื่ออะไร แกบอกว่าตอนที่เรียนวิชายาดำ ยาสั่ง แกไปมีเรื่องกับนักเลงต่างถิ่น ซึ่งนักเลงก๊กนี้มันเก่งเรื่องยาสั่งเป็นอย่างมาก ขนาดพระอาจารย์ของลุงผมที่ว่าแน่ ๆ ก็ยังบอกว่าวิชาของไอ้คน ๆ นี้แก่กล้ามาก ตัวของกูเองก็ยังเอามันไม่อยู่ มึงต้องระวังตัวให้ดี หากทะเล่อทะร่าไปกินยาสั่งของพวกมันเข้า เตรียมต่อโลงรอไว้ได้เลย ทุกสรรพสิ่งในโลกใบนี้มันย่อมต้องมีของคู่กันเสมือนการเรียนผูกย่อมต้องมีการเรียนแก้ เมื่อมียาสั่งก็ย่อมต้องมีสิ่งที่แก้ยาสั่งนั่นก็คือ "มีดหมอ" มีดหมอที่ได้รับการปลุกเสกจากพระเกจิฯ ที่มีวิชาอาคมสูง ๆ จะแก้คุณไสย ยาดำ ยาสั่งได้จริง ๆ ขั้นตอนก็ไม่มีพิธีรีตองอะไรมาก เพียงนึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์และนึกถึงพระเกจิฯ ที่สร้างมีดหมอขึ้นมา จากนั้นก็นำมีดหมอจุ่มลงไปในอาหารที่ต้องการจะพิสูจน์



    ถ้าอาหารนั้นมียาสั่ง ยาดำ มีดหมอจะสำแดงอิทธิฤทธิ์โดยเปลี่ยนสีอาหารจานนั้นให้เป็นสีดำทั้งหมดทั้งจานในทันที เรื่องนี้สอดคล้องกับหนังสือชีวประวัติของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ได้กล่าวเอาไว้ว่าในขณะที่หลวงพ่อปานกำลังจะฉันภัตตาหาร ที่พวกผีตายโหงปลอมตัวมาถวายนั้น หลวงพ่อปานได้นำมีดหมอของหลวงพ่อสุ่น มาจุ่มลงในอาหารที่ท่านจะฉันเข้าไป ปรากฏว่าอาหารได้กลายเป็นเศษแก้ว หนามอันแหลมคมในบัลดล.....ในจังหวัดสุรินทร์เรื่องราวของคุณไสย ยาสั่ง ยาดำ เป็นเรื่องที่ยังมีอยู่จริง ๆ ดังนั้นการเดินทางไปเยือนสุรินทร์ท่านจะต้องหลีกเลี่ยงการมีเรื่องขัดใจกับคนในพื้นที่เพราะ ในบางครั้งคนที่ท่านไปมีเรื่องด้วยนั้นเขาอาจจะเล่นกับท่านแบบไม่ยอมเลิก หมอผีรับจ้างทำคุณไสยในจังหวัดสุรินทร์มีเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่แล้วเป็นชาวเขมรไม่ใช่คนไทย



    อิทธิฤทธิ์อีกประการหนึ่งของมีดหมอนั้นก็คือ "การสังหารฝ่ายตรงข้ามที่มีวิชาอาคมหรือพวกหนังเหนียว พวกที่สักยันต์ตะกร้อ (อย่างเช่นจอมโจรตี๋ใหญ่) ถ้าจะกล่าวว่าใช้อาคมฆ่าคนที่มีอาคมคงจะได้กระมัง" เชื่อกันว่าสมัยที่เสือขาวจะถูกยิงเป้านั้น (เสือขาวเป็นจอมโจรเจ้าของฉายาขุนโจรร้อยศพ มีประวัติเหี้ยมโหดมากฆ่าได้แม้กระทั่งเด็กแรกเกิด เสือขาวมีของดีที่อยู่กับตัวคือ "ลูกอมหลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว จังหวัดฉะเชิงเทรา") หลวงพ่อดิ่งได้เตือนเสือขาวว่า "มึงจะต้องตายโหงหากไม่เลิกเป็นโจร" เสือขาวตอนนั้นกำลังทะนงตัว เพราะไม่มีอาวุธใด ๆ ทำอันตรายเสือขาวได้เลย ปืนก็ยิงไม่ออก มีดก็แทงไม่เข้า ความเป็นอมตะของเสือขาวนี้เอง ทำให้เกิดความลำพองใจไม่ฟังคำเตือนของหลวงพ่อดิ่งซึ่งเป็นอาจารย์ของตัวเอง ตำรวจชุดไล่ล่าซึ่งประกอบด้วย ร.ต.อ.พจน์ รัตนดิลก จ่าบุญมี แก่นกระโทก จ่าดวง เดชชาติ ได้มาหาหลวงพ่อดิ่งที่วัดบางวัว แล้วถามว่าจริงหรือที่ว่าเสือขาวนั้นหนังเหนียว หลวงพ่อดิ่งบอกว่า "จริง ไอ้ขาวมันหนังเหนียว ยิงฟันไม่เข้าหรอก แต่มันจะแพ้ดวงของมันเอง อาตมาบอกไม่ได้หรอกว่าจะสังหารไอ้ขาวได้อย่างไร เพราะมันจะเป็นการผิดศีล"



    ตำรวจชุดไล่ล่าลาหลวงพ่อดิ่งกลับ ในขณะนั้นมีตาเถรคนหนึ่งซึ่งรู้จักกับจ่าบุญมีได้มาบอกว่า "ถ้าจะสังหารไอ้ขาว จะต้องใช้ลูกปืนที่หัวกระสุนทำด้วยใบมีดหมอ มีดหมอต้องเป็นของหลวงพ่อโศก วัดปากคลอง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งหลวงพ่อโศกเป็นพระสหายของหลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว วิชาอาคมของหลวงพ่อดิ่งที่ลงไว้ หลวงพ่อโศกท่านจะจารแก้ไว้บนใบมีดหมอของท่าน" สมัยก่อนนั้นมีดหมอของหลวงพ่อโศก วัดปาคลองยังพอที่จะหาได้ไม่เหมือนในเวลานี้ ซึ่งหามีดหมอของท่านไม่ได้อีกแล้ว ซึ่งหาได้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเป็นของแท้หรือเปล่า เพราะของปลอมมีแยะเหลือเกิน ทำได้เหมือนของจริงจนแยกแยะไม่ออก เสือขาวได้ปะทะกับตำรวจชุดไล่ล่าอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกับทุกครั้ง เพราะกระสุนเพียงนัดเดียวมันก็เกินพอที่จะทำให้เสือขาวถึงกับทรุดท้องทะลุแม้ว่าจะไม่ตายแต่ก็คางเหลืองสิ้นลายของคำว่า "จอมโจรหนังเหนียว" นับตั้งแต่บัดนั้น เสือขาวถูกพิพากษาโทษให้ประหารชีวิต (ยิงเป้า) ซึ่งกระสุนที่เพชรฆาตใช้สังหารเสือขาว หัวกระสุนทั้งหมดที่ใช้ยิงทำจากใบมีดหมอของหลวงพ่อโศก วัดปากคลองทุกนัด



    การนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเครื่องราง - ของขลังผมอยากจะให้ท่านผู้อ่านเข้าใจว่า เรื่องวิชาอาคมอำนาจไสยศาสตร์ มันเป็นเรื่องลี้ลับแต่ไม่ใช่เรื่องไร้สาระไม่น่าเชื่อถือ ผมขอให้เชื่อเถิดว่าอำนาจของเครื่องราง - ของขลังนั้นมีจริง ๆ บางสิ่งบางอย่างเราอย่าไปยึดหลักของวิชาวิทยาศาสตร์มากจนเกินไปนัก เพราะวิทยาศาสตร์มันก็ไม่ใช่วิเศษมาจากไหน หลายต่อหลายครั้งที่หลักการทางวิทยาศาสตร์ ถูกหักล้างกันเองเมื่อความจริงปรากฏขึ้นในภายหลังปรากฏ เรื่องราวของมีดหมอคนในวงการพระเครื่อง ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปว่าเป็น "ของจริง" ต่างยอมรับกันว่ามี อิทธิ์ฤทธิ์จริง ๆ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากเราจะพบว่ามีพวกภัยสังคมเป็นจำนวนมาก ทำมีดหมอปลอมขึ้นมาหลอกขายชาวบ้าน ทำให้หลงผิดคิดว่าเป็นของแท้ แต่นำไปใช้ไม่ได้เกิดอิทธิ์ฤทธิ์จริงตามคำกล่าวขวัญถึง เป็นเรื่องที่ไม่มีทางปกป้อง และบทลงโทษตามกฎหมายก็เบาเหลือเกิน สิ่งที่ท่านจะต้องท่องให้ขึ้นใจก็คือ "หากของนั้นดีจริง.....ไม่มีใครหรอกครับเขาจะปล่อยให้หลุดมือไปเป็นของคนอื่น"

Tell a Friend
นางกวัก บันดาลทรัพย์บันดาลโชคกับผู้ที่บูชา
รหัสสินค้า: 000003
รายละเอียด: นางกวักเป็นบุตรีของ “ ปู่เจ้าเขาเขียวหรือท้าวพนัสบดี”
ซึ่งเป็นเจ้าชั้นจาตุมหาราชิกาภูมิคือสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง มีตำแหน่งเป็นพระพนัสบดีคือ
เจ้าแห่งป่าเขาลำเนาไพรทั้งปวง ครั้งนั้นมีอสูรตนหนึ่งชื่อ “ ท้าวกกขนาก”
ซึ่งเป็นเพื่อนกับ ปู่เจ้าเขาเขียว ถูกพระรามเอาต้นกกแผลงไปถูกทรวงอกแล้วตรึงร่าง
ไปติดกับเขาพระสุเมรุ แล้วสาปว่า
“ ตราบใดที่บุตรของท้าวกกขนากทอใยบัวเป็นจีวร เพื่อถวายแด่พระศรีอริยาเมตไตรย
ที่จะเสด็จมาตรัสรู้แล้ว จึงจะพ้นคำสาป”
ดังนั้น นางประจันต์ บุตรสาวของท้าวกกขนากจึงต้องอยู่คอยปฏิบัติพระบิดา
และพยายามทอจีวร ด้วยใยบัวเพื่อให้เสร็จทันถวายพระศรีอาริยเมตไตรย
ที่จะเสด็จมาตรัสรู้ในอนาคตกาล เมื่อบุตรสาวของท้าวกกขนากมาคอยดูแล
พระบิดาอยู่ที่เขาพระสุเมรุนั้น ทำให้ฐานะความเป็นอยู่ของนางลำบากยากเข็ญยิ่งนัก
ฝ่ายปู่เจ้าเขาเขียวเมื่อทราบเรื่องจึงได้เกิดความสงสารก็เลยส่งนางกวัก
บุตรสาวมาอยู่เป็นเพื่อน ด้วยบุญฤทธิ์ของนางกวัก จึงได้บันดาลให้พ่อค้าวานิช
และผู้คนเกิดควาวมสงสารเมตตราพากันเอาทรัพย์สินเงินทองพร้อมทั้งเครื่องอุปบริโภค
มาให้ยังที่พักของนางประจันต์เป็นจำนวนมาก ทำให้ควาวมเป็นอยู่ของนางประจันต์
มีความสมบูรณ์พูนสุขและเจริญด้วยลาภทั้งปวง
Tell a Friend
เขี้ยวเสือ มหาอำนาจ คงกระพันยอดเยี่ยม
รหัสสินค้า: 000004
รายละเอียด: ตั้งแต่คนไทยแต่โบราณกาลได้ทำเครื่องรางปลุกขวัญกำลังใจ ซึ่งเครื่องรางเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้มาจากธรรมชาติทั้งนั้น โดยเฉพาะเครื่องรางประเภทเขี้ยวเสือ ที่พบกันมากโดยทั่วๆไปสาวนใหญ่มีทั้งเต็มเขี้ยวและปลายเขี้ยวซึ่งนำมาแกะเป็นรูปเสือ นำมาบูชาทางด้านคงกระพัน แคล้วคลาด เพราะว่าเสือนั่นเป็นเจ้าป่าและเครื่องมืออีกอย่างในการหากินของมันก็คือเขี้ยว จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่หลายๆคนที่นิยมเครื่องรางของขลังจะเสาะแสวงหาเขี้ยวเสือมาครอบครอง และหนึ่งในนั้นที่เป็นที่นิยมตลอดกาลก็คือเขี้ยวเสือของหลวงพ่อ ปาน วัดคลองด่าน
หลวงพ่อปานฯ กับหลวงพ่อวัดกระบกต้นผึ้ง จังหวัดระยอง (ซึ่งได้พบกันในระหว่างธุดงค์) ได้ชวนกันไปเรียนวิทยาคมการปลุกเสกเสือ จากอาจารย์ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งพร้อมกัน (ไม่ทราบชื่อ และสำนักของอาจารย์ท่านนั้น) ขณะที่เรียนอยู่นั้น เมื่อเรียนถึงขั้นทดลองพิสูจน์ดู โดยเอาเสือใส่บาตร หรือในโหลให้เอาไม้พาดไว้ ปลุกเสกจนเสือออกมาจากบาตร หรือจากโหลหายเข้าป่าไป ถ้าใครภาวนาเรียกเสือกลับมาได้ก็จะให้เรียนต่อไป ถ้าเรียกกลับมาไม่ได้ ก็ไม่ให้เรียน
หลวงพ่อปานวัดบางเหี้ย ปลุกเสกเสือออกจากบาตรเข้าป่าไปได้ และเรียกกลับมาได้ ส่วนหลวงพ่อวัดกระบกต้นผึ้ง ปลุกเสกเสือออกมาได้เข้าป่าไปเช่นกัน แต่เรียกเท่าไรๆ ก็ไม่กลับ ก็เป็นอันว่าหลวงพ่อปานเรียนต่อจนสำเร็จองค์เดียว หลวงพ่อวัดกระบกต้นผึ้งก็ต้องพักจากการเรียนเสือ ก็หันมาเรียน สร้าง และปลุกเสกแพะ จนสำเร็จ เมื่อได้วิทยาคมนี้ต่อมาก็มาเป็นอาจารย์ของหลวงพ่ออ่ำ วัดหนองกระบอก จังหวัดระยอง หลวงพ่ออ่ำนี่มีชื่อเสียงมากในการสร้างแพะ จนได้สมญาว่า “หลวงพ่ออ่ำแพะดัง” และหลวงพ่อวัดกระบกต้นผึ้งนี้ ก็เป็นอาจารย์ของหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ จังหวัดระยอง ผู้โด่งดังมากในปัจจุบันนี้
นอกจากนี้หลวงพ่อปานฯยังเป็นหัวหน้าสายรุกขมูล และสอนกรรมฐานอันลือชื่อ การออกธุดงควัตร ท่านจะเป็นอาจารย์ควบคุมพระเณร เช่นเดียวกับหลวงพ่อนก วัดสังกะสีซึ่งเป็นคณะธุดงค์อีกสายหนึ่ง ทั้งสองสายมีชื่อเสียงโด่งดังมากในสมัยนั้น หลวงพ่อปานนำพระเป็นร้อยรูป บางปีก็ถึงห้าร้อย พระกรรมฐานสองสายนี้ มีชื่อเสียงมาก่อนกรรมฐานสายอาจารย์เสาร์ อาจารย์มั่น
เนื่องจากหลวงพ่อปานมีอาคมขลัง มีสมาธิจิตเข้มแข็ง เวลาออกรุกขมูลพักปักกลดอยู่ในป่า ตอนกลางคืนเดือนหงายๆ ท่านมักจะลองใจศิษย์ เนรมิตกายให้เป็นงูใหญ่ เลื้อยผ่านหมู่ศิษย์ไปบ้าง ทำเป็นเสือโคร่งเดินผ่านกลดศิษย์ไปบ้าง เป็นที่เลื่องลือไปทั่ว
เนื่องจากหลวงพ่อปานได้ศึกษาวิทยาคม ในการสร้างเสือมาโดยสมบูรณ์แบบ ท่านก็เริ่มสร้างแจกจ่ายให้กับประชาชนแถวย่านบางเหี้ยก่อน ที่วัดจึงต้องต้อนรับประชาชน ที่พากันหลั่งไหลเข้าสู่วัดบางเหี้ยเพื่อรับแจกเสือ ตอนแรกคนแกะเสือก็มีเพียงคนเดียว ต่อมาต้องเพิ่มคนแกะเรื่อยๆ จนถึง ๔ คน และมากกว่านั้น แต่ที่มีฝีมือนั้นมีอยู่ ๔ คน ใครต่อใครก็พากันกล่าวขวัญว่า “เสือหลวงพ่อปาน” แม้แต่เด็กเล็กๆ ก็ยังรู้จัก และในสมัยนั้นไม่มีใครทำเลียนแบบ สำหรับหลวงพ่อปานวัดบางเหี้ยนั้น ท่านแก่กว่าหลวงพ่อปานวัดบางนมโค ๔๐ ปี และในจังหวัดสมุทรปราการ มีหลวงพ่อปาน วัดบางกระสอบ เป็นพระเกจิอาจารย์ที่ดังมากอีกองค์หนึ่ง หลวงพ่อปานเมื่อออกรุกขมูล พระเณรก็จะนำเอาเสือที่ปลุกเสกแล้วติดไปแจกประชาชนด้วย
ปรากฏว่าเสือของท่านมีประสบการณ์ในทางอำนาจ และคงกระพันยอดเยี่ยม หรือจะใช้ในทางเมตตามหานิยม ค้าขายของก็ได้ผล พ่อค้าแม่ค้ามักจะไปขอเสือหลวงพ่อกันวันละมากๆ ชื่อเสียงเกียรติคุณของท่านจึงแพร่หลายโดยรวดเร็ว ยิ่งมีผู้รู้เห็นพิธีปลุกเสก เสือวิ่งในบาตรเสียงดังกราวๆ ก็ยิ่งทำให้ประชาชนแห่แหนมารับแจกเสือกันไม่ขาดระยะ นอกจากนี้ จีนเฉย (อาแป๊ะเฉย) ซึ่งมีความคุ้นเคยกับหลวงพ่อปาน ถึงกับไปค้างที่วัดเป็นประจำ วันหนึ่งแกก็ไปที่วัดเช่นเคย แต่เอาหมูดิบๆ ไปด้วย เวลาดึกสงัดหลวงพ่อปลุกเสือแกก็เอาหมูแหย่ลงไปในบาตร ปรากฏว่าเสือติดหมูขึ้นมาเป็นระนาว แกยังสงสัยว่าแกจิ้มแรงจนเสือติดหมูออกมา ตอนหลังพอหลวงพ่อปลุกเสกจนเสือวิ่งในบาตร แกก็เอาหมูผูกกับไม้ แล้วชูหมูไว้เหนือบาตร ปรากฏว่าเสือที่อยู่ในบาตรกระโดดกัดหมู เหนือขอบปากบาตร จีนเฉยซึ่งเห็นกับตาตนเองก็นำไปเล่า จนข่าวเสือกระโดดกัดหมู เสือวิ่งในบาตร เสือกระโดดได้ แพร่สะพัดไปราวกับลมพัด ประชาชนต่างก็เห็นเป็นอัศจรรย์
Tell a Friend
หนุมาน ขุนกระบี่เอก ผู้เป็นซึ่งนักรักและนักรบ
รหัสสินค้า: 000005
รายละเอียด: เครื่องรางที่มีต้นกำเนิดมาจากตำนานโบราณของอินเดีย กล่าวถึงทหารเอกผู้ซื่อสัตย์มากด้วยความสามารถ จนผู้เรืองวิชาและพระเกจิท่านทั้งหลายนำมาเป็นเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ จนเป็นที่เลเรื่องลื่อ เป็นตำนานจนปัจจุบัน
สำหรับประวัติหนุมาณนั้น มีดังต่อไปนี้

หนุมาน เป็นลิงเผือก (กายสีขาว) มีลักษณะพิเศษ คือ มีเขี้ยวแก้วอยู่กลางเพดานปาก มีกุณฑลขนเพชร สามารถแผลงฤทธิ์ให้มีสี่หน้าแปดมือ แลหาวเป็นดาวเป็นเดือนได้ ใช้ตรีเพชร (สามง่าม) เป็นอาวุธประจำตัว (จะใช้เมื่อรบกับยักษ์ตัวสำคัญๆ) มีความเก่งกล้ามาก สามารถแปลงกายหายตัวได้ ทั้งยังอยู่ยงคงกระพัน แม้ถูกอาวุธของศัตรูจนตาย เมื่อมีลมพัดมาก็จะฟื้นขึ้นได้อีก
  เมื่อนางสวาหะถูกมารดาสาปให้ไปยืนตีนเดียวเหนี่ยวกินลม พระอิศวรจึงบัญชา ให้พระพายนำเทพอาวุธของพระองค์ไปซัดเข้าปากของนาง นางจึงตั้งครรภ์และคลอดบุตรเป็นลิงเผือก เหาะออกมาจากปาก ได้ชื่อว่า หนุมาน หนุมานจึงถือว่าพระพายเป็นพ่อของตน
  หนุมานได้ถวายตัวเป็นทหารเอกของพระราม ช่วยทำการรบจนสิ้นสงคราม
สำหรับเกจิอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังที่สร้างหนุมาณได้เข้มขลังก็คือหลวงพ่อสุ่น วัดเกาะศาลากุนในสมัยนั้น ที่ท่านยังเป็นพระลูกวัดอยู่ ท่านได้นำต้นไม้มาปลูกไว้สองชนิด คือต้นรักซ้อน พุดซ้อนไว้ภายในวัด ทุกวันท่านจะทำน้ำมนต์รดตลอดมา จนกระทั่งต้นไม้ทั้งสองเจริญเติบโตจนต้นแก่ได้ที่ ท่านจะดูฤกษ์ยามแล้วจึงลงมือขุด เมื่อขุดเสร็จแล้วท่านได้นำต้นไม้ ทั้งสองมาตากแดดให้แห้ง แล้วท่านจึงได้ให้ช่างมาแกะเป็นรูปหนุมาน เมื่อช่างมาแกะเสร็จ ท่านก็จะรวบรวมหนุมานห่อด้วยผ้าขาวแล้วนำไปบรรจุไว้ภายในบาตรเก็บไว้ภายในกุฎิ พอได้ฤกษ์งามยามดีทุกวันเสาร์ท่านจะนำหนุมานเข้าไปปลุกเสก ภายในพระอุโบสถ โดยท่านจะจัดเวรยาม ให้พระเณรดูกันอยู่ภายนอก มิให้ผู้ใดเข้าไปรบกวนเด็ดขาด แต่ละคืนที่ปลุกเสกท่านจะปลุกเสกถึงรุ่งสว่างบางครั้งก็เที่ยงคืน เมื่อเสร็จพิธีแล้วท่านจะนำหนุมานมาปลุกเสกต่อที่ในกุฎิ จนครบถ้วนกระบวนการของท่านแล้วจึงนำออกแจกกับบรรดาลูกศิษย์ลูกหา โดยมิได้เรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้น ส่วนเนื้อหนุมานที่ท่านสร้างมี 3 ชนิดด้วยกัน คือ เนื้อไม้รักซ้อน เนื้อไม้พุดซ้อน เนื้องา ศิลปะการแกะแยกออกเป็น 3 พิมพ์ ดังนี้ 1. พิมพ์หน้าโขน 2. พิมพ์หน้ากระบี่ 3. พิมพ์พิเศษ เท่าที่พบเห็นมาช่างที่ได้แกะให้ท่าน ได้แกะออกมาในลักษณะต่างกันดังนี้ ปางพระพิฆเนศ โดยแกะส่วนหัวเป็นพระพิฆเนศ แต่ส่วนตัวมีลักษณะเป็นแบบหนุมาน , หนุมานพิมพ์เข้าเฝ้าจะนั่งคุกเข่าแล้วเอี้ยวตัวเล็กน้อย , หนุมานพิมพ์แบกกระบอง หนุมานยืนพนมมือ ทุกพิมพ์ที่ได้กล่าวมานี้ถือได้ว่าเป็นพิมพ์พิเศษซึ่งหาชมได้ยากมาก หนุมานของหลวงพ่อสุ่น จะเด่นไปในทางคงกระพันชาตรี เมตตาสูงเยี่ยม ในสมัยก่อนพวกลิเกต่าง ๆ ซึ่งในสมัยนั้นลิเกทุกคนมีกันไว้ทั้งนั้น เรียกว่าถ้าใครมีหนุมานของท่าน ไม่ต้องกลัวอด ไปเล่นที่ใหนบรรดาแม่ยก พ่อยก ถึงกับต้องติดตามกันเกลียว ในด้านคงกระพันไม่ต้องพูดถึง ทุกคนที่มีเคยประสบเหตุการณ์ต่าง ๆ มาแล้วแม้แต่ระเบิดยังไม่ระคายผิว จนบรรดานักเลงพระต่างตั้งสโลแกนกันว่า “ ถ้าเสือก็ต้องหลวงพ่อปาน ถ้าหนุมานก็ต้องหลวงพ่อสุ่น “ การใช้หนุมานว่า นะโม 3 จบ นึกถึงพระท่านนาคทัศน์ และ หลวงพ่อสุ่นและว่าคาถา นะ บัง เพลิง โม บัง ปากกระบอก ยะ มิให้ออก อุดธัง อะโธ โธอุด ธังอัด อะสังวิสุโรปุสะพุพะมะอะอุ โอมยะ พุทธา ทะโย สตรี สตรี นิสิงโห
Tell a Friend
ชูชกเทพเจ้าแห่งการขอ ผู้มีวาจาสิทธิ์
รหัสสินค้า: 000006
รายละเอียด: เครื่องรางหลายอย่างย่อมมีที่มาจากตำนาน และแฝงนัยสำคัญทางธรรมไว้อย่างแยบคาย ซึ่งแต่ละชนิดนั้นหากเรานำมาพิจารณาแล้วย่อมเห็นถึงความอัจฉริยะของครูบาอาจารย์รุ่นเก่าก่อนเป็นอย่างดี ทั้งเล็งเห็นถึงคุณค่าเห็นวัตถุมงคลนั้นอย่างซึ้งใจอีกด้วย
ชูชก เป็นตัวละครองค์หนึ่งในเรื่องพระเวสสันดร ซึ่งเนื้อเรื่องนั้นกล่าวว่าชูชก เป็นพราหมณ์เฒ่าที่มีนิสัยเจ้าเล่ห์ มีนิสัยในการชอบขอทานไปเรื่อย รูปร่างอัปลักษณ์ ความพิเศษของชูชกนั้นอยู่ที่ไปขออะไรใครไม่เคยผิดหวังสักครั้ง ขอเงินได้เงิน ขอทองได้ทอง ขออาหารได้อาหาร ขอเมียก็ได้เมีย ชูชกแม้ว่าเกิดเป็นคนยากจนแต่ก็สุขสบาย และยังมีเมียสาวที่ใครๆต่างอิจฉา มีกินมีใช้ดีกว่าคนทั่วๆไป
แม้ว่าชูชกจะเป็นตัวร้ายในเรื่องแต่ด้วยคุณสมบัติบางอย่างที่ถือว่าเป็นของดีในตัวชูชก อย่างเรื่องการขออะไรใครก็ไม่มีคนปฏิเสธ จึงทำให้เกิดคติการสร้างวัตถุมงคลชูชก ซึ่งถือได้ว่าเป็นความอัจฉริยะของครูบาอาจารย์รุ่นเก่าๆท่านที่คิดไว้ให้เราในรุ่นหลัง
หรืออีกนัยหนึ่งว่า
ชูชกจัดว่าเป็นเครื่องรางชนิดหนึ่ง สุดยอดของเครื่องรางแห่งการขอ ขอทานเฒ่าในนามที่ชื่อว่า "ชูชก" ผู้ที่เกิดมาเพื่อเป็นคู่บารมีของพระเวสสันดรโพธิ์สัตว์ ในฐานะผู้ขอกับผู้ให้
    จากเรื่องราวชูชกขอทานผู้ที่มีเงินทองมากมายก่ายกอง มีภรรยาสาวสวย พระเกจิอาจารย์ท่านจึงสร้างไสยเวทย์วิชาที่สามารถดลบันดาลโชคลาภให้อย่างไม่มีขีดจำกัด เป็นเมตตามหานิยมอย่างล้นเหลือ และสมบูรณ์ด้วยเครื่องอุปโภคบริโภค
ในบรรดาเครื่องรางของขลังที่ขึ้นชื่อว่าสร้างชูชกได้ยอดเยี่ยมด้านโชคลาภและเมตตามหานิยม มีด้วยกันหลายสำนัก ชูชกที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับมากที่สุดเห็นจะเป็นของ หลวงปู่รอด วัดบางน้ำวน สมุทรสาคร ซึ่งหายากและมีราคาแพง ต่อมาก็เป็นหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ระยอง และยังมีอีกหลายองค์ที่สร้างชูชกออกมาเช่น หลวงพ่อแล วัดพระทรง เพชรบุรี หลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม นครปฐม หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ ระยอง หลวงพ่อมีวัดมารวิชัยที่มาแรงและอีกหลายองค์....
    ในทางไสยศาสตร์ยกย่องชูชกว่า เป็นคนมีเสน่ห์ มีลาภมาก ข้าวปลาอาหาร บ้านเรือนและบริวาร จะขออะไรใครเขาก็ให้เป็นการกระตุ้นให้อยากทำทาน เป็นผู้เสียสละ
รูปแบบของชูชก จะมีลักษณะเกล้าผมมวยแบบพราหมณ์ มีหนวดเครา หลังค่อม ไม่สวมเสื้อ ถือไม้เท้า และสะพายย่าม



สำหรับคาถาบูชาชูชกของหลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับว่า

        โส ชูชะโก ทะทาสิ


    ชูชกอาจไม่ใช่ตัวอัปลักษณ์ที่น่ารังเกียจถ้ามองในแง่ดีๆของตาเฒ่าผู้นี้ ก็มีส่วนดีที่ควรเอาเยี่ยงอย่างคือ ความประหยัดมัธยสถ์ อดออม รักและห่วงใยภรรยา เป็นคนซื่อสัตย์ไว้วางใจเพื่อน
ถ้าเรามองอีกแง่มุมหนึ่งชูชกคือส่วนที่เพิ่มบารมีให้กับพระเวสสันดรพระโพธิสัตว์นั่นเอง
Tell a Friend
จระเข้โทน ป้องกันคุ้มครองให้บังเกิดความแคล้วคลาด
รหัสสินค้า: 000007
รายละเอียด: การสร้างเครื่องรางประเภทจระเข้โทนนั้นเกิดขึ้นจากความเชื่อแต่โบราณที่ว่า เมื่อครั้งก่อนพุทธกาลสมัยที่พระพุทธเจ้ายังเป็นพระโพธิสัตวย์เสวยพระชาติ 500 ชาตินั้น มีอยู่ชาติหนึ่งพระองค์เสวยชาติเป็นพญากุมภา เป็นเจ้าแห่งสัตว์น้ำทั้งหลาย มีบริวารเป็นจระเข้อีก 500 ตัว เรียกได้ว่าใคร ๆ ต่างก็เกรงกลัวบารมีของพญากุมภาเป็นอันมาก จากความเชื่อนี้ทำให้ครูบาอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณทั้งหลายจึงนิยมสร้างจระเข้โทนเป็นเครื่องรางให้ลูกศิษย์ลูกหาได้นำไปบูชาติดตัวกัน เพื่อปกป้องคุ้มครองตนและปกป้องเรื่องอุบัติเหตุต่าง ๆ ให้บังเกิดเป็นแคล้วคลาด ในจำนวนครูบาอาจารย์ที่สร้างจระเข้โทนได้มีชื่อเสียงและมีประสบการณ์สูงนั้น ต้องยกให้พระครูเวทย์วินิฐหรือลพ.สนิท วัดลำบัวลอย เป็นหนึ่งในนั้น โดยการสร้างจระเข้โทนนั้นท่านศึกษาเล่าเรียนมาจากหลวงลุงเส็ง มีศักดิ์เป็นลุงจริง ๆ ของท่าน ตัวหลวงลุงเส็งนี้ได้ศึกษาวิชามาจากที่ใดไม่ได้กล่าวถึง (เข้าใจว่ามาจากทางเขมร) แต่ท่านพยายามคะยั้นคะยอให้ลพ.สนิทตั้งใจเรียนวิชานี้จากท่าน เพราะท่านทราบว่าต่อไปลพ.สนิท จะต้องเป็นผู้รับมรดกชิ้นนี้จากท่านไป ซึ่งหลังจากหลวงลุงเส็งถ่ายทอดวิชานี้ให้ลพ.สนิทได้ไม่นาน ท่านก็ลาสิกขาไปครองเรือน และถึงแก่กรรมในกาลต่อมา

เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของจระเข้โทนของหลวงลุงเส็งนั้น ครั้งหนึ่งลพ.สนิทท่านเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยแรก ๆ ท่านไม่เคยเชื่อเรื่องนี้มาก่อน หลวงลุงเส็งจึงพาท่านไปที่ริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง และหยิบจระเข้ออกจากย่าม 4 ตัวเป็นเนื้อไม้ทองหลาง 2 ตัว เนื้อหินแกะ 1 ตัว และเนื้อไม้คูณอีก 1 ตัว จากนั้นก็บริกรรมคาถาสักพักแล้วโยนลงแม่น้ำทั้ง 4 ตัว สักพักเห็นจระเข้เป็น ๆ ตัวใหญ่มาก 4 ตัวลอยขึ้นมาบนผิวน้ำ น่าเกรงขามมาก เพราะทุกตัวขยับเขยื้อนมีชีวิตจริง ๆ สักพักหลวงลุงเส็งท่านก็เอามือตบไปที่น้ำริมตลิ่งเบา ๆ สักพัก จระเข้เหล่านั้นก็คลานมาใกล้ ๆ แล้วก็กลับร่างเป็นจระเข้โทนจิ๋ว แต่คราวนั้นที่ว่ายกลับเข้ามาจริง ๆ มีเพียง 3 ตัวหายไป 1 ตัว มองไปมองมาก็หาไม่เจอ เลยเป็นอันว่าหายไป 1 ตัวจากนั้นมา ด้วยอาคมนี้ลพ.สนิทท่านบอกว่าจระเข้จะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 7 วันและจะกลับเป็นร่างเดิม

การสร้างจระเข้โทนของลพ.สนิทท่าน จัดสร้างครั้งแรก (รุ่น 1) เมื่อคราวงานฌาปนกิจของลุงเส็ง สร้างประมาณ 100 กว่าตัวเพื่อแจกให้แก่แขกที่มาร่วมงานโดยมีเฉพาะเนื้อไม้ทองหลาง หลังจากนั้นไม่นานคนที่ได้จระเข้โทนของท่านไปใช้ก็มีประสบการณ์มากขึ้นเรื่อย ๆ จนข่าวนี้แพร่ออกไปไกลมาก ไม่ว่าจะใกล้จะไกลก็เดินทางไปหาท่านเพื่อขอจระเข้โทนจากท่านให้ได้ ท่านจึงดำริให้สร้างเป็นเนื้อตะกั่วแทน (รุ่น 2) เพราะวัตถุดิบหาง่ายและราคาไม่แพงมาก จึงได้เทหลอมและสร้างกันภายในวัด ส่วนหนึ่งนำไปแจกให้ทหารและตำรวจตระเวนชายแดน ปรากฎว่ามีประสบการณ์เรื่องคงกระพันดังมาก อีกส่วนหนึ่งออกจำหน่ายที่วัด เพื่อหาทุนมาบูรณะเสนาสนะที่วัดให้เพียบพร้อม แต่ผู้คนยังหลั่งไหลไปขอบูชาจากวัดจำนวนมาก ดังนั้นท่านจึงดำริสร้างขึ้นมาวาระหนึ่ง (รุ่น 3) โดยใช้เนื้อทองเหลืองเป็นวัตถุดิบ เรียกว่า "รุ่นนารายณ์อวตาล" สังเกตง่าย ๆ คือจะมีลูกศรอยู่ที่หลังจระเข้ ซึ่งรุ่นนี้ถือว่าเป็นรุ่นสุดท้ายของท่าน โดยในคราวงานพระราชทานเพลิงศพท่าน ทางวัดได้นำจระเข้รุ่น 3 ออกมาให้บูชาเพื่อหาปัจจัยมาสมทบในงานดังกล่าวจนของหมดจากวัด จึงได้มีพวกพ่อค้าหัวใจทำของเก๊ออกมาระบาดในสนามมานานมากแล้วครับ เรียกได้ว่า "เก๊เก่า" แสบสะใจเลยครับถ้าไม่เป็นจริง ๆ มีโอกาสโดนสูงมากครับ

ประสบการณ์ลึก ๆ ที่คนทั่วไปไม่ค่อยทราบกันคือ การบูชาจระเข้โทนนั้นเชื่อกันว่า สามารถป้องกันคุ้มครองให้บังเกิดความแคล้วคลาดจากภยันอันตรายต่าง ๆ เป็นที่หวั่นเกรงของภูติผีปีศาจ เวลาเดินทางไปในที่แห่งใดไม่ว่าจะเป็นทางบกหรือทางน้ำสรรพสัตว์ทั้งหลายจะยำเกรง ศัตรูหมู่มารจะเกรงขาม สามารถป้องกันเสนียดจัญไร ถอดถอนเสน่ห์ยาแฝดต่าง ๆ ส่วนวิธีการอาราธนามีดังนี้

คาถาปกติ ว่า

อิสวาสุ (ว่า 3,5,7 คาบ) หมายเหตุ : การนับ 1 คาบนั้นใหักลั้นใจท่องว่า อิสวาสุ แล้วปล่อยลมหายใจออก ครับ

Tell a Friend
ชมรมอนุรักษ์การสักยันต์ไทย
อาคารพาณิชย์เลขที่183 บางพลัด จรัญสนิทวงศ์ กรุงเทพมหานคร ไทย
โทรศัพท์: 089-4488422
อีเมล์ติดต่อกับร้านค้า
หัวเรื่อง : *
ชื่อของคุณ : *
อีเมล์ของคุณ : *
รายละเอียด : *
 
Page Views Shop: