จีเฮิร์บวัน  G-HERB  สมุนไพรหมอสมหมาย 12กระปุกๆละ  750 บาท

จีเฮิร์บวัน G-HERB สมุนไพรหมอสมหมาย 12กระปุกๆละ 750 บาท

1 กระปุก60แคปซูล ส่งฟรีทุกรายการ โทร080-3432553

  • ราคา 900.00.-

จำนวนสินค้า

แชร์สินค้านี้
  • facebook
  • twitter
  • google
SinkaDD.tarad.com

ขายสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม velform hair เวลฟอร์มแฮร์ เวลฟอร์มแฮร์ ทู สูตร2 แป้งโอริเซ่ กาแฟฟาทีส fatis coffee aimmura sesamine เอมมูร่าเซซามีน

เข้าชมร้านค้า

รายละเอียด

 

 ....ขออภัยสินค้าหมดคะ....

 

 

จีเฮิร์บ วัน G-HERB 1 สมุนไพรรักษามะเร็ง

หมอสมหมาย  ทองประเสริฐ

สมุนไพรจีเฮิร์บวัน   
จีเฮิร์บวัน 1 กระปุก 60 แคปซูล ปกติ ราคา 900 บาท

 

สนใจโทร 080 3432553 ปัทมพร 

 

 LINE ID  0803432553

หรือทางอีเมลล์ online_richteam@hotmail.com

 

โปรโมชั่นพิเศษ  ****

สำหรับลูกค้าที่จัดส่งทางไปรษณีย์เท่านั้น....

สั่งซื้อตั้งแต่  6  กระปุกขึ้นไป รับส่วนลด..โทรสอบถาม

สั่งซื้อ 12 กระปุก แถมฟรีอีก1...โทรสอบถาม

 

 

สมุนไพรหมอสมหมาย 

กล่องใหม่ ของใหม่จากตัวแทนจำหน่ายโดยตรง

หมดอายุ  7 : 08 : 16 

 

 
     
 

 

 

 

 

 

 

  •   

  •  

     

     

     

     

     เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการสกัดเข้มข้นของสมุนไพรนานาชนิด เช่น แทงทวย พุทธรักษา ลิ้นงูเห่า เหงือกปลาหมอ ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ ทองพันช่าง และ อื่นๆ โดยใช้หลักการ spray drying method เพื่อทำเป็นผงแห้งแล้วบรรจุแคปซูล ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยและช่วยเสริมภูมิคุ้มกันต้านทานให้ร่างกาย สรรพคุณบำรุงร่างกาย บำรุงน้ำเหลือง สะดวกสำหรับพกพา และรับประทาน เห็นผลเสริมภูมิต้านทานร่างกายไม่แพ้การรับประทานยาต้มสมุนไพร

    • ขนาด 450 มิลลิกรัม

    • บรรจุ 60 แคปซูล

     

    (1 กระปุก ทานได้ประมาณ 6-10 วันคะ)

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

  •  

     

     

     

     

     

     

     

     

      

    เรื่องราวในอดีตของหมอสมหมาย

      ผมเป็นคนสิงห์บุรีโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่  27  ธันวาคม พ.ศ. 2464  ปัจจุบันอายุ 90 ปีแล้ว  คุณพ่อคุณแม่มีบุตรธิดารวม 7 คน โดยผมเป็นคนที่ 5 คุณพ่อคือนายกิมซิด  คุณแม่นางพิมเสน  ทองประเสริฐ  พี่ชายคนโตของผม ชื่อศาสตราจารย์พันตรีนายแพทย์ประจักษ์   ทองประเสริฐ  เป็นอดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช พี่ชายคนที่สองชื่อนายหงวน  ทองประสริฐ  เป็นลูกศิษย์ท่านปรีดี  พนมยงค์ พี่สาวคนที่สามและที่สี่แต่งงานเป็นแม่บ้าน  ส่วนผมซึ่งเป็นบุตรคนที่ห้า  เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เด็ก พ.ศ.2471  ที่โรงเรียนประจำเซนต์ปีเตอร์  ซึ่งอยู่ตรงตึกซิงเกอร์ สี่-พระยาในปัจจุบัน  น้องสาวคนที่หกยังมีชีวิตอยู่ส่วนน้องชายคนที่เจ็ดเป็นนายทหาร  จบการศึกษาจากโรงเรียนวชิราวุธ  ปัจจุบันมีพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่เพียงสามคน  คือพี่สาวคนที่สามอายุ 95 ปี ผมอายุ 90 ปีและน้องสาวอายุ 84 ปีนอกนั้นเสียชีวิตหมดแล้ว

    ในวัยของการศึกษา

      ครอบครัวของผมสนับสนุนการศึกษาเฉพาะผู้ชายส่วนลูกผู้หญิงไม่ส่งเสียให้เล่าเรียน พี่ชายของผมนับว่าได้เป็นชาวสิงห์บุรีคนแรกที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ได้ทุนของร็อกกี้ เฟลเรอร์ ไปเรียนต่อที่ยอห์นฮอสปิตัส ประเทศอเมริกา  ส่วนผมสำเร็จเภสัชศาสตร์บัณฑิตสมัยเด็กศึกษาที่ ร.ร. เซนต์ปีเตอร์ ในปี พ.ศ. 2471 และจบ ม.5 ในปี พ.ศ. 2478 สมัยที่ผมเรียนนั้น การศึกษายังมีระดับชั้น ม. 8 อยู่ ไม่ได้มีเตรียมอุดมศึกษาเหมือนสมัยนี้ หลังจากจบชั้น ม.5 ร.ร. เซนต์ปีเตอร์ ก็มาศึกษาต่อที่ ร.ร. อำนวยศิลป์ ปากครองตลาดจนจบ ม.8 ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้าย หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นเตรียมอุดมซึ่งคุณชอุ่ม  ปัญจพรรค์ เป็นนักเรียนเตรียมอุดมหมายเลข 1

    จิตใต้สำนึก “ชีวิตคือ  ธรรมชาติ”

      อีกประการหนึ่ง ผมมีจิตสำนึกอยู่เสมอว่าในโลกนี้ธรรมชาติทำให้เกิดโลก แล้วธรรมชาติต้องมียาแก้โรคให้ด้วย เช่น การใช้ซิงโคน่า(Cinchona) รักษาโรคมาเลเรีย ใบดิจิตาลีส ( Digitalis) รักษาโรคหัวใจในสัตว์ เช่น แมว สุนัข ไม่สบายก็จะไปเที่ยวหาต้นหญ้ากิน พออาเจียนแล้วก็หาย นั่นคือการรักษาสมดุลทางธรรมชาติ แต่มนุษย์เราโดยเฉพาะการแพทย์ทางตะวันตกไม่ค่อยคิดเรื่องนี้ พยายามค้นคว้าไปทางเคมีเป็นส่วนมาก
      ผมเข้าศึกษาต่อที่คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยมีพี่ชายเป็นคนส่งเสียให้เล่าเรียน ผมสำเร็จคณะเภสัชศาสตร์ได้เหรียญทองและเป็นอาจารย์ที่เภสัชศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามกฎได้ 1 ปี ก็ออกมาศึกษาแพทย์ต่อที่ศิริราช สมัยนั้นหากจะเรียนแพทย์ต้องเรียนที่ศิริราชแห่งเดียวเท่านั้น ที่อื่นยังไม่มีการเรียนการสอน ในคณะเรียนผมก็ใช้ความรู้ทางเภสัชฯ ไปทำงานร้านขายยา เพื่อส่งเสียตัวเองเรียนแพทย์จนกระทั่งผมจบการศึกษาในปี พ.ศ. 2494 ที่จริงแล้ว ผมคุ้นเคยกับโรงพยาบาลศิริราชมาตั้งแต่เด็กเนื่องจากตอนอายุเพียง 7-8 ปี เวลาเปิดเทอมผมก็จะมาอยู่กับพี่ชายที่ศิริราช ส่วนมากจะไปอยู่กับพวกพี่ๆพยาบาล เพราะพี่ชายต้องทำงาน สมัยเมื่อ พ.ศ. 2471 นั้น ศิริราชยังเป็นป่าอยู่เลยมีตึกเพียง 5 ตึก มีโรงกระโจมใช้ผ้าขึงเป็นห้องผ่าตัด
      สมัยเมื่อผมเรียนแพทย์ศิริราชอยู่ปี 3 ปี 4 จนกระทั่งสำเร็จการศึกษา และทำงานเป็นแพทย์ประจำบ้านแผนกศัลยกรรมอยู่ที่ศิริราชนั้นผมสนใจเรื่องการศึกษามะเร็งมากเพราะการศึกษาโรคอื่นๆ ทางศัยลกรรมสามารถรักษาให้หายได้ง่าย แต่การรักษามะเร็งนั้นยากมาก ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดหรือฉายรังสีก็ดี
      เนื่องจากผมสำเร็จเภสัชศาสตร์บัณฑิตก่อนมาเรียนแพทย์  ผมจึงมีความคิดว่าน่าจะค้นคว้าหาสมุนไพรมาช่วยในการรักษามะเร็งบ้าง  แต่ในขณะนั้นผมเป็นลูกน้องไม่สามารถที่พูดเสนอความคิดได้
      เมื่อสำเร็จการศึกษาจากศิริราช  แล้วด้วยความที่เป็นคนชอบทดลอง  ผมมาอยู่สถานเสาวภา  1 ปี  ก็อยากทดลองเรื่องวัคซีนกับเซรุ่มในการรักษาโรคพิษสุนัขบ้า  พอครบปีก็กลับมาเป็นศัลยแพทย์ที่ศิริราช  เป็นศัลยแพทย์ได้สองปี  สมัยนั้นไม่มีตำแหน่งให้ต้องเป็นลูกจ้าง  ผมเป็นลูกจ้างรับเงินเดือน เดือนละ 700 บาท  ( สมัยนั้นทองบาทละ 60บาท )

    หลังจากจบการศึกษาแพทย์

      หลังจากจบการศึกษา  ผมตั้งใจว่าจะกลับไปอยู่สิงห์บุรีเพราะแม่ของผมอยู่ที่นั้นตามลำพัง  แม่ก็อายุมากแล้วไม่มีใครคอยดูแล  เนื่องจากพ่อเสียชีวิตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478  ดังนั้นเมื่อผมทำงานที่ศิริราชครบ  2  ปี   อีกทั้งตัวเองอยากได้ตำแหน่งประจำเพราะสมัยนั้นหาตำแหน่งประจำอยากเหลือเกิน  มีตำแหน่งประจำก็เป็นแผนกกระดูกซึ่งผมไม่ต้องการ
      วันหนึ่งขณะผมเดินทางกลับจากศิริราช  ผมได้พบกับรุ่นพี่ที่ท่าน้ำ  ชื่อหมออุทัย  ศรีอรุณ ( ภายหลังได้รับตำแหน่งพลตำรวจโทและเป็นจเรตำรวจ )  เขาถามว่าผมจะไปไหน  ผมก็บอกว่าผมจะกลับไปเอาตำแหน่งหมอกระดูกที่ศิริราช  เขาจึงออกปากว่าอยากให้ผมไปช่วยที่โรงพยาบาลตำรวจ  ถ้าวันนั้นผมกลับไปเป็นหมอกระดูกที่ศิริราช  ผมคงเกษียณอายุแค่ 60 ปี  ไม่ได้มาเป็นหมอรักษามะเร็งในปัจจุบันนี้

    ผู้เริ่มต้นโรงพยาบาลตำรวจ

      เมื่อไปถึงโรงพยาบาลตำรวจ  ผมจึงได้พบว่าที่นั้นไม่มีความพร้อมอะไรเลย  ผมต้องจัดเตรียมบรรดาเครื่องไม้ เครื่องมือ จนสามารถผ่าตัดคนไข้ได้เอง  สมัยนั้นโรงพยาบาลตำรวจเป็นเพียงโรงพยาบาลในแผนกตำรวจ  ผมทำงานจนกระทั้งได้ติดยศเป็นร้อยตำรวจเอกก็ได้ทราบข่าวว่าสิงห์บุรี  กำลังสร้างโรงพยาบาล ผมจึงบอกหัวหน้าแผนกว่าจะขอย้ายไปโรงพยาบาลสิงห์บุรี  หากโรงพยาบาลสิงห์บุรีสร้างเสร็จ หัวหน้าผมไม่อนุญาต ท่านบอกว่า “ลื้อมาอยู่ที่นี่ไม่กี่เดือน สร้างความเจริญให้กับโรงพยาบาลตำรวจ ได้ผ่าตัดได้ ทำอะไรมากมาย ไม่อนุญาตให้ไปหรอก” เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น  แต่ความต้องการที่จะอยากกลับไปทำงานที่โรงพยาบาลบ้านเกิดมากกว่าในเดือนธันวาคมของปีนั้นผมจึงเขียนจดหมายลาออกทิ้งไว้แล้วจากไปอยู่ที่สิงห์บุรีโดยไม่ได้ร่ำลาผู้ใด

     
     

    ค้นพบสมุนไพรรักษามะเร็ง

      ในปีพ.ศ. 2498 ผมรับราชการเป็นนายแพทย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิงห์บุรี  ผมได้เป็นหัวหน้าและในขณะเดียวกันผมก็มีความเป็นตัวของตัวเอง  ผมได้เริ่มเสาะหายาสมุนไพรที่จะมาช่วยในเรื่องรักษามะเร็ง  ขณะนั้นคนกำลังฮือฮาในการใช้ต้นทองพันชั่งรักษามะเร็ง  ผมก็ปลูกต้นทองพันชั่งไว้เป็นจำนวนมาก  เมื่อมีคนไข้เป็นมาเร็งมารักษา  ผมก็ลองใช้ทองพันชั่งต้มให้คนไข้กิน  แต่เมื่อมาดูผลการรักษากลับพบว่ามันไม่ได้ผลทุกครั้งที่ผมตรวจคนไข้ OPD ( ผู้ป่วยนอก )   ผมก็พยายามถามถึงเรื่องตำรายาสมุนไพรรักษามะเร็งจากคนไข้และญาติเพื่อทดลองใช้แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่ได้ผสักที
      ปกติในวันเสาร์ – อาทิตย์นั้น  ยังไม่มีคนไข้มากเท่าอย่างในปัจจุบัน  ในปี พ.ศ. 2508 บังเอิญผมขับรถไปเที่ยวป่าในวัน เสาร์ – อาทิตย์  ที่อำเภอวิเชียรบุรี  จังหวัดเพชรบูรณ์  เพื่อเสาะหาปุ่มของต้นไม้ชนิดต่างๆ  เพราะชอบสะสมปุ่มไม้
      วันหนึ่งผมขับรถไปยังอำเภอวิเชียรบุรี  ไปที่บ้านชาวไร่คนหนึ่ง  เพราะทราบว่าชาวบ้านคนนี้มีปุ่มไม้ใหญ่ และผมก็ได้พบกับปุ่มไม้จริงๆ พร้อมกันนั้น  ผมได้พบกับเจ้าของบ้านนั่งหายใจหอบเหนื่อยอยู่ในบ้านและบังเอิญเป็นผู้ที่เคยรู้จักกัน  ผมจึงได้สอบประวัติได้ความว่ามีอาการไอ เหนื่อยหอบ จึงได้ไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลลพบุรี  แพทย์ได้ทำการเอกซเรย์ปอดแล้วบอกว่ามีน้ำท่วมปอด  แพทย์เจาะน้ำออกจากปอดและเจาะชิ้นเนื้อเยื้อส่งตรวจที่กรุงเทพฯ   ผลการตรวจสรุปออกมาว่าเป็นมะเร็งปอดและน้ำท่วมปอด  แพทย์ลพบุรีจะส่งคนไข้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช  แต่ผู้ป่วยไม่ยอมไปด้วยเหตุเพราะใกล้ๆบ้านผู้ป่วยมีแพทย์แผนโบราณรักษาโรคมะเร็งด้วยสมุนไพร  ผมได้ลองตรวจสอบดูพบว่ามีน้ำท่วมปอดจริง  ผู้ป่วยไม่สามารถนอนได้  ต้องใช้การนั่งพิงแทน  จากนั้นผมก็ลาคนไข้กลับและไม่ได้สนใจคนไข้คนนี้อีก  8 เดือนต่อมาผมได้กลับมาที่บ้านผู้ป่วยคนเดิม ตอนนั้นคิดว่าผู้ป่วยได้เสียชีวิตแล้ว ตั้งใจจะไปซื้อปุ่มไม้ที่ตั้งอยู่ในบ้านผู้ป่วย จากภรรยาผู้ป่วย แต่แทนที่จะพบผู้ป่วยเสียชีวิต กลับพบว่าผู้ป่วยมีชีวิตอยู่และเดินเหินได้ปกติ
      กรณีนี้ทำให้ผมสนใจมากและได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลลพบุรี เมื่อพบแพทย์ที่รักษาผู้ป่วยรายนี้และขอดูหลักฐานรายงานและผลเอ็กซเรย์ของผู้ป่วยแต่แพทย์หาให้ไม่ได้ ผมจึงคิดว่าผู้ป่วยรายนี้ไม่น่าจะเป็นมะเร็งปอดและแพทย์คงตรวจผิด ผมจึงไม่ได้สนใจยาสมุนไพรตำหรับนี้
      ต่อมาปี พ.ศ. 2512 มีพ่อค้าคนหนึ่งที่เคยอยู่ตลาดสิงห์บุรี แล้วได้ย้ายไปทำมาหากินที่กรุงเทพ ได้กลับมาอยู่ที่สิงห์บุรีผมทราบข่าวว่าเขาเป็นมะเร็งและเป็นมากแล้ว จึงเดินทางไปเยี่ยมพบว่าผู้ป่วยผ่ายผอมไปมาก ที่ลิ้นมีแผลเต็มไปหมด มีเลือดซึมตลอด กลิ่นเหม็น หุบปากไม่ได้ มีก้อนน้ำเหลืองใต้คางก้อนโตมากผู้ป่วยต้องใช้อ่างรูปไตรองใต้คาง ถามผู้ป่วยก็ทราบว่าเป็นมะเร็งที่ลิ้น รักษาด้วยวิธีฉายแสงที่โรงพยาบาลรามา แต่อาการไม่ดีขึ้นแพทย์ให้กลับมาอยู่ที่บ้านบอกรักษาไม่ได้ให้ใช้ยาแก้ปวดเท่านั้น เมื่อผมเห็นเช่นนี้จึงนึกถึงสมุนไพรที่อำเภอวิเชียรบุรีจึงได้แนะนำให้ผู้ป่วยใช้ยาขนานนี้ดู ผู้ป่วยตอบตกลง ผมจึงไปขอสมุนไพรมาทั้งหมด 4 หม้อ โดยผมเป็นคนต้มยาให้คนไข้เองต้มจนเหลือ 1 ถ้วยแก้ว แล้วให้คนไข้หยดใส่ปากกินให้หมดใน 1 วันหม้อ ต้มกินได้ 15 วัน ผู้ป่วยกินแต่ยาสมุนไพร อาหารน้ำและยาแก้ปวด โดยไม่ใช้ยาอะไรเลย ทว่าอาหารของผู้ป่วยกลับดีวันดีคืน แผลที่ลิ้นค่อยๆยุบลง กลิ่นเหม็นก็น้อยลง ก้อนใต้คางก็ยุบลง น้ำหนักตัวเริ่มเพิ่มขึ้น อาการค่อยๆดีขึ้น และคนไข้เริ่มพูดได้ ผมจึงไปขอยาสมุนไพรมาอีก 4 หม้อ ให้ต้มรับประทานเหมือนเดิม อาการของคนไข้ก็ดีวันดีคืนขึ้นเรื่อยๆ พอครบ 4 เดือนลิ้นยุบลงมากจนแผลหายเหลือก้อนเท่าไข่นกกระทา ติดแน่นตรงใต้คาง ผมก็ไปขอยามาอีก 4 หม้อ ต้มให้กินทุกวันจนครบ 6 เดือนผู้ป่วยมีอาการเหมือนคนปกติ อ้วนขึ้น เดินไปตลาดได้ ผมแนะนำผู้ป่วยว่า ควรไปทำการผ่าตัดก้อนที่คางและแผลที่ลิ้นออกแต่ผู้ป่วยไม่ยอม บอกว่าเมื่อกินยุบแล้ว ขอกินยาต่อไปเรื่อยๆ ผมป่วยมีอาการดีอยู่ 6 เดือนแผลที่ลิ้นก็เริ่มบวมและแตก ในที่สุดผู้ป่วยก็ถึงแก่กรรม เพราะเลือดออกที่ลิ้นมาก
      จากการติดตามผู้ป่วยรายนี้ด้วยตนเองทุกวัน จึงเห็นง่ายาสมุนไพรตำรับนี้มีประโยชน์ในการรักษามะเร็ง ผมจึงไปขอสูตรยาตำหรับนี้จากแพทย์แผนโบราณเท่านั้น   แต่ท่านไม่ยอมให้เพราะท่านบอกว่าท่านเคยรักษาโรคมะเร็งหายมาหลายรายแล้วแต่หมอแผลปัจจุบันไม่ยอมรับ

    การรักษาได้รับการยอมรับจากสากล

      ประมาณเดือนกันยายน – ตุลาคม พ.ศ. 2517 มีเลกเซอร์ทัวร์  ของคณะออโธปิติกส์จากกรุงเทพ ไปประชุมที่นครสวรรค์ ผมเห็นเป็นโอกาสดีที่ได้นำเสนอเรื่องคนไข้มะเร็งที่หัวเข่า จังหวัดตราด ผมจึงไปประชุมด้วย พร้อมทั้งขอรายการเฉพาะคนที่เป็นมะเร็งหัวเข่าในที่ประชุม รวมทั้งแฟ้มของ  โรงพยาบาลเลิดสินและของผม พร้อมทั้งขอร้องว่าถ้าพบคนไข้เช่นนี้ กรุณาอย่าตัดขา ให้ส่งให้ผมรักษาจะได้มีผลงานออกมามากๆ แต่ผมก็ไม่เคยได้คนไข้จากโรงพยาบาลเลย
      เมื่อผมเห็นว่าทางการแพทย์ของเราไม่สนใจผลงานของผม ผมจึงเขียนจดหมายไปหาดอกเตอร์แชงค์(Shank) ผู้ซึ่งเป็นไดเรกเตอร์ทอกซิโคโลยีของรัฐแคลิฟอเนีย (Director toxi Colifornia) ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2517 บอกว่าผมพบสมุนไพรหนึ่งตำรับ โดยให้คนไข้เป็นมะเร็งกินยาต้มเพียงอย่างเดียว มะเร็งก็สามารถยุบได้ ดอกเตอร์แชงค์ (Shank)ติดต่อผมมาทันที ว่าขอให้เตรียมคนไข้มะเร็งที่กินยาต้มแล้วยุบไว้ให้ดู พร้อมทั้งเอกซเรย์ รายงานและผลชิ้นเนื้อ
      ต้นเดือนธันวาคม พ.ศ.2517 ดอกเตอร์แชงค์ (Shank)บินมาหาผมที่สิงห์บุรีพร้อมโปรเซอร์นิวบิ์รน เพื่อนซึ่งเป็นปาโทโลยีสต์(Pathologist) เมื่อผมรายงานคนไข้ที่เตรียมไว้พร้อมชิ้นเนื้อให้ดูดอกเตอร์แชงค์(Shank)ก็ยอมรับว่ายาต้นตำรับนี้น่าจะเป็นประโยชน์ในการรักษามะเร็ง
      ดอกเตอร์แชงค์ขอนำยาต้นตำรับนี้พร้อมตัวยาไปทำการค้นคว้าวิจัยที่อเมริกา แต่ผมไม่ยอม เพราะผมอยากให้เมืองไทย คนไทยมีชื่อเสียงในการค้นคว้ายารักษามะเร็ง เมื่อเป็นเช่นนี้ดอกเตอร์แชงค์ (Shank)ก็ให้ผมเลือกว่าจะทดลองมะเร็งชนิดใด ผมเสนอว่าขอทดลองกับมะเร็งเต้านมเพราะอวัยวะที่อยู่ภายนอกโตและเห็นง่าย
      เมื่อดอกเตอร์แชงค์(Shank)กลับไปอเมริกาแล้วก็ได้ส่งคาร์ซิโนเจน(Carsinogen)ชนิดที่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านมในหนูนามานาน และผมก็ได้ร่วมทำการทดลองกับอาจารย์ท่านหนึ่งที่มหาวทยาลัยมหิดลโดยผมต้มยาชนิดที่ข้นจนเกือบเหนียวส่งไปให้ทดลองทุก 7 วัน ผลการทดลองก็มีเค้าให้เห็นว่ายาต้มนี้สามารถทำให้หนูที่เกิดมะเร็งเต้านมยุบได้ แต่ทำได้เพียง 3 ปี อาจารย์ท่านนี้ก็ไปเรียนปริญญาเอกต่อที่อเมริกา การทดลองจึงต้องยุติลงใน พ.ศ.2520 และอาจารย์ท่านนี้เมื่อกลับมาจากอเมริกาก็ไม่ได้สนใจที่จะทดลองยานี้ต่อ
      พ.ศ. 2518 ผมได้เลื่อนขึ้นเป็นนายแพทย์ใหญ่ คือ นายแพทย์สาธารณสุข ประจำจังหวัดสิงห์บุรีและจะลาออกจากราชการ เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2521 ขณะนี้เป็นข้าราชการบำนาญกระทรวงสาธาณสุข การที่ลาออกก่อนเกษียณอายุราชการเพราะต้องการค้นคว้าและรักษามะเร็งด้วยสมุนไพรเพียงอย่างเดียวโดยไม่ต้องมีภาระกับหน้าที่ราชการ
      ประมาณ พ.ศ. 2524 มีผู้หญิงมาหาผม 1คน แนะนำตนว่าทำงานเกี่ยวกับการค้นคว้าโรคมะเร็งอยู่อเมริกา บินกลับมาเยี่ยมเมืองไทยและเป็นเพื่อนกับนายช่างชลประทาน ชื่อคุณจำรูญ เป็นโรคมะเร็งกระเพะอาหารชนิด ซาโคมา (SARCOMA)ทำการผ่าตัดเรียบร้อยและแพทย์ผู้ผ่าตัดบอกว่าไม่มียารักษามะเร็งชนิดนี้แต่พอกลับมา พ.ศ. 2524 ได้ทราบว่าคุณจำรูญ ยังมีชีวิตอยู่และทำงานปกติ จึงทราบว่าคุณจำรูญรับประทานยาสมุนไพรของคุณหมอสมหมาย (คุณจำรูญมีชีวิตอยู่จนเกษียณราชการในตำแหน่งรองอธิบดีกรมชลประทาน)
      ประมาณ พ.ศ. 2526 มีผู้หญิงชาวบ้านมาหาผม บอกว่าขอให้ช่วยไปดูญาติผู้หญิงป่วยที่ ร.พ.สิงห์บุรี ผมก็ไปดูให้ พบว่าคนไข้นอนยกหัวสูง ไอ หอบ และท้องโตมาก หมอผู้ดูแลบอกว่ารักษาไม่ได้ และอยู่ได้ไม่นาน ผมจึงไปขออนุญาตแพทย์เจ้าของคนไข้ เพื่อลองทำการรักษาดู แพทย์เจ้าของคนไข้ก็อนุญาต


     

    วิธีรักษาคนไข้รายนี้

    1. เจาะน้ำในช่องปอด (elfusion) ออกใส่ Erdoxan ละลายน้ำกลั่นเข้าไป 2 ขวด
    2.  เจาะน้ำในช่องท้อง (oscites)ออกจนหมด ใส่ Erdoxan 2 ขวด
    3. ให้พวกพลาสม่าและ smins said
    4. ให้รับประทานยาสมุนไพร
    5. ให้ 5 Fu 1000 mg
      ทำการเจาะทั้งปอดและท้องอยู่ 5 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน คนไข้ดีขึ้นเรื่อยๆ หมอเจ้าของไข้จึงอนุญาตให้กลับบ้าน ผมก็ให้กินยาสมุนไพรมาตลอด พร้อมทั้งแนะนำให้คนไข้ผ่าก้อนในท้องออกคนไข้ไม่ยอม บอกว่าหายดีแล้วจะผ่าทำไม ผมให้รับประทานจนครบ 5 ปี ผู้ป่วยก็หยุดกิน และไม่ติดต่อมา หลังจากคนไข้หยุดกินยาสมุนไพร 1 ปีญาติก็มาหาผมอีก บอกว่าคนไข้เริ่มมีอาการเหมือนเดิม ขณะนี้อยู่ ร.พ. รามาธิบดี ผมก็เขียนประวัติการรักษาให้ไป และผู้ป่วยรายนี้ก็ได้เสียชีวิตที่ ร.พ. รามา ด้วยเหตุนี้ผมเห็นว่าการใช้ยาเคมีร่วมกับสมุนไพรตำรับนี้สามารถช่วยยืดชีวิตคนไข้ไปได้อย่างดี
      ต่อมามีคนไข้ผู้หญิงอายุประมาณ 60 ปี มาหาผมด้วยอาการท้องโตมาก ต้องนอนตะแคงซ้ายหรือขวา นั่งไม่ได้ ญาติบอกว่าไปรักษา ร.พ. ในกรุงเทพ แล้วหมอไม่รับรักษา ผมจึงใช้วิธีเดียวกับคนแรก พอเจาะน้ำในช่องท้องออกหมด คลำได้ก้อนเล็กบ้างใหญ่บ้าง เป็นพวงอยู่ในช่องท้อง เมื่อเป็นเช่นนี้ผมก็รักษามาตลอด ก้อนในท้องยุบลงหมด ผมก็ให้รับประทานยาสมุนไพรตลอดครบ 2 ปี คนไข้ไม่ยอมกินยาต่อในที่สุดก็เป็นเหมือนเดิมและถึงแก่กรรม
      จะเห็นได้ว่าอาการมะเร็งที่ทางโรงพยาบาลไม่รับรักษาแล้วเมื่อผมได้ทดลองทำการรักษาได้ผลค่อนข้างดี ผมก็ใช้วิธีนี้กับคนไข้ที่เป็นมะเร็ง (Soild Tumour) โดยการให้รับประทานยาสมุนไพรควบไปด้วยทุกคน และเกือบทุกอวัยวะก็ได้ผลดีในคนไข้ทีเป็นมะเร็งไม่มากนักต่อจากนั้น ก็ได้เริ่มการค้นคว้าเป็นทางการที่ศิริราช ม. มหิดล โดยอาจารย์แพทย์หญิงกาญจนา เกษสะอาด เป็นผู้ควบคุมการทดลองอยู่ 8 ปี ได้ให้ปริญญาโทแก่นักศึกษาที่ทำการค้นคว้าพบว่าสมุนไพรตำรับนี้สามารถกระตุ้นร่างกาย ให้มีภูมิต้านทานต่อมะเร็งได้โดยยานี้ไปกระตุ้น Activity ของ Macropphage cell T.Lymphocy,Natural Killer cell ในร่างกายของคนเรา เมื่อแพทย์หญิงกาญจนา เกษสะอาด เกษียณก็ไม่มีแพทย์ผู้ใดสนใจที่ทำการค้นคว้าต่อไปอีก
     
    พุทธรักษา
    1. พุทธรักษา

      เป็นพรรณไม้ล้มลุก เนื้ออ่อน อวบน้ำ ลำต้นมีความสูงประมาณ 1-2 เมตร มีลำต้นอยู่ใต้ดินเรียกว่า เหง้า มีการเจริญเติบโตโดยแตกหน่อเป็นกอคล้ายกับกล้วย ลักษณะหน่อที่เจริญเป็นต้นเหนือพื้นดินนั้นมีลักษณะกลมแบนสีเขียวขนาดลำต้นโตประมาณ 2-4 เซนติเมตร  หัวพุทธรักษาใช้ในการต้มรับประทาน  บำรุงปอด  แก้อาเจียน  หรือไอเป็นเลือด

      ลิ้นงูเห่า
       

      ลิ้นงูเห่า

      ลิ้นงูเห่า เป็นไม้พุ่มรอเลื้อย สูง 1.5-4 เมตร ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปใบหอกหรือรูปใบหอกแกมขอบขนาน กว้าง 2.5-4 ซม. ยาว 7-12 ซม. ดอกช่อ ออกเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีแดงส้ม โคนกลีบสีเขียว ติดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็น 2 ปาก ผลแห้ง แตกได้ มีสรรพคุณ ใช้รักษา ผื่นคัน  เริม งูสวัด

      พญายอ
       

      พญายอ

      เสลดพังพอนตัวเมีย มีชื่อท้องถิ่นหรือชื่ออื่นอีก คือ : ผักมันไก่ ผักลิ้นเขียด (เชียงใหม่) พญาปล้องดำ (ลำปาง) พญาปล้องทอง (ภาคกลาง) ลิ้นมังกร โพะโซ่จาง (กะเหรี่ยง)และ พญายอ (แม่ฮ่องสอน) เสลดพังพอนมีชื่อพ้องกัน คือ เสรดพังพอนตัวผู้ และเสลดพังพอนตัวเมีย แต่ต่างกันที่เสลดพังพอนตัวผู้มีหนาม สรรพคุณอ่อนกว่าเสลดพังพอนตัวเมีย เพื่อไม่ให้สับสนจึงเรียกเสลดพังพอนตัวเมียว่า “พญายอ”แทงทวย




      แทงทวย

      เป็นไม้ยืนต้นสูงได้ถึง  12  เมตร  มีกลีบดอก  5  กลีบ ผลสีแดงแสด ทุกส่วนสามารถใช้ประโยชน์ทางยาได้

      เหงือกปลาหมอ

       

      เหงือกปลาหมอ

      แก้มหมอ แก้มหมอเล จะเกร็ง นางเกร็ง อีเกร็ง เหงือกปลาหมอน้ำเงิน เป็นพรรณไม้ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดสมุทรปราการขึ้นอยู่บริเวณชายฝั่งแม่น้ำลำคลอง อยู่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกเหนือปากคลองมหาวงษ์และโรงเรียนนายเรือ ประโยชน์ของเหงือกปลาหมอนั้น เป็นสมุนไพรใกล้ตัวหรืออาจจะเรียกว่าสมุนไพรชายน้ำ/สมุนไพรชายเลนก็ได้ ช่วยรักษาโรคได้มากมายหลายชนิด

      ปีกไก่ดำ
       

      ปีกไก่ดำ

      หลายคนคงรู้จักดี มีสรรพคุณมากมาย สามารถรักษาโรคมะเร็ง แก้ลมพิษ ผื่นคัน งูสวัด เป็นสมุนไพรในกลุ่มถอนพิษถอนพิษ ต่อ แตน และเป็นหนึ่งใน 5 ตัวยาสมุนไพรรักษามะเร็งเต้านม ได้และเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่เพราะเลี้ยงได้ยาก มีสรรพคุณทางยา แก้ผื่นคัน ลมพิษ งูสวัด
     
    จีเฮิร์บวัน  G-HERB  สมุนไพรหมอสมหมาย 12กระปุกๆละ  750 บาท
    จีเฮิร์บวัน G-HERB สมุนไพรหมอสมหมาย 12กระปุกๆละ 750 บาท
    900.00.-